ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | น้ำท่วม 2564 เจ็ดปีประเทศไร้แผนจัดการน้ำ

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

นํ้าท่วมปี 2564 ทำให้คนจำนวนมากกังวลว่าประเทศไทยจะเกิดมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 เพราะไม่เพียงแต่น้ำจะมาเร็วจนน่าตกใจ พื้นที่ซึ่งเกิดน้ำท่วมก็ยังกว้างขวางจนน่าตระหนก ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อพื้นที่ซึ่งปีนี้มีมากเหลือเกิน

คุณเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ พูดคล้ายๆ กับประชาชนและอาสาสมัครจำนวนว่าปีนี้น้ำท่วมเร็วกว่าปี 2554 ซ้ำพื้นที่ซึ่งปีนี้ท่วมยังเป็นพื้นที่ซึ่งไม่ท่วมในปี 2554 ทั้งที่ในแง่ตัวเลขทั้งหมดนั้น สถานการณ์น้ำปีนี้เบากว่าปี 2554 มากเหลือเกิน

ในปี 2554 เขื่อนหลักมีน้ำทั้งสิ้น 23,550 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ในปี 2564 มีน้ำเพียง 11,648 ล้าน ลบ.ม. หรือต่ำกว่ากันเกือบเท่าตัว นอกจากนั้น เขื่อนใหญ่ๆ ในปี 2554 มีน้ำเกือบเต็มตั้งแต่ก่อนพายุเข้า 5 ลูก ส่วนปีนี้เขื่อนมีน้ำครึ่งเดียว มีพายุเข้าลูกเดียวจนคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ชวนสวดมนต์ว่าอย่าให้มีลูกอื่นเลย

ยังไม่มีคำตอบดีๆ ว่าอะไรทำให้ประชาชนหลายพื้นที่รู้สึกว่าปีนี้น้ำท่วมเร็วกว่าปี 2554 ทั้งที่ตัวเลขจริงๆ ไม่ได้บอกแบบนั้น รวมทั้งอะไรทำให้ปีนี้น้ำท่วมหลายพื้นที่ซึ่งปี 2554 ไม่ได้ท่วมเลย

แต่ที่แน่ๆ ทั้งหมดนี้สะท้อนความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลอย่างรุนแรง

แน่นอนว่าปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องใหม่ในยุคที่คุณประยุทธ์ตั้งตัวเองเป็นใหญ่เหนือประเทศไทย แต่การที่มวลน้ำจากสุโขทัยมีผลกระทบถึงนนทบุรีในเวลาไม่ถึง 7 วัน ก็ถือว่าเป็นความเร็วที่น่าวิตก เพราะพริบตาเดียวปัญหาของคนภาคเหนือตอนล่างก็กลายเป็นปัญหาของคนกรุงเทพฯ ทุกคน

เจ็ดปีที่ประยุทธ์เป็นนายกฯ คือเจ็ดปีที่ประเทศเผชิญปํญหาน้ำท่วมทุกปี แต่ขณะที่เจ็ดปีเป็นช่วงที่เวลาที่นานพอจะทำให้เกิดโครงการแก้ปัญหาน้ำที่ยั่งยืน ประเทศไทยในห้วงเวลานี้กลับมีความคืบหน้าเรื่องนี้น้อยมาก

ถึงขั้นที่พูดไม่ได้ว่าไม่มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอะไรเลย

คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ที่ให้ความสำคัญกับแผนจัดการน้ำระดับชาติอย่างไม่เคยมีนายกฯ คนไหนทำ แต่ก็เหมือนแผนยกระดับประเทศอื่นๆ ที่ “อำมาตย์” ต้องทำลายเพื่อไม่ให้ประชาชนทวีความนิยมต่อพรรคเพื่อไทย คุณประยุทธ์จึงยกเลิกแผนจัดการน้ำของคุณยิ่งลักษณ์โดยไม่มีเหตุผลอะไรเลย

เพื่อที่จะตอบสนองอวิชชาว่าตัวเองทำทุกอย่างได้ดีกว่าคุณทักษิณ ชินวัตร และคุณยิ่งลักษณ์ คุณประยุทธ์อ้างว่าตัวเองมีแผนป้องกันน้ำท่วมน้ำแล้งดีกว่าที่คุณยิ่งลักษณ์คิด

