‘พิยดา’ จนมุม-เปิดปาก โต้หลอกขาย ‘ไอโฟน’ ทำ ‘น้องก้อง’ เครียดดับ อ้างถูกบ้านแฟนใส่ร้าย/อาชญา ข่าวสด

อาชญา ข่าวสด

 

‘พิยดา’ จนมุม-เปิดปาก

โต้หลอกขาย ‘ไอโฟน’

ทำ ‘น้องก้อง’ เครียดดับ

อ้างถูกบ้านแฟนใส่ร้าย

กลายเป็นภัยอีกรูปแบบหนึ่งที่คุกคามสังคม สำหรับเรื่องอาชญากรรมออนไลน์ ที่นับวันจะมีมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งการต้นตุ๋นลวงลงทุน หลอกกู้เงินดอกเบี้ยโหด ตลอดจนการหลอกขายสินค้าออนไลน์

ด้วยความที่เป็นเรื่องใหม่ ทำให้เกิดเหยื่อหลงเชื่อจำนวนมาก และแม้ฝ่ายเจ้าหน้าที่จะตั้งกองบัญชาการไซเบอร์ขึ้นมารับมือ แต่ก็ยังไม่สามารถกวาดล้างได้หมดสิ้น

ยังคงมีเหยื่อหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก

และด้วยความเสียหายที่คล้ายเป็นเรื่องต้มตุ๋นธรรมดา อาจทำให้มองไม่เห็นความสำคัญ

จนกระทั่งกรณี “น้องก้อง” นักเรียนชายชาวเชียงใหม่ ที่ถูกหลอกขายสินค้า พยายามจะซื้อไอโฟนมือ 2 เพื่อใช้เรียนออนไลน์

สุดท้ายถูกเชิดเงินหายไป จนกระทั่งเกิดความเครียด จนเส้นเลือดในสมองแตก เสียชีวิต

จึงกลายเป็นแรงกดดันให้เจ้าหน้าที่ และในที่สุด “พิยดา” แม่ค้าออนไลน์ ที่ถูกกล่าวหาว่าหลอกขายมือถือให้น้องก้อง ก็เข้ามอบตัว

แต่ในเรื่องคดียังต้องดำเนินต่อ เมื่อเจ้าตัวให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

แม้คดีจะไม่จบ แต่ก็เป็นอุทาหรณ์ให้สังคมได้รู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพประเภทนี้อีก

ตร.กดดัน – ‘พิยดา’ มอบตัว

เป็นเรื่องที่สังคมจับตาอย่างยิ่ง สำหรับกรณีน้องก้อง นักเรียนชั้น ม.2 วัยเพียง 14 ปี นักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เสียชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่เป็นเพราะความเครียดที่สั่งซื้อโทรศัพท์มือถือผ่านร้านในอินสตาแกรมแล้วถูกโกง

กลายเป็นกระแสสังคมว่าร้านดังกล่าวเป็นของใคร ทำไมถึงโกงได้กระทั่งเด็กนักเรียน แถมยังส่งผลสูญเสียถึงชีวิต รวมทั้งคดีนี้เจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้หรือไม่

ภายใต้แรงกดดัน เจ้าหน้าที่ก็เร่งสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่ ในที่สุดก็ได้เบาะแส โดยช่วงเย็นวันที่ 23 กันยายน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บช.สอท. ก็บุกจับ น.ส.นฤมล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 18 ปี และ น.ส.สายน้ำผึ้ง ชนะมาร อายุ 19 ปี โดยสามารถจับกุมได้ในพื้นที่ กทม.และปทุมธานี ก่อนนำตัวมาสอบสวน

ซึ่งทั้งสองเป็นคนที่เปิดบัญชีธนาคารให้ร้านโฟนบายมินต์ ซึ่งเป็นร้านที่น้องก้องเลือกซื้อมือถือ

อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนพบว่า ตัวการที่เป็นเจ้าของร้านชื่อ “พิยดา” อายุ 19 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตัว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งย่านราชพฤกษ์ อ.เมืองนนทบุรี ซึ่งมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับ “พิยดา” ซึ่งจากการตรวจค้นพบครอบครัวของแฟนหนุ่มที่พักอาศัยอยู่ในบ้าน พบรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู 1 คัน กระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนมาก แท็บเล็ต ตู้เซฟนิรภัย ซิมโทรศัพท์มือถือ ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมประสาน ป.ป.ง.ติดตามยึดทรัพย์

