‘ลิเวอร์พูล 2-2 แมนฯ ซิตี้’ บทเรียนสำคัญ ที่ได้จากการแข่งขัน/รายงานพิเศษ เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

รายงานพิเศษ

เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

YouTube : ออบิ๊ก จริงจัง

 

‘ลิเวอร์พูล 2-2 แมนฯ ซิตี้’

บทเรียนสำคัญ

ที่ได้จากการแข่งขัน

 

ชีวิตมนุษย์ย่อมเต็มไปด้วย “โจทย์ปัญหา” ให้ปรับปรุงแก้ไขตลอดเวลา

บางครั้งไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับตัวเรา ก็ยังสามารถหยิบยืมประสบการณ์ของคนอื่นไปใช้ได้

ยิ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่มีผลกระทบกับชีวิตของเราโดยตรงเท่านั้น แต่เราสามารถมองเห็นคุณค่าของเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นรอบตัวได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การแข่งขันฟุตบอล” ในยุคปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยบทเรียนเชิงกลยุทธ์มากมายให้ศึกษา และประยุกต์ใช้

 

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ประจำฤดูกาล 2021-2022 ครั้งที่ 7 ของทีมลิเวอร์พูลได้จบลงไปแล้วด้วยผลเสมอ 2-2 กับทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ถือว่า “แบ่งแต้ม” กันไปคนละ 1 คะแนนอย่างยุติธรรม

ในฐานะแฟนทีมลิเวอร์พูล ผมไม่เสียดายที่ทำได้เพียงเสมอ แทนที่จะคว้าชัยชนะ และได้รับ 3 คะแนน

แต่จะเจ็บปวดมาก หากว่า Jurgen Klopp และลูกทีมไม่ได้เรียนรู้จากเกมนัดนี้

 

2คะแนนที่สูญเสียไป ย่อมคุ้มค่ามากเมื่อพวกเขาเรียนรู้และนำไปปรับปรุง “ความเขี้ยว” ในการปิดเกม เมื่อต้องเผชิญกับคู่แข่งที่ยากรับมือเช่นนี้ในอนาคต

เหมือนกับคำพูดที่แพร่หลายในโลกฟุตบอล ซึ่งร่ำลือกันว่า Sir Alex Ferguson เคยกล่าวเอาไว้

Attack wins you games, defence wins you titles.

เกมรุก ทำให้คุณชนะ

เกมรับ ทำให้คุณเป็นแชมป์

นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ธุรกิจ การขายสินค้า หรือแม้กระทั่งความรัก

คุณโจมตีไปมากมาย เกาะกุมความได้เปรียบ แต่ไม่รู้วิธีเผด็จศึก

บางครั้งอาจต้องปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามบุกเข้ามาบ้าง

เพื่อจะได้เปิดเผยจุดอ่อนมากขึ้น และคุณจะมีโอกาส “ปิดเกม”

หากว่าเวลาอยู่ข้างคุณ

ยิ่งควรใช้กลยุทธ์นี้

ฝ่ายคุณไม่รีบร้อน ฝ่ายตรงข้ามกลับร้อนรน

สำคัญที่สุดคือ คุณเล่นเกมรับเป็นหรือไม่

หากไม่เป็น ก็ต้องฝึกฝน

รับอย่างเป็นระบบ ต้องมีรูปแบบ ไม่ต่างจากการรุก

ทำให้เป็นระบบ สามารถโต้กลับอย่างเจ็บแสบ ในท่ามกลางเกมรับที่เหนียวแน่น

เมื่อฝ่ายตรงข้ามรุกก็ไม่กล้าทุ่มสุดตัว รับก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เพราะอนาคตอยู่ฝ่ายคุณ

พวกเขาย่อมเปิดเผยจุดอ่อน และช่องโหว่มากยิ่งขึ้น

ขณะที่ฝ่ายของคุณเพียบพร้อมทั้งรุกและรับ

ที่สำคัญ ยังได้เปรียบเรื่องเวลา

โอกาสชนะย่อมเพิ่มพูน

 

ในห้วงเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลไม่เคยขาดแคลนตัวรุก ตั้งแต่ฟาวเลอร์ โอเว่น ตอร์เรส ซัวเรส จนกระทั่งถึงซาลาห์

หากทว่า การคว้าแชมป์ UEFA Champions League ในปี 2019 และแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2020 หนึ่งในสาเหตุสำคัญ เกิดจากความเหนียวแน่นของเกมรับ ซึ่งมีนักเตะระดับเทพ Van Dijk กองกลางตัวรับที่โดดเด่น Fabinho และผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมชาติบราซิล Alisson Becker

แมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาลนี้ มีเกมรับที่แข็งแกร่งมาก

