อนุสรณ์ ติปยานนท์ : In Books We Trust (39) หนังสือชื่อเดียว (11)

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์ / [email protected]

 

In Books We Trust (39)

หนังสือชื่อเดียว (11)

 

เขาตื่นขึ้นในยามเย็นของอีกวันหนึ่ง

แทนที่แสงแดดในยามเช้าจะปลุกเขา ทว่ากลับเป็นแสงรำไรยามใกล้ค่ำแทน

เขาเปิดม่านหน้าต่างที่ติดตั้งอยู่แทบทุกอัน แต่กระนั้นก็หลงเหลือแสงสว่างภายในห้องน้อยเต็มที

เขาเปิดไฟกลางห้อง เดินวนไปมาภายในห้องหลายรอบเพื่อให้สติและความรู้สึกตัวกลับคืนมา

เขาไม่เคยนอนหลับสนิทยาวนานขนาดนี้มาก่อนเลย เขาหลับราวกับคนตายและเขาตื่นขึ้นราวกับคนที่ถูกชุบชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

เขาทำความสะอาดใบหน้าอย่างลวกๆ ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากชั้นหนังสือของเขา หลังจากนั้นเขานั่งลงที่โซฟา พยายามอ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างช้าๆ เขาพยายามเรียบเรียงความคิด ความรู้สึกให้เป็นระบบมากที่สุด

การตื่นผิดเวลาส่งผลต่อเขามากทีเดียว เขาอาจถูกชุบชีวิตก็จริง แต่เป็นเพียงแต่ร่างกายเท่านั้น เขารู้สึกราวกับว่าวิญญาณของเขายังไม่กลับมาสู่ที่ที่มันควรจะเป็น และเขาต้องค้นหาทุกวิถีทางที่จะนำพามันกลับมา

ไม่เพียงแต่เจ้าแมวตัวนั้นที่หายไป

บัดนี้เขารู้สึกว่าวิญญาณในตัวของเขาก็หายลับไปด้วยเช่นกัน

 

ราวสามชั่วโมงที่เขาอ่านหนังสือเล่มนั้นจนจบเล่ม เรื่องราวของชายหนุ่มผู้ออกแสวงหาสัจจะและความจริงนาม “สิทธารถะ” เขาเคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาก่อนในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ดังนั้น เขาจึงลำดับความต่อเนื่องของเรื่องเล่าเรื่องนี้ได้ไม่ยากเย็นนัก

จากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่ง จากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง จากตัวละครหนึ่งไปสู่ตัวละครอีกตัวหนึ่ง การลำดับความเป็นไปเช่นนั้นทำให้ความคิดของเขาเป็นระเบียบระบบขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

และเมื่อเขาวางหนังสือลง เขาก็รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอันมาก

เขาเก็บหนังสือเข้าที่ทางของมันบนชั้น หลังจากนั้นเขานั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ ขบคิดถึงถ้อยคำวิจารณ์ที่ได้รับมาจากหญิงสาวผู้เป็นผู้ว่าจ้างของเขา ถ้อยคำของเธอที่บอกว่า “หากหนังสือทั้งหมดจะมีเพียงชื่อเดียวก็หาได้หมายความว่าเนื้อในของหนังสือเหล่านั้นมีถ้อยความแบบเดียวกัน และด้วยเหตุนั้นแม้นว่าหญิงสาวที่เขาพบในช่วงที่ผ่านมาจะมีใบหน้าแบบเดียวกัน พวกเธอก็อาจไม่ใช่คนคนเดียวกันก็เป็นได้”

ความเห็นที่ว่านี้ส่งผลต่อการเปลี่ยนเนื้อหาของนวนิยายที่เขากำลังเขียนอยู่ เขาลงมือแก้ในรายละเอียด สร้างหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่หญิงสาวผู้มาจากหมู่บ้านแห่งนี้มีใบหน้าในพิมพ์เดียวกัน

