อนุสรณ์ ติปยานนท์ : หนังสือชื่อเดียว (1)

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

 

หนังสือชื่อเดียว (1)

 

ด้วยความเร่งรีบ เขาออกจากบ้านโดยปราศจากหนังสือ

ในชีวิตของเขานี่อาจจะเป็นครั้งแรกนับจากการอ่านออกเขียนได้ที่เขาก้าวพ้นประตูบ้านโดยปราศจากหนังสือติดตัว มีบางสิ่งที่ผิดปกติ เขารู้สึกตัวได้เมื่อขึ้นนั่งบนรถรับจ้าง แต่สายไปเสียแล้ว เวลานัดกระชั้นชิด เขาต้องไปตามนัดโดยปราศจากหนังสือ

ด้วยความรู้สึกดังกล่าว เขาจึงรู้สึกเขินอายกว่าที่เป็นกับบุคคลที่เขาต้องพบพา

เธอเป็นหญิงสาวที่แม่ของเขาจัดแจงแนะนำให้ อายุที่ล่วงเลยเข้าวัยกลางคนทำให้พ่อและแม่มีความกังวลต่อชีวิตส่วนตัวของเขา แม้ว่าท่าทีปฏิเสธของเขาจะชัดแจ้งว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่พ่อและแม่ของเขาไม่เคยละความพยายาม

ในที่สุดเขาก็จำยอม เขายินยอมพบกับหญิงสาวที่พ่อกับแม่จัดการ

เขามาพบเธอโดยปราศจากหนังสือติดตัว

 

อาจมีใครบางคนรู้สึกเช่นนั้นยามที่ออกจากบ้านอย่างเร่งรีบโดยการใส่เสื้อกลับด้านหรือใส่กางเกงหรือกระโปรงที่ขาดวิ่น

แต่ความรู้สึกเขินอายและกระอักกระอ่วนที่เขาต้องออกจากบ้านโดยปราศจากหนังสือรุนแรงกว่านั้น

เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามกับหญิงสาวผู้นั้น มือไม้ป่ายเกะกะจนทำแก้วน้ำหกเป็นสิ่งแรก

สิ่งต่อมาคือการอ่านเมนูเครื่องดื่มกลับหัว หญิงสาวผู้นั้นพยายามกลั้นรอยยิ้มของเธอ เขารู้ดีว่าเธอคงคิดว่าท่าทีของเขาทั้งหมดนี้มาจากการที่เขาต้องพบปะกับเพศตรงข้าม

แน่นอนเธอย่อมไม่มีทางล่วงรู้ว่าความประหม่าเขินอายไร้ความมั่นใจทั้งหมดนั้นมาจากการที่เขาปราศจากหนังสือติดตัว

อาจมีบางบทสนทนาในวันนั้นที่เข้าที แต่แทบทั้งหมด มันเป็นบทสนทนาที่ว่างเปล่า เคว้งคว้าง ไร้จุดหมาย เขาเพียงแต่ฆ่าเวลาให้หมดไป

ไม่ใช่ว่าหญิงสาวผู้นั้นไม่น่าสนใจ

ไม่ใช่ว่าหญิงสาวผู้นั้นเป็นคนที่ไม่ชวนมอง

ตรงกันข้ามเสียอีกเล่า เธอเป็นหญิงสาวที่เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ มารยาทงาม (จนไม่ต้องเอ่ยด้วยซ้ำว่าเขาเผลอปล่อยให้ปลายสายนาฬิกาจุ่มลงในถ้วยกาแฟอยู่เนิ่นนาน) อีกทั้งยังมีใบหน้าที่สวยโดดเด่น

หากแต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเบี่ยงเบนความกังวลใจของเขาได้

ความกังวลใจที่เกิดขึ้นอยู่แทบตลอดเวลาว่าเขาจะหาหนังสือเล่มที่ถูกใจได้จากแห่งหนไหน

 

ราวหนึ่งชั่วโมงที่การพบปะครั้งนั้นจบสิ้นลง เขาเรียกบริกรในร้านมาจัดการเรื่องค่าเครื่องดื่ม เอ่ยขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอพอเป็นพิธี (ซึ่งเขารู้ดีแก่ใจว่าจะลบมันทิ้งหลังการออกจากร้านนั่น) กล่าวขอบคุณที่เธอสละเวลามาพบเขาและอวยพรให้เธอเดินทางกลับอย่างปลอดภัย

