ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | ไม่มีใครเนรคุณแผ่นดินเท่าเผด็จการ

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลที่น่าจะมีประชาชนเกลียดที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมี

และถึงแม้อาจจะมีคนโต้แย้งว่าคุณทักษิณ ชินวัตร, คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เคยมีบางช่วงที่มีคนเกลียดบ้างเหมือนกัน จำนวนประชาชนที่เลือกคนเหล่านี้เป็นนายกฯ ก็มากกว่าคุณประยุทธ์จนเทียบกันไม่ได้เลย

คุณประยุทธ์ติดโซเชียลจนนักข่าวรู้กัน หลายครั้งการแถลงข่าวของคุณประยุทธ์จบด้วยการตอบโต้ประเด็นโซเชียลซึ่งหาสาระไม่ได้

แต่เพจคุณประยุทธ์กลับมีคนตามแค่ 1.2 ล้าน ขณะที่คุณยิ่งลักษณ์มีคนตาม 6.3 ล้าน, คุณทักษิณ 2.9 ล้าน และคุณอภิสิทธิ์ 2.3 ล้าน ทั้งที่ไม่มีตำแหน่งอะไรเลย

ถ้าโซเชียลบอกอะไรเราได้บ้าง หนึ่งในเรื่องที่บอกก็คือคุณประยุทธ์เป็นนายกฯ ที่มีคนรักน้อยที่สุดในรอบ 20 ปี เมื่อเทียบกับนายกฯ ทุกคนหลังปี 2544

และนายกฯ ที่คุณประยุทธ์ยึดอำนาจมีคนติดตามมากกว่าคุณประยุทธ์ 5 เท่าตัว ต่อให้จะไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษใครแล้วก็ตาม

คุณประยุทธ์ชอบโม้ว่าประชาชนสนับสนุนตัวเอง แต่เพจคุณประยุทธ์กลับมีแต่คนด่าจนต้องปิดการแสดงความเห็นทั้งหมด

เพจข่าวทุกค่ายรู้กันว่าตอนนี้ขั้นแค่โพสต์คำพูดหรือรูปคุณประยุทธ์ก็มีคนพร้อมจะเข้ามาด่า

ยกเว้นแต่เพจสื่ออวยคุณประยุทธ์ ซึ่งแต่ละเพจก็ไม่ได้มีคนตามมากมายอะไร

ในโลกที่คุณประยุทธ์คิดเองเออเองจนหลอนตัวเอง คุณประยุทธ์คือนายกฯ ซึ่งมาจากการเรียกร้องของคนทั้งประเทศ แต่ในโลกของความเป็นจริงทางกฎหมายที่ตรวจสอบได้จริงๆ คุณประยุทธ์เป็นนายกฯ จากการเลือกของพรรคแพ้เลือกตั้งและคน 250 คน ซึ่งคุณประยุทธ์ตั้งขึ้นมาเลือกตัวเอง

ตรงข้ามกับ “ระบอบประยุทธ์” ช่วงก่อนเลือกตั้ง 2562 ซึ่งมีเสาหลักแบบชัดๆ ที่กองทัพและข้าราชการประจำ

“ระบอบประยุทธ์” หลัง 2562 มีเสาหลักอยู่ที่วุฒิสมาชิกทั้งในแง่การเลือกนายกฯ, การแต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมทั้งการปกป้องรัฐธรรมนูญที่คุณประยุทธ์สร้างขึ้นให้ไม่มีใครแก้ได้เลย

 

ล่าสุด ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนของกลุ่ม Resolution วุฒิสภาของคุณประยุทธ์ก็โยนร่างที่มาจากประชาชนลงขยะไปเหมือนเคยทำปีที่แล้ว และก็คงจะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ประชาชนยังต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจคุณประยุทธ์ในรูปวุฒิสภา

เสาหลักรักษาอำนาจให้คุณประยุทธ์ต่อไปได้ แต่ราคาของเรื่องนี้คือการประจานตัวเองว่าคุณประยุทธ์ปกครองประเทศด้วย “ระบอบประยุทธ์” ซึ่งเป็นเผด็จการที่แต่งตั้งคนของตัวเองไปดำรงตำแหน่งในสถาบันหลักต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ปกป้องคุณประยุทธ์และ “ระบอบประยุทธ์” ตลอดเวลา

แม้ประชาชนจะยังนึกไม่ออกว่าจะไล่คุณประยุทธ์จากตำแหน่งนายกฯ ได้อย่างไร

แต่ประชาชนก็เห็นภาพมากขึ้นว่า “ระบอบประยุทธ์” มีใครบ้าง และทำไมการต่อต้านคุณประยุทธ์ถึงต้องไม่จบที่คุณประยุทธ์เพียงแค่คนเดียว