และยังพบประวัติอาชญากรรม เคยถูกจับกุมดำเนินคดีในพื้นที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และมีหมายจับของศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ปทุมธานี อีกด้วย

หลังจากการกดดันอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ ในที่สุด น.ส.พิยดา ทองคำพันธ์ อายุ 19 ปี พร้อมทนายความ ก็เดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เมื่อช่วงสายของวันที่ 28 กันยายน ตามข้อหาในหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อประชาชน

แบรนด์เนมเพียบ

พร้อมให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขอสู้คดีในชั้นศาล!!

อ้างเป็นแพะ-ซัดครอบครัวแฟน

โดย พล.ต.ต.พิเชษฐเผยว่า จากการสอบปากคำในเบื้องต้น น.ส.พิยดาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันไม่ได้เป็นคนกระทำผิด ไม่เคยคุยและไม่เคยหลอกเด็กชายวัย 14 ปี รวมทั้งไม่รู้จักกับผู้ต้องหาเป็นหญิง 2 คนที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ และไม่ได้จ้างให้เปิดบัญชีด้วย

แต่ยอมรับว่าตัวเองเป็นแม่ค้าออนไลน์จริง และเคยขายโทรศัพท์มือสองมาก่อน แต่หยุดขายไปแล้วตั้งแต่ปีก่อน โดยทรัพย์สินทุกอย่างได้มาจากการขายออนไลน์ทั้งนั้น

พร้อมส่งตัวไปดำเนินคดีที่ สภ.นาหวาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ขณะที่ พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. ระบุว่า จากการสืบสวนสอบสวนทางเทคนิคพบว่าผู้ต้องหามีการใช้บัญชีของบุคคลอื่น หรือบัญชีม้า เพื่อส่งถ่ายเงินไปยังบัญชีส่วนตัวของผู้ต้องหามากกว่า 143 บัญชี จากการเปิดอินสตาแกรม 6 บัญชี

พบว่ามีบัญชีที่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงตัวของพิยดาชัดเจน 17 บัญชี ตำรวจทราบบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีต่างๆ แล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ และจากการสืบสวนเบื้องต้นทราบว่าผู้ต้องหามีการว่าจ้างบุคคลอื่นให้เปิดบัญชีและรับโอนเงินส่งต่อไปยังบัญชีส่วนตัวให้บัญชีละ 8,000 บาท โดยประกาศว่าจ้างเปิดบัญชีในโลกโซเชียลอย่างชัดเจน ซึ่งพร้อมดำเนินคดีกับคนที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้พบว่า มีคดีที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเอาผิดผู้ต้องหาเป็นจำนวนมากกว่า 40 คดีทั่วประเทศ โดยเฉพาะใน บช.น.มีถึง 20 กว่าคดี บช.สอท.อยู่ระหว่างการทำสรุปข้อมูลพยานหลักฐานทางเทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าสามารถใช้ในการขอศาลออกหมายจับได้ และจะส่งต่อไปยังสถานีตำรวจต่างๆ ที่มีผู้เสียหายแจ้งความไว้ เพื่อออกหมายจับและอายัดตัวมาดำเนินคดี

พร้อมกับส่ง ตร.สอท.ส่วนหนึ่ง นำหมายค้นไปยังห้องพักรีสอร์ตแห่งหนึ่งใน อ.เชียงดาว ที่พ่อและแม่เลี้ยงของพิยดาเปิดห้องพักไว้ ตรวจสอบยึดรถบีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 1 และเงินสด 7 แสนบาท

ด้านนายกลยุทธ์ ทองคำพันธุ์ พ่อของพิยดา ระบุว่า ถูกยึดรถและเงินสดที่เตรียมมาประกันตัวลูกสาว เอกสาร และโทรศัพท์มือถือ ทำให้ไม่สามารถติดต่อใครได้ ขอตำรวจให้ความเป็นธรรมด้วย