และเมื่อเขาและเธอจากกันตรงหน้าประตูร้านเขาก็ลืมเธอไปในแทบจะบัดดล

ราวสามสิบนาทีที่เขาดุ่มเดินไปตามทางบนท้องถนน สายตาของเขาสอดส่ายและมองหาร้านหนังสือ เขาหวังให้มีร้านหนังสือสักร้านปรากฏตัวขึ้น แม้จะเป็นเพียงร้านเล็กๆ หรือร้านที่ไม่จริงจังกับการขายเท่าใดนักซึ่งไม่เป็นไร

เขาเหลียวหาร้านดังกล่าวราวกับคนป่วยที่พยายามออกแรงแสวงหาอากาศเพื่อการหายใจ

แต่โชคร้าย สามสิบนาทีผ่านไปโดยไม่มีร้านหนังสือสักร้านเดียวให้เขาได้พบเจอ

เป็นเรื่องน่าแปลกพิกลชวนฉงนและแสนพิสดาร ร้านหนังสือที่เขาคุ้นเคยว่าควรจะมีกลับไม่มี ร้านหนังสือที่เขาเคยรู้สึกว่ามันอยู่บนถนนสายนั้นกลับหายสาบสูญไป

ความทรงจำของเขาใช้การไม่ได้แล้วกระนั้นหรือ

สัญชาตญาณในการตามหาหนังสือของเขาสูญสิ้นไปแล้วหรือไร เขาก่นถามตนเอง

เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่ไม่เพียงแต่ไม่มีร้านหนังสือ ผู้คนที่เดินสวนทางกับเขาไม่มีใครพกพาหนังสือติดตัวเช่นเดียวกัน

เขาอยากเจอกับใครสักคน อยากหยุดทักทายใครสักคนที่มีหนังสือติดตัว และถามคนเหล่านั้นว่าพวกเขาได้หนังสือมาจากแห่งหนไหน

แต่น่าผิดหวังทุกคนสะพายกระเป๋า สะพายสัมภาระ ร่ม ต้นไม้ อุปกรณ์กีฬา จนแม้แต่กล่องอาหาร

แต่ไม่มีใครพกพาหนังสือติดตัวเลยสักคน

 

ในที่สุดเขาก็หยุดเดิน เขาไม่รู้สึกหิว เขาไม่รู้สึกกระหาย ความรู้สึกเดียวที่เขามีคือความรู้สึกอ่อนแอ ไร้ความหวัง ขาดที่พึ่ง

เขารู้สึกเหมือนคนที่ขาดแรงบันดาลใจ ไร้ทิศทาง และที่เลวร้ายเขารู้สึกดังชีวิตของเขากำลังจะจบสิ้นลง

ในที่สุด เขาก็พบว่าชีวิตที่ผ่านมาของเขานั้นนอกจากอาหารและอากาศแล้ว สิ่งหนึ่งที่พยุงและหล่อเลี้ยงชีวิตของเขามาโดยตลอดคือหนังสือ

เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก ไม่มีความใฝ่ฝันอื่น

เขาทำงานเล็กๆ ในฐานะนักพิสูจน์อักษร ดำรงตนอยู่ในอาชีพนั้นนับจากจบการศึกษา

เพื่อนร่วมงานหลายคนของเขาผันตัวไปเป็นบรรณาธิการ นักเขียน นักวาดภาพประกอบ

ผู้คนที่เคยร่วมอาชีพเดียวกับเขาเลิกรางานนี้ไปเพราะความเบื่อหน่าย เพราะความรู้สึกจำเจ

แต่สำหรับเขา การได้อ่านงานเขียนใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ การจัดการคำผิดให้ถูกต้อง การจัดการรูปประโยคให้สละสลวย คืองานที่เขาพึงพอใจเป็นที่สุด

เขาคิดเปรียบเทียบตนเองเป็นคนแต่งก้อนประติมากรรมน้ำแข็ง ประติมากรตั้งใจทำงานที่พร้อมจะละลายหายไปเมื่อแสงแดดมาถึง และเขาทำให้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ของมันที่ดำรงอยู่เข้าที่เข้าทางมากขึ้น

ผู้คนเมื่อชื่นชมหนังสือที่สมบูรณ์พร้อมไม่มีใครคิดถึงนักพิสูจน์อักษร

พวกเขาชื่นชมนักเขียน บรรณาธิการ นักออกแบบปก ไปจนถึงโรงพิมพ์

แต่เมื่อมีข้อผิดพลาดเรื่องถ้อยคำ ไม่มีใครกล่าวโทษนักเขียนหรือบรรณาธิการ นักพิสูจน์อักษรคือผู้ที่แบกรับความผิดพลาดนั้น