หลังจากนั้นเขาเล่าถึงความเป็นไปของหญิงสาวแต่ละคนอย่างช้าๆ และชัดเจน

รวมถึงชะตากรรมของเขาเมื่อกลายเป็นคนรักของหญิงสาวแต่ละคนด้วย

 

หญิงสาวคนแรกคือบุคคลที่ถูกครอบครัวของเขาจัดแจงนัดหมายให้เขาได้ไปพบกับเธอ หญิงสาวคนนั้นเป็นลูกสาวของคหบดีคนหนึ่งในหมู่บ้าน เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว ดังนั้น ครอบครัวของเธอจึงต้องการให้เธอแต่งงานและมีทายาทเพื่อที่จะได้ดูแลทรัพย์สินของครอบครัว

ในกรณีนี้เขาจะเหมือนดังบุคคลที่ถูกว่าจ้างให้ทำหน้าที่เจ้าบ่าวและทำหน้าที่สามีในเวลาต่อมาหากเขายินยอมพร้อมใจ ในฐานะของคนทำงานพิสูจน์อักษรที่มีรายได้พอเลี้ยงตัว เขาไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ให้มากความ ชีวิตที่ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้นแบบทันตาเห็นนั้นย่อมไม่ใช่ชีวิตที่จะปฏิเสธได้โดยง่าย

แต่แล้วเขาพบว่าการทำหน้าที่สามีที่ถูกคาดหวังให้มีทายาทนั้นเป็นสิ่งที่หนักหน่วงเกินกว่าที่คาดคิด

ปีแล้วปีเล่า พวกเขาไม่มีทายาท ปีแล้วปีเล่าครอบครัวของพวกเขาไม่เคยมีสมาชิกใหม่ พวกเขาอยู่กับความหวังและความผิดหวังในทุกปี

จนในที่สุด เขาแก่ตัวลง กลายเป็นคนอ้วน ลงพุง เทอะทะ สายตาเสื่อมจากงานที่ไม่มีใครอยากทำ ภรรยาของเขาตายจากไป เขาถูกขับออกจากครอบครัวของเธอในที่สุด ประกอบอาชีพบั้นปลายด้วยการรับจ้างลับมีดตามตลาดสด

สายตาของเขาแย่แต่นิ้วมือของเขาที่เคยไล่อ่านตัวอักษรยังทำงานได้ดี เขาใช้ประสาทสัมผัสนั้นทำงานที่เป็นเรื่องของการใช้ความชำนาญ มีดที่เขาลับได้คำชมว่าคมกริบไม่มีใดเทียบ แต่ก็นั่นเอง ไม่มีคนลับมีดคนใดถูกจดจำ

เขาตายจากไปในวัยเพียงหกสิบกว่า หลงเหลือเพียงหินลับมีดจำนวนมากในห้องเช่าส่วนตัว

 

เขาพักงานในขณะที่สมองสดชื่น เขารู้สึกว่าเขาทำงานได้น่าพอใจ แต่ขณะนั้นเขารู้สึกหิว เขาลุกจากโต๊ะทำงานเข้าไปในครัว ที่นั่นเขาพบเพียงขนมปังปอนด์หนึ่งแถวและไข่ไก่เพียงไม่กี่ใบ

เขาตัดสินใจเอาเครื่องปิ้งขนมปังที่เก็บไว้เนิ่นนานออกมาทำความสะอาดก่อนจะปิ้งขนมปังสองคู่ หลังจากขนมปังได้ที่เขาเอาออกจากเตาและค้นหาแยมในตู้เย็น แต่น่าเศร้าที่ไม่มีสิ่งนั้นอยู่ เขาจดไว้ในความคิดว่าเขาต้องหาซื้อแยมติดไว้กับบ้านในครั้งหน้า

เขาพยายามค้นหาสิ่งที่พอใช้การได้ โชคดีที่เขาพบขวดน้ำผึ้งเก่าเก็บขวดหนึ่ง เขาเทน้ำผึ้งเหล่านั้นลงบนแผ่นขนมปังก่อนจะตอกไข่สองใบลงบนกระทะร้อน ทอดไข่พอสุก ไม่นานนักเขาก็ได้อาหารค่ำในคืนนั้น