จากนั้นคุณประยุทธ์ก็เอารัฐมนตรีเกษตรที่แต่งตั้งจากทหารที่รัฐประหาร 2557 มาเป็นคนดูแลแผนบริหารน้ำจนทุกอย่างพังจนปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่ดูแลเรื่องน้ำหลังปี 2557 หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ดูเรื่องนี้หลังปี 2562 สิ่งที่คล้ายคลึงกันคือทั้งสองคนเป็นทหารเฒ่าที่ไม่มีความรู้เรื่องน้ำก่อนเป็นรัฐมนตรี และหลังจากเป็นรัฐมนตรีก็ไม่มีใครคิดว่าทั้งคู่มีความรู้อะไรยิ่งกว่าการรอตามน้ำข้าราชการและผู้รับเหมาเท่านั้นเอง

ทันทีที่คุณฉัตรชัยพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี ชั่วชีวิตนี้คงไม่มีใครเชิญคุณฉัตรชัยไปพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องน้ำอีก

เช่นเดียวกับคงไม่มีใครเชิญคุณประวิตรไปแสดงความเห็นเรื่องน้ำในวันที่คุณประวิตรหมดอำนาจไปแล้ว เพราะตลอดชีวิตของทั้งคู่ไม่เคยมีประสบการณ์หรือความรู้อะไรเรื่องนี้เลย

คุณประยุทธ์มักประโคมว่าการตั้งสำนักงานน้ำคือความสำเร็จของการแก้ปัญหาน้ำ แต่ถ้าสำนักงานเท่ากับการแก้ปัญหาจริงๆ ประเทศไทยตอนนี้ก็คงเป็นประเทศน่าอยู่ที่สุดในโลก ไม่ใช่เป็นประเทศที่ใครๆ ก็อยากไปอยู่เมืองนอก และยิ่งเป็นคนที่มีโอกาสมากก็ยิ่งหาทางอยู่นอกประเทศกว่าทุกคน

พูดตรงๆ ความคิดคุณประยุทธ์เรื่องแก้ปัญหาน้ำโดยตั้งสำนักงานน้ำนั้นแสดงความไร้วิสัยทัศน์อย่างที่สุด สำนักงานซ้ำซ้อนกับงานของกรมชลประทาน ไม่มีผลงานที่จับต้องได้ และถ้าอ้างว่างานสถาบันคืองานข้อมูลข่าวสาร มีใครในประเทศบ้างได้รับคำเตือนว่าน้ำจะท่วมอย่างปัจจุบัน

เจ็ดปีของคุณประยุทธ์คือเจ็ดปีแห่งการสูญเปล่าเรื่องการแก้ปัญหาน้ำที่งบประมาณมหาศาลถูกนำไปถลุงโดยสองนายพลซึ่งไม่มีอะไรในหัว

ผลลัพธ์ที่ได้คือการเป็นประเทศที่แก้ปัญหาน้ำโดยขุดลอกคูคลองและระดมเงินไปฟื้นฟูสภาพหลังน้ำท่วมแบบที่ทำกันจนเป็นประจำทุกปี

ไม่ว่าจะมีน้ำท่วมที่ไหนและเพราะอะไร ทุกครั้งที่คุณประยุทธ์ไปลงพื้นที่ก็จะพูดวนเวียนอยู่แต่การทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำ, ทำข้าวผัดแจก, ด่าประชาชนว่าสร้างเมืองและโรงงานกีดขวางทางน้ำ ปิดท้ายด้วยการให้ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์นั่งฟังคุณประยุทธ์สาธยายความทุ่มเทของตัวเองจนจบงาน

คุณทักษิณพูดในคลับเฮาส์สัปดาห์ล่าสุดว่ารัฐประหาร 2549 เป็นการล้มนโยบาย “ประเทศไทยทันสมัย” ของพรรคไทยรักไทย และเราอาจเอาแนวคิดนี้มาขยายความต่อว่ารัฐประหาร 2557 ก็คือการล้มนโยบายทำประเทศให้ทันสมัยของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะในแง่ไหนและด้วยเหตุผลใดก็ตาม

เมื่อประเทศไม่มีแผนอยู่ภายใต้นายกฯ และรัฐมนตรีที่ไม่รู้อะไร การแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศก็ดำเนินไปบนความมั่วอย่างถึงที่สุด สามปีแรกของรัฐบาลประยุทธ์มีคนไทยเดือดร้อนจากน้ำท่วมเพิ่มจาก 885,915 เป็น 1,128,447 และ 3,678,474 ส่วนสามปีหลังก็เละอย่างที่รู้ๆ กัน

ปี 2562 คือปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่อุบลราชธานี หายนะของน้ำท่วมปีนั้นมากจนคนระดมบริจาคเงินและข้าวของช่วยคนที่นั่นกันทั้งประเทศ

