อนุสรณ์ ติปยานนท์ : In Books We Trust (40) หนังสือชื่อเดียว (12)

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์ / [email protected]

 

In Books We Trust (40)

หนังสือชื่อเดียว (12)

 

หลังได้ยินเสียงของหญิงสาวผู้นั้น มือของเขาที่จับหูโทรศัพท์สั่นอย่างไร้หนทางควบคุม เขาไม่แน่ใจนักในความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้น เป็นความตกใจหรือเสียใจกันแน่ แต่กระนั้นเขาก็ไม่อาจวางสาย เขาถือหูโทรศัพท์นิ่งเงียบอยู่จนปลายสายเอ่ยปากสนทนากับเขาอีกครั้ง ในครานี้ เขาแนะนำตัวและขอพูดสายกับบรรณาธิการของเขา

“ฉันเกรงว่าเขาจะไม่อยู่ที่นี่? คุณมีธุระด่วนไหม?”

เขานิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยคำที่ไม่ตรงกับความในใจ เขาจะบอกคู่สนทนาได้อย่างไรว่าเขาโทรศัพท์มาหาคนอื่นเพื่อสอบถามเรื่องของเธอ

“คุณพอจะรู้ไหมว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่ ผมไม่ได้มีธุระด่วนอะไรนัก แต่หากได้รู้เวลากลับของเขาก็จะสะดวกเป็นอย่างมาก” หลังบอกความประสงค์ เขารู้สึกเจ็บลึกๆ ในใจ

“ฉันก็ไม่แน่ใจ ถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็คือเขาไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”

“ไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่เขาเคยอยู่?”

“ใช่ เขาเคยอยู่ที่นี่ จะให้ฉันสรุปคำตอบแบบสั้นๆ ก็คือเขาขายบ้านหลังนี้ให้ฉันและไปอยู่ยังที่อยู่อื่น ฉันแน่ใจว่าเขามีเบอร์โทรศัพท์ใหม่ ถ้าคุณไม่รีบร้อน ฉันจะดูให้ ฉันจดมันไว้น่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง”

คู่สนทนาของเขาหายไปจากสายอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกลับมาพร้อมตัวเลขหลายหลัก เขาจดตัวเลขเหล่านั้น กล่าวขอบคุณเธอ แต่แล้วก่อนที่เขาจะวางสาย เขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้

“ขอโทษที่รบกวนคุณ ผมไม่ทราบมาก่อนว่าเขาได้ขายบ้านนี้ให้คุณ”

“น่าจะสองสามเดือน ฉันติดต่อเขาจากประกาศขายบ้าน เราพบกันสามหรือสี่ครั้ง สองสามครั้งแรกเป็นเรื่องสัญญาการซื้อขาย แต่ครั้งสุดท้ายเป็นเรื่องที่ฉันติดต่อให้เขาหาคนมาเขียนในเรื่องราวที่ฉันต้องการ ซึ่งรายละเอียดเรื่องนี้ฉันคงไม่ต้องเล่าซ้ำเพราะเราได้พบกันแล้ว”

“ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากบอกคุณเกี่ยวกับงานชิ้นนี้ ผมแก้ไขหลายอย่างตามคำแนะนำของคุณ และอยากให้คุณได้อ่าน หากคุณจะมีเวลาว่างบ้าง” ประโยคนี้เองคือประโยคที่เขาตั้งใจจะบอกเธอ

“ได้สิ อันที่จริงฉันก็คิดว่าเราควรพบกันตามลำพัง โดยไม่มีเพื่อนของคุณอยู่ด้วย มีบางอย่างที่ฉันคิดว่าคงต้องอธิบายเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบ้านหลังนี้รวมถึงเรื่องงานเขียนของคุณด้วย ฉันพบว่ามีหลายสิ่งที่ฉันอยากฟัง อยากถกเถียง และคิดว่าคุณก็คงต้องการแบบนั้นเช่นกัน”