คุณประยุทธ์และลิ่วล้อมักอ้างว่าวุฒิสภาเป็นที่รวมผู้ทรงความรู้จากหลายกลุ่มเพื่อคานอำนาจสภาผู้แทนฯ

แต่วุฒิสมาชิกจบปริญญาตรีเท่าคนส่วนใหญ่ในประเทศจนไม่ถือว่าเป็น “ผู้ทรงความรู้” กว่าคนกลุ่มอื่น ซ้ำครึ่งหนึ่งยังเป็นทหารและตำรวจจนไม่อาจอ้างว่าเป็นตัวแทนคนทุกกลุ่มได้เลย

ในอดีตนั้น สังคมเคยเชื่อว่าตุลาการและนายพลเป็นผู้ทรงความรู้ ทหารจึงมักตั้งคนสองกลุ่มนี้เป็นวุฒิสมาชิกเหนือผู้แทนที่ประชาชนเลือกมา

แต่อาชีพไม่ใช่หลักประกันของความรู้และคุณธรรม ยิ่งหลังรัฐประหาร 2557 ก็ยิ่งเห็นความเละของตุลาการกับนายพลที่เข้ามากอบโกยตำแหน่งการเมือง

ด้วยสารรูปของวุฒิสมาชิกซึ่งดาหน้ากันมาโจมตีฝ่ายแก้รัฐธรรมนูญอย่างปิยบุตร แสงกนกกุล, “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

สิ่งที่สังคมไทยเห็นก็คือคนแก่วัยเกษียณที่ไม่ได้มีความรู้หรือความสำเร็จในชีวิตมากกว่าความไร้ยางอาย, การจบโรงเรียนทหาร หรือความสามารถพูดแทนพลเอกที่พูดเองก็จะโชว์โง่ในสภา

แน่นอนว่าวุฒิสมาชิกของคุณประยุทธ์ประสบชัยชนะในการถีบร่างรัฐธรรมนูญประชาชนตกไปเหมือนปีกลาย

แต่ความน่าเชื่อถือของวุฒิสภาที่ต่ำอยู่แล้วก็หดหายไปหมด

ต่อให้ 2-3 ที่เคยเป็นตุลาการมาก่อนก็ไม่ได้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นกว่าคนอื่นแต่อย่างใด

วุฒิสมาชิกอ้างว่าตัวเองเป็นตัวแทนประชาชนตามที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และเมื่อเป็นตัวแทนเหมือน ส.ส.จึงมีสิทธิต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนร่าง

ทั้งที่ความจริงคือวุฒิสมาชิกไม่มีอะไรยึดโยงกับประชาชนเลย นอกจากตัวอักษรที่เขียนว่าวุฒิสมาชิกเป็นตัวแทนประชาชน

ในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ ไมใช่ระบอบอื่นจำแลงมาใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องประดับไม่ให้โลกประณาม สภาผู้แทนฯ ย่อมเป็น “ที่สุด” เหนือสถาบันการเมืองอื่นๆ เพราะเป็นองค์กรงการเมืองเดียวที่มาจากประชาชน, เชื่อมโยงกับประชาชน และต้องคืนอำนาจให้ประชาชนตลอดเวลา

หนึ่งในคำที่กลุ่มแก้รัฐธรรมนูญและ ส.ส.ฝ่ายค้านพูดมากที่สุดคือ “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” หรือคำว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน”

แต่ตลอดเวลาที่มีการถกเรื่องรัฐธรรมนูญ วุฒิสมาชิกไม่เคยพูดคำนี้เลยแม้แต่น้อยจนสะท้อนโลกทัศน์คนกลุ่มนี้อำนาจสูงสุดอยู่ที่อื่น ไมใช่ประชาชน

สภาผู้แทนฯ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ความคิดคุณประยุทธ์เรื่องตั้งทหารตำรวจเป็น ส.ว.เพื่อคานอำนาจประชาชนจึงเลวร้ายมาตั้งแต่ต้น ต้นเหตุของความเลวร้ายคือความเชื่อว่าประเทศไทยมีอำนาจอื่นสูงกว่าประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ แต่ก็กลัวเกินว่าจะบอกว่าอำนาจนั้นคือใคร

รัฐธรรมนูญไทยเขียนไว้ทุกฉบับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เด็กๆ ที่เดินขบวนไปหน้าสถานทูตหรือเล่นโซเชียลถึงพูดถูกว่าที่จริง “ประชาธิปไตย” หรือ “ประชาชน” เป็นเพียง “การจัดฉาก” ให้ระบอบอื่นดูไม่เป็นไอ้บ้าหลงยุคเหมือนเผด็จการซูดานเหมือนมิน อ่อง ลาย เท่านั้นเอง