การแข่งขันพรีเมียร์ลีก 2021-2021 เล่นไป 6 ครั้ง เสียประตูเพียง 1 ลูกเท่านั้น ก่อนที่จะเจอกับลิเวอร์พูลในครั้งที่ 7

ลิเวอร์พูลสามารถยิงได้ถึง 2 ประตู และเป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนด้วย

ตอนนั้นผมไม่ทันได้คิดว่า โอกาสจะยิงเพิ่มเป็น 3-1 หรือ 3-2 มีน้อยมาก ไม่น่าเกิน 30%

ขณะที่การเปลี่ยนรูปแบบจากเล่นปกติ ผลัดกันรุกและผลัดกันรับ กลายมาเป็น “เกมอุด” ให้ชนะแบบ 2-1 น่าจะมีโอกาสทำได้มากกว่า 30% อย่างแน่นอน

นี่ไม่ใช่การวิเคราะห์หลังเกมที่พูดอะไรก็ได้ แต่เป็นการตกผลึกทางความคิดครั้งใหญ่

ทุกครั้งที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลง

คุณต้องคำนวณความน่าจะเป็นของสิ่งต่างๆ อีกครั้ง

 

กรณีนี้คือ การที่ลิเวอร์พูลสามารถขึ้นนำได้ 2-1

ลูกที่ 1 ฉวยโอกาสโต้กลับเร็ว กองหลังคู่แข่งยังลงมาไม่ทัน การป้องกันทำได้ไม่เต็มที่ ลิเวอร์พูลจึงพิชิตประตูได้สำเร็จ

ลูกที่ 2 เกิดจากความสามารถเฉพาะตัวของ Mohamed Salah ที่เลี้ยงแหวกกองหลังได้หลายคน และมีความเฉียบคมในการยิงมุมแคบ

ทั้งสองประตูจึงไม่ใช่การเข้าทำแบบปกติ แต่ต้องพึ่งพาองค์ประกอบอื่นๆ เข้าช่วย

การได้ประตูที่ 3 จึงมีโอกาสไม่มาก

ขณะที่ลิเวอร์พูลมีกองหลังที่เหนียวแน่น หากต้องการจะเล่นฟุตบอลเกมรับอย่างเต็มที่

“แบ๊กขวา” เป็นจุดอ่อนสำคัญของลิเวอร์พูลในเกมนี้

ดังนั้น จึงยิ่งมีเหตุผลที่จะเล่นเกมรับเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถปิดจุดอ่อนในส่วนนี้ ด้วยการให้ผู้เล่นกองกลางซึ่งไม่จำเป็นต้องเล่นเกมรุกมากเท่าเดิม เข้ามาช่วยเสริมประสานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

การถอยมาเล่นเกมรับกับยอดทีม อย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ใช่เรื่องฉลาด หากว่าลิเวอร์พูลไม่มีศักยภาพ และการจัดการที่ดีเพียงพอ

สไตล์การเล่นฟุตบอลแบบ Heavy Metal เน้นเกมรุกอย่างหนักหน่วงรุนแรงตลอด 90 นาที เป็นธรรมชาติของทีมที่มีโค้ชชื่อว่า Jurgen Klopp แต่เพราะความเก่งกาจของ Van Dijk รวมถึง Alisson และ Fabinho ทำให้ลิเวอร์พูลมีเกมรับที่เหนียวแน่นไม่แพ้ทีมฟุตบอลใดในโลกใบนี้

ผมยังจดจำนัดชิงชนะเลิศ UEFA Champions League 2019 ได้ดี ลิเวอร์พูลยิงนำสเปอร์ส 1-0 และถอยมาเล่นเกมรับแบบไม่ใช่รถบัส หากเป็นการวางเครือข่ายที่หนาแน่น ตั้งแต่ครึ่งสนาม ไม่ให้คู่แข่งบุกเข้ามาโจมตีใกล้กรอบเขตโทษได้

ลิเวอร์พูลจึงมีโอกาสทำได้สำเร็จอีกครั้ง เพราะมีศักภาพมากเพียงพอ และเคยทำสำเร็จมาแล้ว

 

แมนฯ ซิตี้ ไม่ใช่สเปอร์ส ทำได้เพียงแค่นี้ อาจไม่สามารถ “เอาอยู่”

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ในเกมการแข่งขันเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ หากว่าลิเวอร์พูลใช้กลยุทธ์ตั้งรับอย่างเป็นระบบ โอกาสที่จะรักษาผลการแข่งขันให้จบลงที่ชัยชนะ 2-1 หรือ 3-1 มีอยู่ไม่น้อยกว่า 50%

ผลเสมอ 2-2 เป็นสิ่งที่ลูกผู้ชายต้องยอมรับ

การวิเคราะห์ไม่ใช่เพื่อแก้ตัว แต่เพื่อมองไปสู่อนาคต และเก็บเกี่ยวบทเรียนไปปรับใช้ในชีวิตของพวกเราเอง