แต่หนึ่งในเรื่องที่รัฐบาลประยุทธ์ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือการเข้าไปช่วยประชาชนล่าช้า ซ้ำความช่วยเหลือยังไม่แม่นยำอย่างอาสาสมัครอย่างคุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

ถ้าเอาสองส่วนนี้ประกบกัน ผลที่ได้คือประเทศซึ่งไม่มีแผนน้ำในความหมายที่แท้จริง มีแต่ทหารแก่ยึดทำเนียบกับพวกพ้องที่ไม่มีความรู้จนน้ำท่วมซ้ำซาก รัฐไม่มีปัญญาให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างแม่นยำและทันท่วงที

หรือพูดง่ายๆ คือเป็นรัฐบาลห่วยจากระดับแผนสู่ระดับหน้างาน

คุณประยุทธ์ถูกวิจารณ์ว่าไปดูน้ำท่วมสุโขทัยเพื่อสร้างภาพจนเสียเวลาข้าราชการ และไปชัยภูมิก็มีเสียงสะท้อนแบบนี้อีก เพราะแบบแผนคุณประยุทธ์คือไปพื้นที่น้ำท่วมหลังจากท่วม 3-4 วัน ไปจุดท่วมน้อยโดยแต่งตัวแบบจัดเต็ม ลงพื้นที่แบบเท้าแทบไม่เปียก และเน้นปราศรัยมากกว่าเน้นชุมชน

คุณประยุทธ์มีปัญหาเรื่องความเห็นอกเห็นใจประชาชน (Empathy) ตั้งแต่โควิดระบาดจนน้ำท่วมปัจจุบัน และเมื่อความไม่เห็นใจมาอยู่ในผู้นำที่ไร้วิสัยทัศน์ซึ่งอยู่ในระบบที่รัฐประสิทธิภาพต่ำ ผลที่เกิดกับประชาชนคือรัฐซึ่งเป็นทึ่พึ่งไม่ได้ ไม่ว่าจะในแง่นโยบายหรือความช่วยเหลือฉุกเฉินก็ตาม

คุณประยุทธ์ยึดประเทศโดยไม่มีใครเลือก ซ้ำโลกทัศน์คุณประยุทธ์ก็มองว่าอะไรที่ประชาชนเลือกนั้นโง่หรือน่ารังเกียจไปหมด คุณประยุทธ์เปลี่ยนรัฐไทยให้กลายเป็นรัฐห่วยแตกใต้ระบอบเฮงซวยซึ่งไม่ฟังใครเลยจนไม่มีปัญหาแม้กระทั่งแจกของให้ตรงความต้องการของประชาชน

ไม่แปลกที่ชาวบ้านจะแอบสวดมนต์ขอไม่ให้พายุเข้ามา แต่ผู้นำประเทศพูดแบบนี้ไม่ได้ เพราะคำพูดนี้แสดงภาวะสิ้นไร้ไม้ตอกทางความคิด ยอมจำนนว่าแก้ปัญหาน้ำไม่ได้ และหมายความถึงการบริหารงบประมาณประเทศหลายล้านล้านบาทโดยไม่มีความเชื่อมั่นหรือทะเยอะทะยานเลย

คุณประยุทธ์เป็นนายกฯ ที่ชอบสดุดีตัวเองว่ามีวิสัยทัศน์มากกว่าคนไทยทุกคน มิจฉาทิฐิอย่างแรงกล้าทำให้คุณประยุทธ์เขียนรัฐธรรมนูญเอาผิดคนที่ไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติที่คุณประยุทธ์กำหนด ต่อให้ตัวเองจะไร้วิสัยทัศน์จนพูดอะไรบ้าๆ อยู่เป็นนิจก็ตาม

ปัญหาน้ำท่วมปี 2564 เป็นอีกหลักฐานถึงความล้มเหลวของรัฐบาลที่มีเวลาปกครองประเทศมาถึง 7 ปี แต่ประเทศยังวนเวียนซ้ำซากกับปัญหาเดิมๆ ไม่รู้จบ ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำ แต่ยังเกิดขึ้นกับแทบทุกเรื่องจนมองไม่เห็นเลยว่าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรภายใต้ระบอบการปกครองปัจจุบัน

ความล้มเหลวทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับโควิดกำลังเกิดกับเรื่องน้ำและเรื่องอื่นๆ ตราบใดที่ประเทศยังคงถูกถ่วงความเจริญโดยผู้นำจากระบอบที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเหนืออื่นใดคือไม่มีหัวใจให้ประชาชน

ไม่เปลี่ยนนายกฯ และระบอบที่ทำให้คนแบบนี้เป็นนายกฯ ประเทศไม่มีวันเจริญ