อนุสรณ์ ติปยานนท์ : In Books We Trust (42) หนังสือชื่อเดียว (14)

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์ / [email protected]

 

In Books We Trust (42)

หนังสือชื่อเดียว (14)

 

บทสนทนาชะงักหยุดลงตรงนั้น ผู้เป็นบรรณาธิการลุกออกจากเก้าอี้นั่งของเขา ก่อนจะไปยืนเหม่อมองดูท้องฟ้าเบื้องนอกจากหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ของห้องทำงาน มันเป็นบ่ายที่แจ่มใสในฤดูหนาว แดดแรงกล้า เมฆเล็กน้อย ไร้หมอกและไร้แม้กระทั่งสายฝน

“คุณลองมองดูไปข้างนอกสิ ผู้คนพากันเดินไปมา สัญจรไปทั่ว ใช้ชีวิตที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง พวกเขามีสิ่งใหม่มากมาย โทรศัพท์มือถือที่ทำงานสะดวกขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบการสื่อสารที่ติดต่อได้ทุกที่ทุกเวลา เราสามารถชมภาพยนตร์ได้จากโทรศัพท์มือถือ เราสามารถอ่านหลายสิ่งได้จากโทรศัพท์มือถืออีกเช่นกัน ไม่นับการเคลื่อนย้ายเงินตราและสิ่งมีค่าโดยที่เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาธนาคารดังแต่ก่อน หากการไปธนาคารเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น การไปร้านหนังสือยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นยิ่งกว่า เราจะยังอ่านอะไรอยู่นั่นเป็นของแน่ ข่าวสารและความรู้เป็นสิ่งที่ต้องผ่านการอ่าน แต่หนังสือเล่า หนังสือยังเป็นสิ่งจำเป็นอีกไหม?”

“ผมครุ่นคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ทุกวันนับตั้งแต่การต้องจากและละทิ้งบ้านของตนเองไป ผมกำลังทำอาชีพที่หมดเวลาลงไปเรื่อยๆ ผมกำลังทำอาชีพที่มีจุดจบรออยู่เบื้องหน้าใช่หรือไม่ เหมือนคนขับรถม้า เหมือนคนรับจ้างผ่าฟืน อาจจะยังมีคนที่อยากนั่งรถม้าเล่นในบางครั้ง แต่เพียงเพื่อการชมทิวทัศน์ในแบบที่ไม่อาจหาได้จากการเดินทางแบบอื่น พวกเขาย่อมไม่นั่งรถม้าในการเดินทางที่จำเป็นและสำคัญเป็นแน่ คงยังมีใครหลายคนที่ใช้ฟืนในการหุงหาอาหาร พวกเขาหลงใหลในกลิ่นควัน พวกเขารักในกลิ่นเหล่านั้น แต่ในยามปกติ แก๊ส หรือไฟฟ้า เป็นทางเลือกในการหุงหาอาหารที่สะดวกสบายกว่า มันก็เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ เว้นแต่คุณจะปฏิเสธความจริง”

 

ชายหนุ่มลุกขึ้นไปยืนเคียงข้างบรรณาธิการของเขา ท้องฟ้าเบื้องนอกแจ่มใสอย่างยิ่ง หากมีภาพยนตร์บางเรื่องต้องการพูดถึงอนาคต ชายหนุ่มคิดว่าพวกเขาสามารถใช้ภาพเส้นขอบฟ้าเบื้องนอกแทนได้อย่างแน่นอน

“คุณกำลังบอกผมว่า ชะตากรรมของหนังสือและคนทำหนังสือก็เป็นเช่นนั้น ไม่แตกต่างกัน ผู้คนอาจต้องการข้อมูลข่าวสาร อาจมีหนังสือบางเล่มที่ทำหน้าที่เหล่านั้นได้ แต่สำหรับความสะดวกสบาย การอ่านอะไรเพียงเล็กน้อยเพื่อทำความเข้าใจแต่พอควรอาจเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า”

บรรณาธิการของเขาพยักหน้า

“คุณกำลังจะบอกผมว่า อาจมีบางคนที่อ่านหนังสือเพียงเพื่อแสวงหาความเพลิดเพลิน พวกเขาใช้เวลากับหน้าหนังสือแต่ละหน้าอย่างดื่มด่ำ พวกเขาสร้างจินตนาการจากถ้อยคำ พวกเขาเรียบเรียงเรื่องเล่าต่างๆ ที่เกิดขึ้นในความคิดคำนึงของพวกเขา แต่ทว่า หากแม้นพวกเขาค้นพบความเพลิดเพลินที่แจ่มชัดกว่า หากแม้นพวกเขาค้นพบความเพลิดเพลินที่พึ่งพาเรี่ยวแรงน้อยกว่า พวกเขาก็จะเลือกหนทางนั้น พวกเขาจะเลือกหนทางดังกล่าวโดยปล่อยให้หนังสือเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการตอบคัดเลือกในตอนแรก”

ชายหนุ่มถอนหายใจ “แต่หากเราคิดเช่นนั้นจะหมายความว่าพวกเรายอมจำนนต่อชะตากรรมที่ถูกกำหนดโดยบุคคลอื่นหรือจากสิ่งอื่นมากกว่าการค้นหาหนทางที่จะพลิกชะตากรรมของตนเองหรือไม่?”

“อาจเป็นเช่นนั้น แต่คุณอย่าลืมว่าในโลกนี้มีทั้งชะตากรรมที่เปลี่ยนแปลงได้และชะตากรรมที่ต้องยอมจำนน รถไฟไอน้ำแม้จะมีประสิทธิภาพแต่เมื่อต้องพบกับรถไฟที่ใช้เครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบกว่าก็ย่อมต้องหลีกทางให้ รถม้าดังที่ผมกล่าวก็ไม่แตกต่างกันเมื่อมีรถยนต์หรือการเดินทางที่สะดวกกว่า การเหนี่ยวรั้งสิ่งเหล่านั้นไว้ย่อมไม่ต่างจากคนดื้อดึงที่พยายามจะทลายกำแพงขนาดใหญ่ด้วยการพุ่งศีรษะชนมัน”

 

ชายหนุ่มเดินกลับมาที่โต๊ะ เขาหยิบซองสีขาวที่อัดแน่นไปด้วยธนบัตรขึ้นหยั่งดูน้ำหนักของมัน

“อย่าหาว่าผมไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคุณ” ชายหนุ่มพูด “แต่ผมอาจเป็นคนน้อยกว่าน้อยที่เชื่อมั่นว่าแม้เราไม่อาจเปลี่ยนทิศทางของกระแสน้ำได้แต่อย่างน้อยผมก็คิดว่าผมเราสามารถปรับปรุงคุณภาพของกระแสน้ำนั้นได้”

ราวสิบนาทีหลังจากนั้น ชายหนุ่มเดินออกจากอาคารดังกล่าว เขาสนทนากับบรรณาธิการด้วยเรื่องสุดท้ายอันเป็นเรื่องที่ค้างคาใจ

เขาถามถึงสาเหตุที่หญิงสาวสร้างโจทย์ว่าด้วยหนังสือชื่อเดียวขึ้นมา ทำไมหญิงสาวผู้นั้นถึงคิดว่าการมีหนังสือเพียงชื่อเดียวจะทำให้เราเข้าใจถึงความปรารถนาในการมีหนังสือไว้ในครอบครอง

ทำไมการมีหนังสือชื่อเดียวจะทำให้เราเข้าใจความต้องการของเราต่อโลกของหนังสือ

คำตอบที่เขาได้รับจากบรรณาธิการนั้นสั้นและเรียบง่าย “ผมเองก็ไม่รู้เช่นกัน เธอไม่ได้บอกผมในเรื่องนั้น ผมเคยถามเธอแต่ทว่าเธอเพียงแต่บอกว่ามันเป็นเหตุผลที่คุณจะรู้เมื่อกาลเวลาอันเหมาะสมมาถึง”

คำว่ากาลเวลาอันเหมาะสมนั้นเป็นถ้อยความที่กว้างและกินความคลุมเครืออย่างยิ่ง

ชายหนุ่มออกเดินไปตามท้องถนน เขาถือซองจดหมายสีขาวที่มีธนบัตรอัดแน่นไว้ในมือ เขาเคาะมันกับฝ่ามือเบาๆ ครุ่นคิดถึงวิธีใช้เงินเหล่านั้น

เขาไม่มีความคิดอ่านอื่นนอกจากการทบทวนไปมาว่าสิ่งใดที่เขาขาดแคลนไปจากชีวิตก่อนจะพบว่าเขาไม่ได้ขาดแคลนสิ่งใดเลย เขามีครบทุกสิ่งในความจำเป็น

สิ่งเดียวที่เขาต้องการในยามนี้มีเพียงคำตอบจากปริศนามากมายที่รุมล้อมเขาอยู่เท่านั้นเอง