ในอนาคต Jurgen Klopp และทีมงานลิเวอร์พูลอาจจะสามารถคิดค้นวิธีการที่สุดยอดในการปิดเกม โดยใช้การตั้งรับอย่างเป็นระบบ ให้เหนือชั้นกว่าเกมนัดชิงชนะเลิศ UEFA Champions League 2019

หากว่าพวกเขาตระหนักรู้ในความสำคัญของกลยุทธ์นี้ และปรารถนาจะทำอย่างจริงจัง

 

หลายนัดที่ลิเวอร์พูลเน้นปิดเกมแบบจริงจัง แต่นั่นเป็นเพียงการปิดเกมแบบปกติ คือผ่อนเกมให้ช้าลง ถ่วงเวลาเอาไว้ ไม่รีบออกบอล รุกได้ก็รุก รุกไม่ได้ก็ส่งบอลไปมา

สำหรับทีมใหญ่อย่าง Manchester City หากว่าลิเวอร์พูลทำแบบนี้ เท่ากับหยิบยื่นอาวุธให้กับคู่แข่ง มีโอกาสเสียประตูมากยิ่งกว่าการเล่นไปตามปกติ ผลัดกันรุก และผลัดกันรับ

สิ่งที่ดีกว่าคือ การเซ็ตรูปแบบเกมรับอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ครึ่งสนาม เหมือนในนัดชิงชนะเลิศ UEFA Champions League 2019 เน้นไม่ให้เสียประตูเป็นด้านหลัก 80% โต้กลับเร็ว ฉวยโอกาส ทำประตูเพิ่ม เป็นด้านรอง 20%

ผมเชื่อว่า ลิเวอร์พูลมีพิษสงรอบตัว โดยเฉพาะเกมโต้กลับ ดังนั้น เกมรับอย่างเป็นระบบของพวกเขาจึงน่ากลัว และเต็มไปด้วยประสิทธิภาพสูง เพราะคู่แข่งจะไม่กล้าผลีผลาม ทุ่มกำลังเข้ามาแบบเต็ม 100% โดยต้องทิ้งขุมกำลังไว้ป้องกันตัวบ้าง เพื่อรับมือการโต้กลับที่ร้ายกาจนั้น

 

“มูรินโญ่” เป็นสุดยอดโค้ชที่เชี่ยวชาญเรื่องการปิดเกม

บางคนอาจดูถูก และประณาม

หากทว่า ชนะก็คือชนะ ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีใด ย่อมไม่มีปัญหา ยกเว้นเพียงการตุกติก หรือคดโกง ซึ่งย่อมจะโดนบทลงโทษตามมาภายหลังอย่างแน่นอน

ลิเวอร์พูลจะไม่เสียศักดิ์ศรีเหมือนกับทีมของมูรินโญ่ เพราะใครก็รู้ว่า พวกเขาเน้นเกมบุกอย่างดุดันเป็นส่วนใหญ่ หากว่าจะมีบางเวลาที่เล่นเกมรับ และปิดเกมอย่างเป็นระบบบ้าง ย่อมไม่เสียหายอันใด

ฤดูกาลนี้ ทีมลิเวอร์พูล “กลมกล่อม” ขึ้นอีกขั้น มีจังหวะที่ละเมียดละไมกว่าเดิม ไม่ต้องบุกแบบ Heavy Metal ตลอดเวลา เพราะเริ่มประยุกต์ใช้กลยุทธ์เร็ว ช้า หนัก เบา สลับกันไปมาอย่างลงตัว

การฝึกฝนเกมรับให้ได้ผลมากที่สุด คุณต้องเจอกับทีมที่มีเกมรุกขั้นสุดยอด และแมนฯ ซิตี้ ของยอดกุนซือ Pep Guardiola ย่อมเป็นสุดยอดคู่ฝึกฝนชั้นเลิศในเรื่องนี้

เก็บบทเรียนไปใช้ให้มากที่สุด

ผมเชื่อว่า การปิดเกมแบบเขี้ยวลากดิน เก็บทุกเม็ด เปิดช่องโหว่ให้น้อยที่สุด ยกเว้นหลุมพราง ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ลิเวอร์พูลไปถึงแชมป์ถ้วยใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเป็น UEFA Champions League พรีเมียร์ลีก หรือทั้งสองถ้วย ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

หวังว่า ท่านผู้อ่านจะสามารถหยิบยืมบทเรียนที่ผมได้วิเคราะห์ขึ้นมานี้ ไปปรับใช้ในชีวิตได้ ไม่น้อยก็มากมาย

บทความก่อนหน้านี้‘พิยดา’ จนมุม-เปิดปาก โต้หลอกขาย ‘ไอโฟน’ ทำ ‘น้องก้อง’ เครียดดับ อ้างถูกบ้านแฟนใส่ร้าย/อาชญา ข่าวสด