ส่วนพิยดาให้สัมภาษณ์อีกครั้งระหว่างถูกนำส่งทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง คนที่เกี่ยวข้องคือบ้านของแฟนหนุ่ม ที่โยนความผิดมาให้ตน “บ้านโน้นซัดหนูเต็มที่ หาว่าหนูใช้เขาเป็นเครื่องมือ แต่ก็ยืนยันว่าไม่ได้ทำ ส่วนน้องก้องที่เสียชีวิต ต้องขอโทษครอบครัวน้องด้วย แต่ยืนยันสู้คดีถึงที่สุด”

อายัดรถหรู

ตามกันต่อในกระบวนการชั้นศาล

ย้อนเหตุ ‘น้องก้อง’ เครียดดับ

สําหรับที่มาของเรื่องดังกล่าวเริ่มมาจากเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา นายทุน ลุงหลู่ อายุ 55 ปี และนางแฝง แสงทองคำ อายุ 28 ปี พ่อ-แม่ของน้องก้อง เด็กชายวัย 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่ง เดินทางไปขอออกเอกสารใบมรณบัตรลูกชายที่ว่าการอำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อไปแจ้งความที่ สภ.นาหวาย เอาผิดกับร้านค้าออนไลน์ที่หลอกขายโทรศัพท์มือถือลูกชาย จนทำให้เกิดความเครียดเสียชีวิต

โดยนายทุนระบุว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือน ตนและภรรยาไปรับจ้างเก็บลำไยที่ จ.ลำพูน ที่บ้านมีน้องก้องอยู่กับน้องชาย 2 คน โดยมีลุงกับป้าที่อยู่บ้านคนละหลังคอยดูแล จากนั้นวันที่ 1 กันยายน น้องก้องโทรศัพท์มาหา บอกว่าขอเงินซื้อมือถือไว้เรียนออนไลน์ เนื่องจากโทรศัพท์เครื่องเก่าหน้าจอแตก มองไม่เห็น จึงหยิบยืมหามาส่งให้น้องก้อง 5,000 บาท

จากนั้นทราบว่าน้องก้องไปเลือกซื้อโทรศัพท์จากร้านมือถือออนไลน์ ชื่อว่า Phonebymint แล้วจึงติดต่อขอซื้อไอโฟนมือสองในราคา 5,000 บาท เมื่อตกลงกันแล้วก็นำเงินไปให้คนในหมู่บ้านช่วยโอนเงินให้เมื่อวันที่ 3 กันยายน

แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นราว 1 สัปดาห์ กลับไม่ได้รับโทรศัพท์ที่สั่งซื้อไป แถมยังถูกบล็อกทุกช่องทาง ทำให้สอบถามไม่ได้ น้องก้องเสียใจมากที่ถูกโกง ร้องไห้อยู่หลายวัน เริ่มซึม กินอาหารได้น้อย เวียนหัว จนวันที่ 17 กันยายน เริ่มปวดหัวหนัก ลุงพาไปโรงพยาบาลเชียงดาว หมอระบุว่าเส้นเลือดในสมองแตก ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ แพทย์ตรวจสอบระบุสมองตาย ช่วยไม่ทัน จึงพาลูกกลับมา จากนั้นก็เสียชีวิตที่บ้าน

จึงอยากแจ้งความตำรวจให้ช่วยติดตามตัวเจ้าของร้านออนไลน์มาดำเนินคดี

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าหลังเป็นข่าว ร้านค้าดังกล่าวยังเปิดขายตามปกติ และมีเหยื่อที่ถูกหลอกลวงทยอยเข้าแจ้งความ

ส่วนใหญ่ระบุว่า ที่คิดว่าน่าเชื่อถือเพราะมียอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมเยอะ และยังมีรีวิวว่าได้ของ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นรีวิวปลอม หรือมีการซื้อยอดผู้ติดตามให้เกิดความน่าเชื่อถือ เบื้องต้นคาดว่ามีผู้เสียหายร่วมร้อยราย

เป็นอีก 1 อุทาหรณ์ที่ประชาชนต้องระมัดระวัง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ!!!

บทความก่อนหน้านี้ตุลารำลึก (2) ชัยชนะของฝ่ายก้าวหน้า!/ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข