ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | ปรากฏการณ์สองมหา : สถาบันไหนไม่ปรับตัวจะวิกฤต

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

ปรากฏการณ์ 2 พส.แสดงความคิดเรื่องศาสนาที่เปลี่ยนไปในสังคมไทย เพราะไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน วิธีที่พระมหาสมปองและพระมหาไพรวัลย์ทำในไลฟ์ล้วนเป็นสิ่งที่แทบไม่มีพระรูปไหนทำมาก่อน ไม่ต้องพูดถึงการสื่อสารถึงสังคมวงกว้างที่ไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเลย

คนดูเฟซบุ๊กไลฟ์ของสองมหา 2 แสนกว่าๆ ถือว่ามากจนพระพยอมบอกว่าไม่เคยมีพระรูปไหนเทศน์แล้วมีคนฟังขนาดนี้ ยิ่งกว่านั้นคือแม้กระทั่งนอกวงการอื่นก็ไม่ง่ายที่จะทำแบบนี้ด้วย น้าเน็กจึงถึงกับโทรศัพท์มาบอกสองมหาในการไลฟ์วันแรกว่าทำให้คนดูน้าเน็กหายวูบไปเลย

คุณศรีสุวรรณ จรรยา และคุณไพบูลย์ นิติตะวัน โจมตีว่า 2 มหาเป็นเหมือนเท่ง-โหน่งจนควรสึกไปเป็นดารา แต่ที่จริงดาราก็ไม่แน่ว่าจะไลฟ์แล้วคนดูมากขนาดนี้ หากไม่ใช่เน็ตไอดอลระดับพิมรี่พายที่เคยมีคนดูพร้อมกันถึงห้าแสนคนตอนที่มีเรื่องติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ช่วยเด็กดอย

มหาทั้งสองไม่ใช่ดารา และคนสองแสนกว่าๆ ที่ฟังก็ไม่ได้ฟังเพราะพระสองรูปพูดจาเหมือนดาราด้วย

คนฟังเพราะความตลกแน่ๆ แต่เป็นความตลกที่มาพร้อมกับความเป็นพระ จึงเป็นความตลกที่มีเพดานของความสำรวมกำกับจนมีแค่คำพูดเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียว

เฟซบุ๊กไลฟ์ของสองมหาจะถือว่าเป็นการ “เทศน์” อย่างที่พระพยอมบอก หรือไม่คงเป็นเรื่องที่ต้องเถียงกัน แต่ที่ไม่มีใครเถียงได้คือพระมหาสมปองและพระมหาไพรวัลย์ทำให้คนเชื่อมต่อกับพุทธศาสนามากขึ้น

หรือในอีกแง่ก็คือทำให้พุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากขึ้นด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าความตลกทำให้ผู้ฟังเข้าถึงทั้งสองมหาง่ายกว่าพระทั่วไป แต่พระที่ตลกแล้วมีคนฟังน้อยกว่านี้ก็มีเยอะไปหมด

ตัวอย่างเช่น หลวงพี่กาโตะที่พยายามปั้นตัวเองโดยด่านักเรียนชู 3 นิ้ว ทว่าผลที่ได้คือคนดูคลิปยูทูบแค่สองแสนกว่าๆ ทั้งที่สื่อไอโอปั่นราวจะเปลี่ยนแมวเป็นสิงโต

คนฟังพระมหาไพรวัลย์และพระมหาสมปองเพราะทั้งสองรูปพูดเรื่องที่พระไม่ค่อยพูดอย่างน้อยสองเรื่อง

เรื่องแรกคือการพูดเรื่องที่ชาวบ้านสนใจอย่างการวิจารณ์รัฐบาลหรือทุกข์ชาวบ้าน

เรื่องที่สองคือการพูดถึงคนที่คณะสงฆ์ไม่เคยสุงสิงด้วยหลายต่อหลายกลุ่มในสังคม

พุทธศาสนาถูกรัฐใช้เป็นหนึ่งในเสาหลักของความเป็นไทย คณะสงฆ์จึงมีประวัติสนับสนุนรัฐในด้านที่เป็นอุดมการณ์ รวมทั้งกิจการต่างๆ ขณะที่รัฐและข้าราชการผู้ใหญ่ก็เป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของวัดดังแทบทั้งหมด ยิ่งพระซึ่งต้องการมีอนาคตในคณะสงฆ์ผ่านยศพระ ยิ่งมีบทบาทแบบนี้ชัดเจน

พระไทยเคยสนับสนุนทหารฆ่าประชาชนวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และแม้แต่เมื่อประชาชนรวมตัวเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันของรัฐ คณะสงฆ์ไทยก็สั่งลงโทษพระและเณรที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ขณะที่พระซึ่งสนับสนุนการรัฐประหาร หรือพระซึ่งเทศน์ตามใบสั่งของรัฐบาลไม่เคยถูกลงโทษเลย

คณะสงฆ์ไทยยุ่งการเมืองแน่ๆ แต่เป็นการยุ่งการเมืองเฉพาะในมิติที่มีรัฐเป็นศูนย์กลาง

หรือพูดตรงๆ ก็คือ ในมิติที่ผู้มีอำนาจกำหนดและกำกับ ถึงแม้การยุ่งหลายกรณีจะขัดหลักกับคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างการห้ามฆ่า

พระผู้ใหญ่ก็เคยสร้างคำอธิบายว่าฆ่าได้ถ้าฆ่าศัตรูของฝ่ายความมั่นคง

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ภาพของสองมหาเป็นภาพที่พูดเรื่อง “สังคม” มากกว่าเรื่องของ “รัฐ”

ตัวอย่างเช่น พระมหาสมปองตั้งคำถามว่าซื้อเรือดำน้ำทำไมในเวลาที่โควิดระบาด

หรือพระมหาไพรวัลย์พูดเรื่องสำนักพุทธฯ เลือกปฏิบัติที่ห้ามพระและเณรแสดงออกเรื่องปฏิรูปสถาบัน

พูดสั้นๆ คนเข้าถึงสองมหาเพราะสองมหาพูดเรื่องสังคม

หรือพูดให้เท่ขึ้นก็คือทั้งสองรูปทำให้พุทธศาสนาคุยกับสังคมมากกว่าจะเห็นสังคมเป็นแค่โยมอุปัฏฐาก หรือเป็นแค่เป้าหมายของการเผยแผ่พระธรรมด้วยการบวช, ฝึกสมาธิ, เรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์, ฝึกวิปัสสนา, บริจาค ฯลฯ

พระมหาไพรวัลย์ไลฟ์โดยใช้ศัพท์หลายคำของกะเทย, มีบทสนทนากับกะเทย และไปถึงขั้นไลฟ์กับพระมหาเทวีเจ้าซึ่งเป็นไอดอลของกะเทยแห่งยุค

วิธีของพระมหาไพรวัลย์ทำให้พุทธศาสนาคุยกับกะเทยจนต่อติดกับกะเทยและ LGBT กลุ่มอื่นๆ ได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย

กะเทยและ LGBT สัมพันธ์กับพุทธศาสนาในแง่หลักธรรมอย่างไรที่ต้องคุยกันยาว

แต่ที่แน่ๆ คณะสงฆ์ไทยมองเรื่องสงฆ์กับกะเทยแบบที่ไม่ดีนัก

คำพูดเรื่อง “พระตุ๊ด” หรือ “เณรแต๋ว” มีน้ำเสียงติเตียนยิ่งกว่ามองเป็นเรื่องปกติ ใช้วิธีไม่พูดถึงไปเลย หรือไม่ก็มีบทบาทแค่จ่ายเงินบริจาคทำบุญ

พระมหาไพรวัลย์ทำให้กะเทยไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม พระสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเพศวิถีนี้ได้ภายใต้กรอบธรรมวินัยเหมือนที่ปฏิบัติกับเพศวิถีอื่น

หรือแม้แต่ไลฟ์กับพระมหาเทวีเจ้าก็ทำให้สงฆ์เห็นความหลากหลายของเพศที่ลื่นไหลผ่านกะเทยแบบ Sub Culture ที่ล้อเลียนทุกสถาบันหลักในสังคม

พุทธศาสนาคือหนึ่งในเสาหลักของความเป็นไทย และสิ่งที่พระทั้งสองมหาทำคือการทำให้พุทธศาสนาเคลื่อนไปในทางที่เกาะความเคลื่อนไหวของสังคมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพระมหาไพรวัลย์ซึ่งทำเรื่องที่ Disrupt บทบาทพระสงฆ์ในสังคมไทยแน่ๆ ไม่ว่าจะประกาศเรื่องนี้ออกมาหรือไม่ก็ตาม

นานมาแล้วที่คนไทยถูกล้างสมองว่า “ความเป็นไทย” เป็นส่วนหนึ่งของเราราวดีเอ็นเอ เพิ่งจะไม่กี่ปีนี้เองที่สำนึกใหม่ว่า “ความเป็นไทย” คือสิ่งที่ชนชั้นนำล้างสมองเพื่อปกครองเท่านั้น

พุทธศาสนาในบริบทนี้จึงเป็นเครื่องมือสร้างความศรัทธาต่อผู้มีอำนาจจนไม่ต้องใช้ปืนและกฎหมายควบคุม

อดีตพุทธะอิสระและพวกอย่างคุณไพบูลย์, คุณวันชัย สอนศิริ ฯลฯ โจมตีทั้งสองมหาว่าหลงมวลชน, ทำตัวเป็นดารา และไม่สนธรรมวินัย ทั้งที่สองมหามีความรู้ด้านธรรมวินัยกว่าคนกลุ่มนี้แน่ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพุทธะอิสระที่ถูกจับสึกเพราะผิดคดีอาญาแต่ยังใช้ฉายาพระสร้างตัวตนหุ้มตัวเอง

คนกลุ่มที่โจมตีสองมหาคือคนกลุ่มที่เจ็ดปีนี้อ้างตลอดว่าตัวเองเป็นพุทธแท้ และคนเห็นต่างคือพุทธเทียม

ทั้งที่ความเป็นจริงทางการเมือง, ความรู้ทางธรรม และคดีความล้วนเป็นหลักฐานว่าคนพวกนี้กะล่อน แสวงหาอำนาจ โกยผลประโยชน์ กลับกลอก และทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองมีตำแหน่งในสังคม

เจ็ดปีมานี้รัฐบาลทหารควบคุมคณะสงฆ์ให้อยู่ในกรอบอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์จนสำนักพุทธเป็นกลไกควบคุมพระฝ่ายมหานิกายอย่างน่ากังวล

ขณะเดียวกันก็โหมประชาสัมพันธ์ภาพพระเคร่งวิปัสสนาที่นั่งเบนซ์, รัฐอุปถัมภ์ และทหารคอยดูแลวัดไปพร้อมกัน

มองในแง่อุดมการณ์ ขาประจำที่โจมตี 2 พส.คือกองกำลังที่ทำหน้าที่กดหัวพระซึ่งมีแววว่าจะแข็งข้อจากคณะสงฆ์ซึ่งรัฐควบคุมไว้ทั้งหมด ต่อให้พระเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรเกินกว่าการแสดงความเห็นที่เปิดกว้าง สนับสนุนประชาธิปไตย และไม่ยอมให้ใครใช้พระธรรมวินัยเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง

นักวิชาการด้านศาสนาบางรายอธิบายว่าพุทธศาสนาในสังคมไทยอยู่ภายใต้วาทกรรม “พุทธราชาชาตินิยม” ที่สุดโต่งแต่คนฟังน้อย อยู่ได้ด้วยกำลังเหมือนระบอบประยุทธ์ที่ยึดอำนาจและเขียนกติกาตามความพอใจของตัวเอง และในที่สุดก็จะมีแต่ผุพังจนถูกคนต่อต้านด้วยวิธีต่างๆ นานา

ภายใต้การทำให้คณะสงฆ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนนายกฯ ที่ศักดิ์สิทธิ์จนไม่ต้องฟังใคร สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่อำนาจทางโลกและอำนาจทางธรรมตั้งตัวเป็นเทวดาเหนือคนทั้งหมด แต่ปัญหาคือสถานะนี้เกิดจากการใช้กฎหมายและกำลังบังคับ

ไม่ใช่การยอมรับของคนในสังคมจริงๆ

ด้วยระบอบการปกครองที่วิปลาสจนทำให้ทุกอย่างในประเทศขึ้นอยู่กับความพอใจของคนไม่กี่คน ประเทศไทยวันนี้คือประเทศที่คนส่วนน้อยทำให้คนส่วนใหญ่เห็นว่าใครคือศัตรูของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการกดหัวคนส่วนใหญ่ทางการเมือง, ศาสนา และวัฒนธรรมโดยคนเก่าๆ หน้าเดิมๆ

กว่าหนึ่งเดือนแล้วที่แยกดินแดงคือที่รวมตัวของคนซึ่งต่อต้านรัฐบาลทหารระดับทะลุเพดาน และตรงข้ามกับตำรวจซึ่งโจมตีว่าเยาวรุ่นทะลุแก๊ซเป็นเด็กแว้นป่วนเมือง คนกลุ่มนี้คือผลผลิตของสังคมที่ทุกสถาบันประกาศตัวว่าไม่ฟังคนส่วนใหญ่จากทำเนียบถึงสภา หรือแม้แต่คำสอนคณะสงฆ์ไทย

ด้วยวิธีที่ผู้มีอำนาจครอบครองประเทศแบบไม่ให้ประชาชนโงหัวเกินเส้นที่รัฐกำหนด ทุกวินาทีที่ผู้มีอำนาจยังอยู่ในอำนาจคือทุกวินาทีแห่งการกดหัวคนในชาติถึงระดับจิตวิญญาณ คนที่สยบยอมจนไม่สนใจการเมืองเลยก็มี แต่ต่อให้หันไปสนใจเรื่องอื่นอย่างสอง พส. รัฐก็จะตามไปคุกคามอยู่ดี

ปรากฏการณ์สอง พส.คือหลักฐานว่าสังคมต้องการความหลากหลาย ความทันสมัย ความเปิดกว้าง และประชาธิปไตย

ขณะที่รัฐต้องการความเป็นระเบียบ ความคร่ำครึ ความคับแคบ และการปิดกั้น ความขัดแย้งในประเทศจึงไม่มีทางออก เพราะรัฐสร้างปัญหาจนสังคมไม่มีวันอยู่ร่วมกับรัฐได้ด้วยดี

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ รอยเลื่อนของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศไทยกำลังขยับ

พลังที่ถูกปิดกั้นกำลังรอการระเบิด

เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าการระเบิดนั้นจะปะทุขึ้นที่ไหนและในเวลาใดเท่านั้นเอง

บทความก่อนหน้านี้คนมองหนัง : ‘Into the Ring’ ‘การเมือง’ ของ ‘คนหน้าใหม่ๆ’
บทความถัดไป19 มหาวิทยาลัย จ่อร่วมประชุม กมธ. หาข้อเท็จจริงสลายชุมนุม รัฐรุนแรงกว่าเหตุ