เหยี่ยวและพิราบ! ปัญหาสองแนวทางบนถนน/ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

สุรชาติ บำรุงสุข

ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

 

เหยี่ยวและพิราบ!

ปัญหาสองแนวทางบนถนน

 

“นกพิราบไม่เคยสร้างรังได้บนต้นไม้ที่กำลังไฟไหม้”

Jason Versey

 

สถานการณ์การเมืองไทยมีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น และเป็นความท้าทายที่ผูกปมอยู่กับทิศทางการพาประเทศออกจาก “วงจรความขัดแย้ง” ที่มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเป็นองค์ประกอบสำคัญ

หากพาประเทศออกจากวงจรเช่นนี้ไม่ได้แล้ว ปัญหาความรุนแรงทางการเมืองจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

จนอาจทำให้ไทยเข้าไปติด “กับดักความรุนแรง” ที่การเมืองและสังคมจมปลักอยู่กับความขัดแย้งอย่างไม่อาจถอนตัวได้เลย

ในสภาพเช่นนี้ ผู้นำที่มีอำนาจมักจะเผชิญกับ “ปัญหาสองแนวทาง” เสมอ และผู้นำจะต้องตอบให้ได้ว่า สุดท้ายแล้วเขาอยากเป็น “เหยี่ยว” หรือจะเป็น “พิราบ” ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม

และผู้นำไทยเองกำลังเผชิญกับปัญหาสองแนวทางกับความขัดแย้งบนถนนอย่างชัดเจน

 

ใครคือเหยี่ยว ใครเป็นพิราบ?

ภาพลักษณ์ของการเปรียบเทียบชุดความคิดทางการเมืองเป็น “เหยี่ยว” (hawk) หรือเป็น “พิราบ” (dove) นั้น เป็นภาษาที่ใช้กันมากในช่วงทศวรรษ 1960 หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นภาษาของยุคสงครามเย็น

เช่น ใช้ในวิกฤตการณ์จรวดที่คิวบา และในกรณีของสงครามเวียดนาม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่าสายเหยี่ยว หรือภาษาเดิมคือ “เหยี่ยวสงคราม” (war hawk) เป็นคำที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1792 และใช้ในความหมายของคนที่สนับสนุนนโยบายการสงครามของรัฐในยามสันติ

ต่อมาในปี 1798 โทมัส เจฟเฟอร์สัน ใช้คำนี้อีกครั้งหมายถึงพวกที่ชอบสนับสนุนให้รัฐบาลประกาศสงครามกับฝ่ายตรงข้าม

ในขณะที่พิราบนั้น เป็นคำเก่าแก่ที่ปรากฏในไบเบิลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ “น้ำท่วมโลก” และโนอาร์ปล่อยนกพิราบจากเรือของเขา

ต่อมานกพิราบบินกลับมาพร้อมช่อมะกอก ทำให้ “นกพิราบและช่อมะกอก” ถูกถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ เพราะนกพิราบบินกลับเมื่อน้ำที่ท่วมโลกได้ลดลง

โดยทั่วไปแล้วคนที่ถูกเรียกว่าสาย “เหยี่ยว” หมายถึง กลุ่มคนที่สนับสนุนสงคราม ส่วนคนที่เป็นสาย “พิราบ” หมายถึง พวกที่ต่อต้านสงคราม

หรือในบริบทของนโยบายทางการเงิน สายเหยี่ยวหมายถึง ผู้ที่สนับสนุนการใช้นโยบายทางการเงินอย่างเข้มงวด

ในขณะที่สายพิราบหมายถึง กลุ่มที่ต้องการให้ใช้นโยบายในแบบผ่อนปรน รวมถึงการปรับใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเป็นปัจจัยในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำเปรียบเทียบทั้งสองนี้ใช้อย่างมากในบริบทของนโยบายต่างประเทศ สายเหยี่ยวคือ กลุ่มที่เป็นพวก “สายแข็ง” (hard-line) ที่เชื่อในเรื่องของการทำสงคราม สนับสนุนการแทรกแซงด้วยกำลัง (คือเป็นพวก interventionist) หรือเป็นคนใน “สายที่ใช้กำลัง” และเชื่อว่าการใช้กำลังจะเป็นหนทางที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา และกำลังเป็นเครื่องมือให้รัฐใช้จัดการกับฝ่ายตรงข้ามได้ดีที่สุด

ส่วนสายพิราบคือกลุ่มคนที่เชื่อในเรื่องของการเจรจาและการใช้มาตรการทางการทูต หรืออีกนัยหนึ่งคือเชื่อว่าการใช้กำลังไม่ใช่หนทางที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศ หรือเรียกได้ว่าเป็น “สายที่ไม่ใช้กำลัง” อาจเรียกในอีกแบบว่าเป็น “สายอ่อน” (soft-line) และกลุ่มนี้ไม่สนับสนุนการแทรกแซงด้วยกำลัง (คือเป็นพวก non-interventionist)

โดยสรุปแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า สายเหยี่ยวคือคนที่เชื่อในการใช้กำลังในการแก้ปัญหา ส่วนพิราบคือคนที่ไม่สนับสนุนการใช้กำลัง

 

มุมมองแบบเหยี่ยว

กลุ่มผู้นำการเมืองไทย โดยเฉพาะผู้นำที่มาจากทหารในสายอำนาจนิยมมักจะมีความเชื่อในเรื่องของการใช้กำลัง ซึ่งอาจเป็นเพราะการมีพื้นฐานเดิมมาจากกองทัพ ผู้นำเช่นนี้จึงความมั่นใจเสมอว่า พวกเขาสามารถจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมืองได้ด้วย “มาตรการปราบปราม” และเชื่อมั่นว่าการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะเป็นหนทางหลักของการดำรงอยู่ในอำนาจได้ต่อไป เพราะอย่างไรก็ตาม ฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางที่จะมีกำลังมากพอจนสามารถรับมือกับการปราบปรามที่ฝ่ายรัฐเป็นผู้ดำเนินการได้เลย

ซึ่งเงื่อนไขเช่นนี้เป็นหลักการพื้นฐานว่า ไม่มีใครในรัฐที่จะมีกำลังมากเท่ารัฐ

โดยหลักรัฐศาสตร์แล้ว รัฐคือผู้ผูกขาดในการมีและใช้กำลัง และรัฐจะไม่อนุญาตให้ใครมีกำลังที่จะท้าทายต่อรัฐ

ดังจะเห็นได้ว่าผู้ท้าทายรัฐด้วยกำลังจะถูกเรียกว่าเป็น “กบฏ”

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลุ่มผู้มีอำนาจจะเชื่อว่า มาตรการปราบปรามจะทำให้การเคลื่อนไหวของผู้เห็นต่างจากรัฐ “ถูกสยบ” และในที่สุดแล้วจะทำให้รัฐเป็นฝ่ายชนะ และฝ่ายต่อต้านจะเป็นผู้แพ้

ซึ่งว่าที่จริงแล้วชุดความคิดในการต่อสู้กับผู้เห็นต่างทางการเมืองด้วยการปราบปรามเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น

ฝ่ายรัฐจึงมักจะมั่นใจกับความเหนือกว่าของ “กำลังอำนาจ” ที่รัฐมีเสมอ และเชื่อว่าความเหนือกว่าที่รัฐมีในทุกด้าน โดยเฉพาะความเหนือกว่าของกำลังเช่นนี้คือ “ปัจจัยแห่งชัยชนะ” และเชื่อเสมอว่า กำลังที่เหนือกว่าคือชัยชนะในตัวเอง

ในทางการเมืองนั้น ผู้ที่สมาทานกับชุดความคิดเช่นนี้มักจะถูกเรียกว่าเป็น “สายเหยี่ยว” ที่วางน้ำหนักทางความคิดไว้กับการใช้กำลัง และไม่เชื่อในเรื่องของการประนีประนอมและ/หรือการเจรจา อีกทั้งมีทัศนะว่าการประนีประนอมคือความพ่ายแพ้ จึงไม่ควรนำมาใช้เป็นหนทางของการปฏิบัติ

ฉะนั้น หน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายต่อต้านคือ การกวาดล้างด้วยกำลัง เพราะฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางที่จะชนะรัฐด้วยกำลังได้เลย

 

ข้อคิดแบบพิราบ

แต่หากคิดในอีกมุมหนึ่ง การต่อสู้ทางการเมืองมีสองแนวคิด… สองแนวทางเสมอ

เพราะการต่อสู้ทางการเมืองมีลักษณะของความเป็น “สงครามการเมือง” ในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคำถามของนักคิดในอีกด้านหนึ่งที่เห็นแย้งจากสายเหยี่ยวก็คือ สงครามการเมืองชนะด้วยอำนาจกำลังที่เหนือกว่าจริงหรือไม่?