หลังจัดการอาหารมื้อค่ำอันเรียบง่าย เขาทำความสะอาดจานและอุปกรณ์อื่นๆ ก่อนจะชงชาเขียวที่เขาพบ มีหลายสิ่งเหลือเกินที่ไม่จำเป็นในครัวของเขาและมีหลายสิ่งจำเป็นที่ไม่มีในครัว เขาถือกาน้ำชาพร้อมถ้วยมาตั้งไว้ที่โต๊ะทำงาน

ก่อนจะนั่งลงและเขียนถึงผู้หญิงคนที่สอง

 

ผู้หญิงคนที่สองที่เขาเขียนถึงเป็นหญิงสาวที่อ่อนโยนต่อโลก

เธอมีสัตว์เลี้ยงจำนวนมากในบ้าน อาชีพครูสอนเปียโนทำให้เธอมีเวลาให้พวกมันอย่างเต็มที่ สุนัข แมว นก กระรอก และสัตว์อื่นๆ

ในวันแรกที่เขาไปเยือนบ้านของเธอนั้นเขาต้องฝ่าเสียงร้องของสัตว์นานากว่าจะเข้าถึงตัวเธอ

เขาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่ติดต่อเธอให้มาบรรเลงเพลงประกอบภาพยนตร์ให้เขา อันที่จริงมีนักเปียโนหลายคนที่เขาสนใจ แต่จากรายชื่อทั้งหมดนั้นหญิงสาวผู้นี้เรียกร้องค่าใช้จ่ายในการทำงานของเธอต่ำกว่าบุคคลอื่นมากๆ

และเนื่องด้วยว่าภาพยนตร์ของเขาเป็นภาพยนตร์ที่มีงบประมาณจำกัด ไม่มีทางเลือกเธอคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุด

เขาใช้เวลาที่บ้านของเธออธิบายถึงอารมณ์ของเพลงที่จะเกิดขึ้นในภาพยนตร์ ระหว่างการอธิบายนั้นหญิงสาวขอตัวเป็นระยะที่จะต้องไปจัดการอาหารให้สัตว์เลี้ยงของเธอ

ในตอนนั้นเองที่เขาเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดเธอจึงเรียกร้องค่าตัวในระดับที่ต่ำกว่าปกติ เธอรับงานทุกอย่างที่ทำได้ เธอทำงานทุกประเภทที่สุจริต ทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้านอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงของเธอ สัตว์เหล่านี้บ้างก็มาหาเธอด้วยตัวของมันเอง บ้างเธอก็ช่วยเหลือมันมาจากท้องถนน

แต่รวมความแล้วพวกมันล้วนเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีเธอเป็นที่พึ่งสุดท้ายทั้งสิ้น

หลังงานของพวกเขาจบลง ชายหนุ่มคนนั้นยังคงแวะเวียนมาหาหญิงสาวอย่างสม่ำเสมอ และทำให้เขารู้ว่าเธอมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ห่างไกล พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เด็กอันทำให้เธอเติบโตมากับสัตว์เลี้ยงจำนวนมากที่เป็นเพื่อนของเธอ

นักบวชต่างชาติคนหนึ่งที่มาเผยแผ่ศาสนาในหมู่บ้านของเธอสอนเธอให้เล่นเปียโนสำหรับประกอบเพลงสวดภาวนาในวันอาทิตย์ เธอเล่นเปียโนเป็นตั้งแต่เด็กและฝึกฝนมันจนเธอสามารถประกอบอาชีพได้

เธอตัดสินใจเข้าเมืองใหญ่เมื่อเธออายุได้ยี่สิบปีพร้อมกับสัตว์เลี้ยงของเธอ และตั้งแต่นั้นมา เธอก็เลี้ยงชีพและเลี้ยงดูสัตว์เหล่านั้นแต่เพียงลำพัง

