On History / ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ / การทำลายพระพุทธรูป หลังยุคสร้างเมืองนครธม เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าชัยวรมันที่ 7 ไม่ใช่ทำลายศาสนาพุทธ

On History

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

 

การทำลายพระพุทธรูป

หลังยุคสร้างเมืองนครธม

เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าชัยวรมันที่ 7

ไม่ใช่ทำลายศาสนาพุทธ

 

ข้อมูลจากศิลาจารึกของพวกขอม (ซึ่งก็คือพวกเดียวกับเขมร ขึ้นอยู่กับว่าจะปรากฏอยู่ในเอกสารของวัฒนธรรมที่เรียกคนกลุ่มนี้ว่าอะไร) ในช่วงปลายยุครุ่งเรือง จนถูกขนานนามว่าเป็นยุคคลาสสิคของวัฒนธรรมขอมคือ รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1724-1761) นั้นได้มีการก่อสร้าง “นครธม” หรือ “เมืองพระนครหลวง” (ทั้งคำว่า “ธม” ในภาษาเขมร และคำว่า “หลวง” ในที่นี้ แปลตรงกันว่า “ใหญ่”) ขึ้นเพื่อเป็น “เมือง” หรือศูนย์กลางทางการเมือง การปกครอง และวัฒนธรรมต่างๆ ขึ้นมาแทนศูนย์กลางเดิมที่เรียกว่า “เมืองพระนคร” ซึ่งถูกเคยพวกจามยึดครองขึ้นใหม่

และก็เป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นี่แหละครับ ที่เข้าไปปราบเอาพวกจามออกไปจากเมืองพระนคร แล้วยึดชัยภูมิแต่ดั้งเดิมอันเป็นศูนย์กลางเดิมของขอมกลับมาได้

จากนั้นพระองค์จึงค่อยสถาปนาเมืองพระนครหลวงขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของการเมือง การปกครอง และวัฒนธรรมของพวกตนเองคาบเกี่ยวทับซ้อนลงบนอาณาบริเวณซึ่งเป็นศูนย์กลางเดิมนั่นแหละ

ดังนั้น การสถาปนา “เมือง” หรือ “ศูนย์กลาง” ขึ้นมาใหม่ในครั้งนี้ จึงไม่น่าจะเป็นเพราะความเสื่อมโทรมจากลักษณะทางกายภาพของเมือง ที่พวกจามได้เข้าไปทำลาย อย่างที่มักจะอธิบายกัน

และอันที่จริง จารึกก็บอกอยู่โต้งๆ ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ไปตีเอาเมืองคืนมาจากพวกจาม แปลว่า พวกจามเมื่อตีเมืองพระนครได้แล้วก็ได้เข้าไปยึดครองอยู่ ซึ่งก็ยึดครองอยู่นานถึง 4 ปี จึงดูไม่มีเหตุผลอะไรให้พวกจามต้องทำลายเมืองที่ตัวเองปกครองอยู่เลยสักนิด

  การที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สถาปนาเมืองพระนครหลวงขึ้นใหม่นั้น จึงน่าจะเป็นเรื่องในเชิงความเชื่อ และพิธีกรรม ทำนองการทำขวัญเมือง หรือผูกดวงเมืองขึ้นใหม่เสียมากกว่า

 

พร้อมกันกับการสถาปนาเมืองพระนครหลวงขึ้นนี้ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็ได้สร้างปราสาท “บายน” ขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของเมือง

และที่เรียกว่า “ศูนย์กลางของเมือง” นั้น ปราสาทบายนก็มีลักษณะที่เป็นศูนย์กลางของเมืองจริงๆ ตามลักษณะทางกายภาพอีกด้วย เพราะปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นบนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และตั้งอยู่ตรงกลางของเมืองพระนครหลวง ที่ก็สร้างขึ้นบนแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเช่นกันอย่างพอดิบพอดี

เมือง (ที่ถูกคือศูนย์กลางของความเป็นเมือง) ที่สร้างขึ้นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสนี้ ไม่ใช่เทคโนโลยี หรือธรรมเนียมดั้งเดิมของภูมิภาคอุษาคเนย์ แต่เกิดขึ้นใหม่ในวัฒนธรรมขอมยุคคลาสสิคนี่แหละครับ เพราะเป็นที่ยอมรับกันโดยกว้างขวางว่า เมืองที่มีการสร้างคูน้ำคันดินล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสนั้นคือ เมืองพระนคร ซึ่งก็คือ เมืองอันเป็นศูนย์กลางดั้งเดิมของพวกขอม ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทำขวัญเมืองแล้วตั้งชื่อเสียใหม่ว่า เมืองพระนครหลวง

ตัวเมืองพระนครที่ว่านี้ สร้างขึ้นภายใต้แรงบันดาลใจจากแผนผัง “ศาสนสถาน” ของพวกพราหมณ์อย่างชัดเจน เพราะนอกจากจะสร้างขึ้นในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แบบเดียวกับเทวาลัยพราหมณ์แล้ว ยังมีปราสาทตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของแผนผัง

โดยปราสาทหลังนั้นได้จำลอง “เขาพระสุเมรุ” อันเป็นศูนย์กลางจักรวาลตามปรัมปราคติโดยรวมๆ จากชมพูทวีป ไม่ว่าจะเป็นปรัมปราในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือศาสนาพุทธก็ตาม

โดยลักษณะทำนองเดียวกันนี้ก็ปรากฏอยู่ในการสร้างเมืองพระนครหลวง ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ด้วยเช่นกัน

    การสถาปนาเมือง หรือศูนย์กลางของเมือง ของพวกขอมในรุ่นคลาสสิคนั้น (อย่างน้อยก็เมืองพระนคร และเมืองพระนครหลวง) จึงมีนัยยะในเชิงพิธีกรรมที่ซับซ้อน เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างศูนย์กลางทางการเมืองการปกครอง ไปพร้อมกับการ “ทำขวัญขึ้นเมืองใหม่” (ซึ่งก็คือ “บ้าน” ของพระเจ้าแผ่นดิน) แล้ว ยังเป็นการสถาปนาศูนย์กลางจักรวาลของความเป็นขอมของพวกตนเองอีกด้วย

 

แต่สิ่งที่เมืองพระนครหลวงของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต่างไปจากเมืองพระนครที่มาก่อนก็คือ ในขณะที่เมืองพระนครสร้างขึ้นในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เมืองพระนครหลวงกลับสร้างขึ้นในพุทธศาสนาแบบมหายาน

และโดยปกติแล้ว กษัตริย์องค์ต่างๆ ของพวกขอมที่เมืองพระนครในยุคคลาสสิคนั้น ก็มักจะสมาทานตัวเองเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมากกว่า

ดังนั้น เมื่อมีหลักฐานของการทำลายรูปเคารพในศาสนาพุทธ อย่างที่มีศัพท์วิชาการเรียกว่า “Iconoclasm” (ลัทธิทำลายรูปเคารพ) จึงทำให้มีการสันนิษฐานกันถึงสาเหตุของการทำลายรูปเคารพในศาสนาพุทธครั้งใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นหลังยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (เพราะรูปเคารพที่ถูกทำลายเป็นของที่สร้างสมัยกษัตริย์ขอมพระองค์นี้ การทำลายจึงย่อมต้องเกิดขึ้นหลังยุคสมัยของพระองค์) เป็นเพราะการหันกลับมายอมรับนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อีกครั้งหนึ่ง โดยกษัตริย์ในยุคหลังจากพระองค์

และผู้ร้ายในพล็อตประวัติศาสตร์ตอนนี้ก็คือ “พระเจ้าชัยวรมันที่ 8” ผู้เป็นบุตรชายของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งครองราชย์เมื่อ พ.ศ.1786 หลังจากที่พี่ชายของพระองค์คือ พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 เสียชีวิตลง

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 หันกลับมานับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

และนี่ก็ทำให้ใครหลายคนยัดข้อหาทำลายรูปเคารพในศาสนาพุทธ ด้วยการสกัดรูปพระพุทธรูปทิ้งจากผนังของปราสาทหิน, การดัดแปลงประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์ให้กลายเป็นเทวรูป หรือแม้กระทั่งการดัดแปลงพระพุทธรูปให้กลายเป็นรูปศิวลึงค์ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วก็ไม่มีหลักฐานอะไรชัดเจนหรอกนะครับว่าพระองค์เป็นผู้กระทำ

ที่สำคัญก็คือ ไม่ค่อยจะมีใครสนใจพิจารณาถึงหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ เกี่ยวกับรูปเคารพที่ถูกทำลาย เพราะถึงแม้จะอ้างกันว่า เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา แต่รูปเคารพในพุทธศาสนาที่ถูกทำลายนั้น ก็มีเฉพาะของที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เท่านั้น (แถมของที่ถูกทำลายเกือบทั้งหมด ยังพบอยู่ในอาณาบริเวณที่ไม่ห่างจากเมืองพระนครหลวงจนเกินไปนัก) จึงน่าสงสัยในใจไม่น้อยว่า ที่ถูกทุบทำลายไปในสมัยนั้นคือร่มบารมีของพระพุทธศาสนา หรือความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แน่?