หลายคนเปรียบเทียบอาชีพของเขาว่าเป็นผู้ปิดทองหลังพระ

หากแต่เขาชอบนึกถึงคนที่ตกแต่งประติมากรรมน้ำแข็งให้ทรงตัวอยู่ได้ ช่วงเวลาที่ตัวหนังสือผ่านมือเขาสั้นกว่าที่อยู่กับนักเขียน เหมือนดังประติมากรรมน้ำแข็งที่ถูกสลักเสลามาอย่างดี เขาเพียงแต่หาวิธีติดตั้งมัน จัดวางมันให้ได้รับความโดดเด่น

เขาพอใจที่จะเปรียบตนเองเช่นนั้นแม้ว่ามันจะฟังดูไม่เข้าทีนักก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม หลังการนั่งจมกับความรู้สึกสิ้นหวังอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็พบหนทางออก หากการเดินหาหนังสือและร้านหนังสือต่อไปเรื่อยๆ ไม่เป็นผล เขาก็ควรมุ่งหน้ากลับบ้าน ไม่มีประโยชน์ที่จะดื้อรั้นอีกต่อไป

หากโลกข้างนอกนั้นปราศจากหนังสือ โลกข้างในเคหสถานของเขาก็ยังเป็นที่พึ่งต่อไปได้ เขาลุกขึ้นยืน เดินย้อนกลับไปในทางเดิมที่เขาเดินผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขากลับไม่ง่ายดังที่คิด เขาเพิ่งพบว่าท้องฟ้ามืดครึ้มลงแล้ว มันหาได้มืดครึ้มเพราะเป็นเวลาค่ำ หากแต่มืดครึ้มเพราะพายุฝนที่กำลังแสดงตน

ฝนตกลงมาอย่างหนัก ไม่มีทางเลือก เขาวิ่งเข้าไปในซอกอาคารเบื้องหน้า แนบตัวเข้ากับผนังอาคารให้ร่างของเขาหลบซ่อนอยู่ใต้กันสาดขนาดเล็ก เม็ดฝนตกมากระทบตัวเขาเป็นจังหวะ

มันตกหนักหน่วงเสียจนไม่นานนักแม้เขาจะหลีกหลบอยู่ได้ใต้ชายคาแต่ร่างของเขาก็เปียกปอนไปไม่น้อยเลย

เขาถอนหายใจ ช่างเป็นวันที่โชคร้ายเสียจริง

เขาก้าวออกจากบ้านโดยปราศจากหนังสือ

เขาก้าวออกจากบ้านในสภาวะที่ไม่ปลอดภัย

นอกจากนี้ เขายังก้าวออกจากบ้านโดยไม่มีร่มหรือเสื้อกันฝน

เขาพบกับบุคคลที่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็หมดความสำคัญซึ่งกันและกัน

เขามองหาสิ่งที่ต้องการแต่ไม่ได้รับและเขาได้รับในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ

เขาไม่ได้มองหาพายุฝน เขาไม่ได้ปรารถนาสายฝน แต่แล้วเขากลับพบกับพายุฝนที่เล่นงานเขาจนเปียกปอน

เขาถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะมองไปรอบๆ ตัว มันเป็นตรอกซอกอาคารที่ไม่กว้างขวางมากนัก เพียงแค่พอที่ผู้คนจะเดินสวนกันได้ เป็นตรอกซอกอาคารที่คงไม่มีอะไรน่าสนใจนัก

เว้นเสียแต่ว่าสุดปลายตรอกซอกอาคารนั้นมีร้านหนังสือแห่งหนึ่งตั้งอยู่

 

เขาลิงโลดใจเหลือจะกล่าว โดยไม่หวาดกลัวสายฝนที่ยังกระหน่ำลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง

เขาวิ่งตรงไปที่ร้านหนังสือแห่งนั้น เช็ดรองเท้าเข้ากับพรมที่วางอยู่ตรงประตูทางเข้า เขาเปิดประตูร้าน

แสงไฟสว่างไสวภายในร้านทำให้เขาอบอุ่น

แต่เขารู้ดีว่าความอบอุ่นดังกล่าวไม่ได้มาจากแสงไฟหรือการอยู่ในอาคารที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย

ความรู้สึกอบอุ่นนั้นเกิดจากการที่เขาได้พบกับหนังสืออีกครั้งหนึ่ง

เขาตรงไปที่ชั้นหนังสือ เช็ดมือกับผ้าเช็ดหน้าที่เขานำติดตัวมาจนแห้งผากก่อนที่เขาจะเลือกหยิบหนังสือลงมาจากชั้นหนังสือทีละเล่ม ทีละเล่ม

และเปิดอ่านมัน