เขาแจ้งวันเวลาที่สะดวกให้กับเธอ มีเสียงปากกาขีดลงบนกระดาษ เธอขอเขาเป็นอีกสองวันถัดไปที่ร้านอาหารเดิมในช่วงบ่าย เขาตอบตกลง และก่อนที่จะมีคำว่าราตรีสวัสดิ์ เสียงตัดสายโทรศัพท์ก็ปิดฉากการสนทนาทั้งปวง

 

จากนาฬิกาบนฝาผนัง มันเป็นเวลาดึกพอควร อย่างไรก็ตาม เขาตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ กดปุ่มหมายเลขตามที่ได้มา ไม่มีคนรับโทรศัพท์และหลังจากเสียงโทรศัพท์ดังชั่วครู่ เสียงข้อความตอบรับให้บันทึกเสียงจากบรรณาธิการของเขาก็ปรากฏ เขาฝากข้อความไว้ว่าเขามีเรื่องต้องการคุยเป็นการส่วนตัวขอให้ติดต่อกลับเมื่อได้รับข้อความนี้ หลังจากนั้นเขาวางสาย และยืนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลาชั่วครู่ ถอนหายใจและเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน

เขาอาศัยข้อมูลที่ได้มาอันน้อยนิดเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวผู้นั้น เริ่มต้นจากการนั่งสนทนาที่ร้านแห่งนั้น หญิงสาวผู้นั้นมานัดพบเขาแล้วเพื่อแจ้งว่าเธอมีคู่รักอยู่แล้ว การนัดดูตัวนั้นเป็นเพียงความประสงค์ของครอบครัวเธอและครอบครัวเขาซึ่งเธอไม่เห็นด้วย เธอและคู่รักมีโครงการที่จะย้ายไปอยู่ด้วยกัน และสิ่งที่สำคัญคือคู่รักของเธอคือบรรณาธิการของเขานั่นเอง

คำชี้แจงของเธอทำให้เขาเสียใจ โล่งใจและสับสน แม้ว่าเขาจะไม่คิดถึงการมีชีวิตคู่แต่การถูกปฏิเสธจากหญิงสาวที่เขาพึงใจก็เป็นความเสียใจอยู่ดี เขาโล่งใจที่คิดว่าอย่างน้อยครอบครัวของเขาคงเลิกละความคิดดังกล่าวไปช่วงหนึ่ง สับสนตรงที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าบรรณาธิการของเขามีชีวิตส่วนตัวเช่นไร การที่พบว่าเขาและบรรณาธิการมีชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นเรื่องราวที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในช่วงเช้าของอีกวัน เมื่อต้องควานหยิบหูโทรศัพท์เขาจึงพบว่าตนเองหลับสนิทอยู่ที่โต๊ะทำงาน เขางัวเงียลุกจากโต๊ะ ส่งเสียงทักทาย เสียงปลายสายคือเสียงบรรณาธิการของเขา

“ผมได้ข้อความของคุณแล้ว ไม่คิดว่าคุณจะมีธุระด่วนกลางดึก คงไม่ใช่เรื่องหนังสือกระมัง”

เขากล่าวปฏิเสธ “ไม่ใช่ ผมเพียงแต่แปลกใจที่ไม่รู้ว่าคุณย้ายออกจากที่พักแล้ว”

“เรื่องมันวุ่นวายหน่อยๆ จริงๆ ผมก็คิดว่าจะเล่าให้คุณฟัง แต่ในมุมหนึ่งผมก็รู้สึกเหมือนว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไป”

“วันนี้คุณจะเข้าไปที่สำนักพิมพ์หรือไม่?”