 

วุฒิสมาชิกถูกด่าเรื่องต่อต้านรัฐธรรมนูญประชาชนด้วยเหตุผลข้างๆ คูๆ โดยเฉพาะ ส.ว.สายทนายที่พูดจาแบบทนายที่คนเกลียดในแง่ทำทุกทางให้นายจ้างชนะคดี

แต่ที่จริงต้นเหตุของความข้างๆ คูๆ มาจากคนกลุ่มนี้ไม่เหลือเหตุอะไรให้อ้างว่าทำไมถึงขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญของประชาชน

ถ้าต่อต้านเพราะความรู้ วุฒิการศึกษาของ ส.ว.กลุ่มนี้ต่ำกว่าปิยบุตร, “ไอติม” และพิธาแน่ๆ

ถ้าต่อต้านเพราะประสบการณ์ ความสำเร็จในการทำงานของคนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มากกว่าคนทั่วไปอีก

หรือถ้าต่อต้านเพราะหลักวิชา คำพูดของคนเหล่านี้ก็ไม่มีความน่าเชื่อเลย ยกเว้นแต่ในมุมท็อปนิวส์

หมอชลน่าน ศรีแก้ว พูดถูกว่าวุฒิสมาชิกทำให้สภาไม่ใช่ทางออกของประเทศต่อไป แต่ “ระบอบประยุทธ์” เองก็บ้าอำนาจจนไม่แคร์แล้วที่ประชาชนจะไปต่อสู้บนท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รุ้งโดนขังคุกด้วยคดี 112 จากการกระทำจริงๆ ที่เป็นเรื่องการใส่เสื้อเอวลอยไปเดินสยามเท่านั้นเอง

ยิ่งเมื่อคำนึงถึงจำนวนคนที่ถูกยัด 112 และระยะเวลาที่เพนกวิน, อานนท์, ไมค์, เบนจา ฯลฯ ถูกศาลขังคุกทั้งที่ศาลยังไม่เคยตัดสินว่าผิด ยิ่งชัดเจนว่า “ระบอบประยุทธ์” จงใจใช้กฎหมายปราบปรามแกนนำ, กดขี่ไม่ให้ประชาชนกล้าโงหัวขึ้นมาอีก และไม่สนใจการรับฟังประชาชนแม้แต่นิดเดียว

สองครั้งที่วุฒิสภาคว่ำรัฐธรรมนูญนั้นมากพอจะทำให้ประชาชนสิ้นหวังในการสร้างประชาธิปไตยผ่านรัฐสภา ส่วนถนนจะเป็นทางออกหรือไม่นั้นไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือความเกลียดชังของประชาชนต่อระบอบนั้นมีมาก ส่วนความภักดีน่าจะอยู่ในจุดต่ำสุดเท่าที่เคยมีในประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำไป

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ขั้นตอนใหม่ของการปกครองที่สายสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนผุพังอย่างไม่เคยมีมาก่อน ระบอบเก่าสร้างความยอมรับไม่ได้ ทำได้แต่ใช้กำลังและกฎหมายเป็นเครื่องมือปกป้องอำนาจ

แต่การทำแบบนี้ยิ่งนานยิ่งทำให้ระบอบกับประชาชนเป็นศัตรูกัน

เส้นทางของประเทศตอนนี้มีไม่กี่แบบ แบบแรกคือประชาชนสิ้นหวังและดิ้นรนเอาตัวรอดในระบอบห่วยต่อไป

แบบที่สองคือประชาชนหันมาเปลี่ยนระบอบประยุทธ์เป็นระบอบอื่น

และแบบที่สามคือระบอบปราบประชาชนหนักจนประเทศไทยเป็นแบบพม่าหรืออียิปต์โมเดล

ไม่ว่าจะเป็นทางไหน อนาคตของประเทศมีแต่เลวลงจนไม่มีวี่แววว่าจะมีอะไรดีขึ้น และวุฒิสภาคือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สุดที่ผลักประเทศสู่ความเลวร้ายอย่างไม่เคยเป็น

วุฒิสมาชิกคนหนึ่งโจมตีฝ่ายแก้รัฐธรรมนูญอย่างปิยบุตรว่าเป็นคนเนรคุณแผ่นดิน แต่ที่จริงไม่เคยมีคนกลุ่มไหนทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟเท่าวุฒิสมาชิกและระบอบการปกครองที่ลุแก่อำนาจอย่างชนชั้นนำยุคปัจจุบัน

ไม่มีใครเนรคุณแผ่นดินเท่าคนที่ปล้นประเทศจากเจ้าของแผ่นดินตัวจริงอย่างประชาชน