 

เขาหยุดนิ่งหลังการเดินครุ่นคิดดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อพบว่าตนเองกำลังเดินผ่านสถานที่อันคุ้นเคย สถานที่แห่งนั้นคือร้านอาหารที่เขานัดพบหญิงสาวผู้นั้นเป็นครั้งแรก

เขาตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านอาหารดังกล่าว ตรงไปยังโต๊ะอาหารที่เขาเคยนั่งสนทนากับเธอ เขานั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม สั่งรายการอาหารและเครื่องดื่มแบบเดิม

เขาจินตนาการว่าหญิงสาวผู้นั้นนั่งอยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขานึกคิดบทสนทนากับเธอ สร้างเรื่องราวหลายๆ แบบ ในแบบหนึ่งเขาจินตนาการว่าเธอเป็นมนุษย์ต่างดาวที่มีภารกิจศึกษาอารยธรรมของมนุษย์ผ่านทางหนังสือ

ในอีกด้านหนึ่งเขาจินตนาการว่าเธอเป็นสายลับที่ต้องการจะเปลี่ยนความคิดของผู้คนผ่านทางหนังสือ

ในอีกทางหนึ่งเขาคิดถึงเธอในฐานะของลูกสาวเศรษฐีผู้ว่างเว้นจากการงานและคิดทำอะไรบางอย่างเพื่อให้วันเวลาในโลกผ่านไปอย่างตื่นเต้น แต่ไม่ว่าทางใด เขาล้วนรู้สึกถึงความไม่สมเหตุสมผล

เขาดื่มกาแฟแก้วแล้วแก้วเล่า พูดกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรู้สึกถึงความพิกลพิการทางอารมณ์ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจชำระเงิน เขาเปิดซองสีขาวนั้นขึ้น พบธนบัตรมากกว่าจำนวนที่เขาคาดคิด

เขาวางธนบัตรใบหนึ่งลงบนโต๊ะ มูลค่าของมันมากกว่าราคาอาหารมื้อดังกล่าวราวสองเท่า แต่เขาไม่แยแส เขาวางมันลงบนโต๊ะ ใช้แก้วน้ำทับมันอย่างมั่นคงก่อนจะเดินออกจากร้านดังกล่าวมา

 

เมื่อกลับมาสู่ท้องถนนอีกครั้ง เขาพบว่าตนเองไม่มีที่ให้ไป เขาอาจกลับบ้านของตนเองได้ แต่มันก็แลดูเร็วเกินไปที่จะกระทำเช่นนั้น ในที่สุดเขาก็คิดถึงร้านหนังสือร้านนั้นอีกครั้ง ร้านหนังสือที่ดูจะเป็นบ่อเกิดแห่งความยุ่งยากทั้งปวง หากวันนั้นเขานำหนังสือติดตัวมาเขาคงไม่แสวงหาร้านหนังสือขนาดนั้น แต่หากเขาไม่รีบร้อนเพราะนัดหมายกับผู้หญิงคนนั้น เขาก็คงไม่ลืมนำหนังสือติดตัวมา ทุกอย่างถูกร้อยเรียงเป็นลูกโซ่ ทุกอย่างถูกผูกเข้ากันเป็นลูกโซ่ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง จากเหตุผลหนึ่งไปยังอีกเหตุผลหนึ่ง จากความผิดพลาดหนึ่งไปสู่ความผิดพลาดต่อไป

เขาเร่งฝีเท้าเดินไป เดินไปสู่ร้านหนังสือดังกล่าว ไม่นานนักเขาก็มาถึงตรอกเล็กๆ ที่แทบไม่มีใครสนใจ ไม่นานนัก เขาก็มาถึงตรอกเล็กๆ ที่เป็นทางเข้าสู่ร้านหนังสือดังกล่าว

เขาก้าวเข้าไปในร้านหนังสือแห่งนั้น ไฟในร้านเปิดสว่างไสว กลิ่นกระดาษจากหนังสือใหม่หอมตลบอบอวล

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือผู้เป็นเจ้าของร้านหนังสือหาใช่ชายชราคนเดิมแต่กลับเป็นหญิงสาวผู้นั้น เธอนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ใส่เสื้อผ้าชุดเดียวกับที่เขาได้พบเธอเป็นครั้งแรกในวันนั้น

เธอใช้มือของเธอลูบขนแมวตัวหนึ่งอย่างช้าๆ

เป็นเจ้าแมวตัวที่อาศัยอยู่ในบ้านของเขาเอง