“ผมกำลังจะเดินทางไปสำนักพิมพ์ ถ้าคุณว่างแวะมาน่าจะดี เงินอีกก้อนสำหรับงานของคุณนั้น คนที่ว่าจ้างฝากผมมาให้แล้ว”

 

เขากล่าวตกลงตามนั้น หลายสิ่งหลายอย่างโยงใยจนสับสน หญิงสาวผู้นั้นว่าจ้างเขาเขียนหนังสือ หญิงสาวผู้นั้นซื้อบ้านของบรรณาธิการเขา บรรณาธิการเขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนเขาและตัวแทนหญิงสาวคนนั้น เขาพบหญิงสาวคนนั้นหลายต่อหลายครั้งในสภาพที่แตกต่างกันไป เขาพบหญิงสาวคนนั้นพร้อมกับการมาถึงของแมวตัวหนึ่ง และตอนนี้แมวตัวนั้นยังไม่กลับมา

เขาเดินตรงเข้าไปในครัวหลังจากนั้น ทำกิจวัตรเดิมคือการตั้งน้ำร้อนเพื่อชงกาแฟ หลังได้กาแฟ เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เขากลับมาที่โต๊ะทำงานและเริ่มต้นเขียนสิ่งที่ค้างจากเมื่อคืน

หญิงสาวผู้นั้นแต่งงานกับบรรณาธิการในเวลาต่อมา ทว่าหลังจากเวลาเพียงสามเดือนชีวิตคู่ของทั้งสองคนก็จบลง ไม่มีเหตุผลที่ถูกเฉลยออกมา จนแม้แต่คนใกล้ตัวก็พากันคาดเดาไปต่างๆ นานา

บรรณาธิการของเขาย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าว เขากลับไปเช่าห้องพักเล็กๆ อยู่แบบคนสิ้นหวัง เขาดูแก่ชราลง กลายเป็นคนไร้เรี่ยวแรง ในขณะที่หญิงสาวหันมาเปิดร้านหนังสือ เธอเป็นคนรักหนังสือ ดังนั้น แม้จะต้องจบสิ้นความสัมพันธ์ เธอก็ยังคงเลือกหนังสือเป็นที่พึ่งอยู่ดี

เขาเขียนต้นฉบับเสร็จในเวลาเที่ยงตรง เก็บทุกอย่างลงใส่แฟ้ม ในตอนแรกเขาคิดว่าจะนำมันติดตัวไปให้บรรณาธิการได้อ่าน แต่แล้วเขากลับคิดว่าอย่างน้อยเขาควรได้ฟังเรื่องราวเพิ่มเติมจากการสนทนาในบ่ายวันนี้ เป็นไปได้ว่าจะมีหลายสิ่งที่ให้ความกระจ่างแก่เขา ชีวิตของเขาเหนื่อยกับความสับสนเหล่านี้มากเต็มที ชีวิตของเขาเหนื่อยกับหนังสือที่ชื่อเดียวกันมากเต็มที และเขาสังหรณ์ใจว่าการได้พบปะกับบรรณาธิการของเขาและหญิงสาวผู้นั้นจะยุติเรื่องราวดังกล่าวลงในที่สุด

เขาอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า คำนวณเวลาที่จะเดินทางไปถึงสำนักพิมพ์ ก่อนที่จะชงกาแฟให้กับตนเองอีกหนึ่งแก้ว

ขณะที่เขาอยู่ในครัว มีเสียงแปลกประหลาดเกิดขึ้นที่ประตูบ้าน เขาออกจากครัว เปิดประตูบ้านด้วยความคิดว่าอาจมีใครสักคนส่งพัสดุผ่านบุรุษไปรษณีย์มาให้เขา

ทว่าเมื่อเขาเปิดประตูออก กลับไม่มีใครเลย สิ่งมีชีวิตเดียวที่อยู่ตรงประตูนั้นคือเจ้าแมวตัวที่หายไปจากบ้านของเขา

เจ้าแมวตัวนั้นล้มตัวลงนอนกับพื้นเมื่อเห็นเขา มันเลียฝ่าเท้าทีละข้างด้วยความสบายใจ เขาถอนหายใจ ในที่สุดเจ้าแมวตัวนั้นก็กลับมา

ในที่สุดเจ้าแมวตัวนั้นก็กลับมายังบ้านหลังนี้แล้ว