พระพุทธรูปประธาน ของปราสาทบายน ศูนย์กลางเมืองพระนครหลวง ถูกประกอบขึ้นใหม่ หลังถูกพบว่าถูกทุบแตกกระจายแล้วนำไปทิ้งในบ่อน้ำ (ภาพถ่ายเก่าจากคลังภาพของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ)

ที่ปราสาทบายนอันเป็นศูนย์กลางของเมืองพระนครหลวง ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างนั้น มียอดปราสาทสลักเป็นรูปพระพักตร์จำนวนถึง 216 พระพักตร์ โดยเป็นที่ยอมรับกันในวงการเขมรศึกษา (Khmer study) ปัจจุบันว่า พระพักตร์เหล่านี้ อาจจะจำแนกกว้างๆ ได้เป็นสามรูปแบบ ได้แก่ 1.เทพเจ้า (Deva) 2.เทวดา (Devata) และ 3.อสูร (Asura, แน่นอนว่าอสูรซึ่งสามารถให้คุณ ให้โทษได้ ก็ย่อมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับมนุษย์ด้วย ไม่ต่างไปจากเทพเทวดาทั้งหลาย)

ดังนั้น พระพักตร์เหล่านี้จึงควรที่จะไม่ได้หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ใดองค์หนึ่ง

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ที่ปราสาทแห่งนี้ได้มีการค้นพบตัวอักษรจารึกข้อความสั้นๆ กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณปราสาท จารึกเหล่านี้ระบุพระนามของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จำนวนนับร้อยพระนามขึ้นมาโดดๆ โดยไม่ได้บอกว่าระบุขึ้นมาทำไม? หรือเพื่ออะไรแน่?

ในบรรดาจารึกเหล่านี้ มีจำนวนมากเลยทีเดียวที่เป็น พระนามของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ในปริมณฑลอำนาจของนครธม ตัวอย่างเช่น “กมรเตง ชคต วิมาย” หรือพระผู้เป็นเจ้าแห่งเมืองพิมาย ในจารึกปราสาทบายน 25 (18) เป็นต้น

แน่นอนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองเมืองพิมาย และเมืองอื่นๆ ที่ถูกเอ่ยถึงในจารึกเหล่านี้ ย่อมเป็น “ผีเจ้าที่” หรือที่ชาวกัมพูชาเรียกว่า “เนียะตา” มาก่อนที่จะถูกจับบวชเข้าเป็นส่วนหนึ่งในศาสนาพุทธ หรือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ภายหลังจากที่รัฐได้นำความเชื่อในศาสนาใหม่เหล่านี้เข้ามามีบทบาทในการปกครอง

นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ผู้คร่ำหวอดในวงการเขมรศึกษาอย่าง บรูโน ดาแชง (Bruno Dagen) จึงนิยามถึงปราสาทบายนในทำนองที่ว่า “เป็นศูนย์กลางของแผนที่ทางจิตวิญญาณ ที่ถูกปกป้องโดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในจักรวรรดิแห่งนี้ ซึ่งก็มีทั้งเนียะตา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามคติจากอินเดียในจำนวนพอๆ กัน”

และจึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลย ถ้าในบรรดาพระพักตร์บนยอดปราสาทบายนเหล่านี้ จะมีพระพักตร์ของ “ผี” เจ้าที่เจ้าทางประจำเมืองต่างๆ ปะปนอยู่ในนี้ด้วย

ที่สำคัญคือต้องอย่าลืมนะครับว่า ปราสาทบายนนั้นเป็นศูนย์กลางของเมืองพระนครหลวง อันเป็นศูนย์กลางทางการเมือง การปกครอง วัฒนธรรม และความเป็นขอมอยู่อีกทอดหนึ่ง

 

รูปเคารพประธานของปราสาทบายนคือ พระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งน่าจะชื่อ “ชัยพุทธมหานาถ” (ชื่อนี้เป็นชื่อของพระพุทธรูปกลุ่มหนึ่ง ที่ในจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อ้างว่า พระองค์ได้ส่งไปประดิษฐานไว้ตามเมืองต่างๆ) เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นตามพิธีกรรมในลัทธิเทวราช ที่จะหลอมรวมดวงวิญญาณของพระองค์ เข้ากับพระพุทธเจ้า แล้วสถิตอย่างเป็นนิรันดร์อยู่ภายในปราสาท ที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของความเป็นเมืองพระนครหลวง แห่งจักรวรรดิขอมของพระองค์

แน่นอนว่าพระพุทธรูปประธานองค์ที่ว่านี้ ก็ถูกทุบทำลาย โดยได้มีการค้นพบว่าถูกเคลื่อนย้ายมาทิ้งเป็นซากปรักหักพังเอาไว้ในบ่อน้ำภายในตัวปราสาทเอง แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่หลอมรวมเข้ากับพระพุทธเจ้าตามแนวคิดในลัทธิเทวราช คงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในองค์พระชัยพุทธมหานาถองค์นี้ แต่เชื่อมโยงถึงพุทธสถานจำนวนมากที่พระองค์สร้างขึ้นไว้ในราชอาณาจักรด้วย

  ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า ใครเป็นผู้ทำลายรูปเคารพในพุทธศาสนาเหล่านี้ แต่รูปเคารพทั้งหมดที่ถูกทำลายนั้นเกี่ยวข้องกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และไม่มีรูปเคารพในพุทธศาสนาในวัฒนธรรมขอม ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยอื่นๆ ถูกทำลายในคราวเดียวกันนั้นเลย