เธอซื้อบ้านแฝดหลังเล็กและใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ที่บ้านหลังนั้น

บ้านที่เขาผู้เป็นชายหนุ่มคนนั้นได้พบเธอ

 

ชายหนุ่มตกหลุมรักเธอในที่สุด พวกเขาแต่งงานกันในเวลาต่อมา ข้อแม้ประการเดียวมีอยู่ว่าเขาต้องย้ายมาอยู่กับเธอที่บ้านหลังนี้ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพียงใดในช่วงแรก

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปเขาก็พบว่าการต้องอยู่ร่วมกับสัตว์จำนวนมากทำให้ชีวิตของเขาไม่มีความเป็นส่วนตัว

เขาร้องขอให้เธองดรับสัตว์ใหม่ๆ เข้าบ้าน หากแต่เธอไม่ยินยอม

เขาอ้างถึงข้อจำเป็นต่างๆ หากพวกเขามีลูกการเลี้ยงสัตว์ในจำนวนมากเช่นนี้จะก่อให้เกิดอันตรายอย่างยิ่ง หากพวกเขามีลูกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูสัตว์เหล่านี้จะเบียดบังเงินทองและรายได้ของพวกเขา แม้จะมีเหตุผลที่ดีแต่หญิงสาวผู้นั้นหาได้คล้อยตามไม่

เธอยังคงยืนกรานที่จะเลี้ยงสัตว์เหล่านั้นต่อไป

พวกเขาทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรงมากขึ้นจนในคืนหนึ่งชายหนุ่มก็ตัดสินใจเก็บข้าวของออกจากชีวิตเธอไป

เรื่องราวต่อมานั้นรวบลัดแต่แสนเศร้า หลังชายหนุ่มจากบ้านหลังนั้นไปได้เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ เขาก็รู้สึกว่าตนเองได้ทำอะไรผิดพลาดไป

เขายังรักเธอ เพียงแต่ในการทะเลาะกันนั้นเขาต้องการเป็นฝ่ายชนะมากกว่าสิ่งใดอื่น เขาต้องการให้เธอเห็นความสำคัญของเขาบ้าง ไม่ใช่ในฐานะของคนเลี้ยงดูสัตว์ในบ้านหลังนั้นแต่ในฐานะสามีของเธอ

เขากลับบ้านมาในบ่ายวันหนึ่งหลังการพยายามติดต่อเธอแต่เธอไม่ยอมรับสายของเขา

เมื่อถึงบ้านหลังการไขประตูเข้าไปภายในบ้าน เขาก็พบว่าหญิงสาวผู้นั้นเสียชีวิตอยู่ตรงบริเวณบันได เธออาจสะดุดอะไรบางอย่าง อาจเป็นสิ่งของที่สัตว์คาบมาทิ้งไว้ที่ทำให้เธอพลัดตกลงมาหรือไม่ก็อาจเป็นเพราะเจ้าสัตว์ภายในบ้านก็เป็นได้ เขาจัดแจงหาอาหารให้สัตว์ทั้งหลายที่กำลังหิวโซก่อนจะโทร.แจ้งข่าวการเสียชีวิตของเธอให้กับหน่วยราชการ

หลังจัดพิธีศพของเธอด้วยการเผา เขาประกาศขายบ้านหลังนั้นก่อนจะนำเงินทั้งหมดตั้งเป็นกองทุนสำหรับการเลี้ยงสัตว์

ส่วนเขานั้นหอบหิ้วสัตว์ทั้งหลายกลับไปยังบ้านของตนเอง เขาเปลี่ยนอาชีพจากผู้กำกับภาพยนตร์มาทำฟาร์มเพาะพันธุ์สัตว์แปลกๆ แทน

และแม้ว่าจะมีรายได้มากขึ้น เขาก็ไม่คิดหรือไม่เคยคิดที่จะแต่งงานใหม่อีกเลย