คำตอบของผู้เห็นแย้งในทางยุทธศาสตร์ที่ถูกเรียกว่า “สายพิราบ” นั้น แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ชัยชนะด้วยกำลังเป็นเพียง “ชัยชนะทางยุทธวิธี” ที่อาจจะส่งผลได้ในระยะสั้น แต่หากพิจารณาถึงผลในระยะยาวแล้ว ชัยชนะทางยุทธวิธีอาจจะไม่นำไปสู่ “ชัยชนะทางยุทธศาสตร์” และผลตอบแทนที่ได้ในระยะสั้นด้วยชัยชนะทางยุทธวิธีนั้น อาจจะไม่มีคุณค่าในทางยุทธศาสตร์ในระยะยาวแต่อย่างใด

ในอีกด้านหนึ่งนั้น อาจจะต้องตระหนักว่าผู้ที่ชนะทางยุทธวิธีอาจจะไม่ใช่ผู้ชนะในสงครามการเมือง และในบริบทของสงครามอาจจะพบกับความน่าฉงนว่า ผู้ที่กุมชัยชนะทางยุทธวิธีกลับจบลงด้วยความเป็นผู้แพ้สงคราม

ซึ่งทฤษฎีการสงครามและผลของสงครามการเมืองเช่นนี้อาจจะแตกต่างจากความรับรู้ของชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และผู้มีอำนาจในกลุ่มการเมืองปีกขวาจัดทั้งหลายในไทย ที่คิดได้แค่เพียงมิติการใช้กำลังในสองรูปแบบหลักคือ การ “กวาดล้างและจับกุม” และเชื่อว่าสองมาตรการพื้นฐานเช่นนี้คือปัจจัยของชัยชนะ

แต่เงื่อนไขของสงครามการเมืองแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ชัยชนะไม่ใช่ “อำนาจของกำลัง” แต่เป็น “อำนาจของความคิด” เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์ต่อสู้ด้วยอำนาจทางความคิด ซึ่งอำนาจเช่นนี้คือจักรกลในสมองที่จะตอบว่า มนุษย์จะดำเนินการต่อสู้หรือไม่

และเมื่อการต่อสู้ถูกยกระดับขึ้นแล้ว คนที่เข้าร่วมการต่อสู้มักจะไม่กลัวการปราบปราม… คนจะไม่กลัวอาวุธ แต่คนจะต่อสู้ด้วยความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมที่พวกเขาได้รับ และมีความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นร่วมกัน

ดังนั้น เมื่อประชาชนตัดสินใจลุกขึ้นสู้กับ “ความไม่เป็นธรรม” และคาดหวังว่าการต่อสู้เช่นนี้จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าในอนาคตแล้ว การต่อสู้จะไม่จบลงอย่างง่ายดาย แม้จะต้องเผชิญกับการปราบของฝ่ายรัฐ

ในทางตรงข้าม สำหรับชนชั้นนำและบรรดาปีกอนุรักษนิยมทั้งหลายนั้น พวกเขาต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในปัจจุบัน และต่อสู้เพื่อปกป้องอภิสิทธิ์และผลประโยชน์ที่มีอยู่เฉพาะหน้า ด้วยความพยายามในการดำรง “สถานะเดิมทางสังคม” เพื่อไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะกระทบต่อสถานะของพวกเขา และพวกเขาไม่ยอมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

นักคิดทางยุทธศาสตร์ตอบได้ดีว่า สภาวะเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นของ “การก่อความไม่สงบ” ที่คนในสังคมส่วนหนึ่งเริ่มเกิดอาการ “ปฏิเสธ” รัฐ เพราะรัฐเป็นตัวแทนของความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม และหากการต่อสู้ถูกยกระดับขึ้นถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญแล้ว ก็อาจนำไปสู่ “การต่อต้านรัฐ” และอาจถูกยกระดับสูงสุดขึ้นเป็น “การต่อต้านรัฐด้วยกำลังอาวุธ” อันเป็นพื้นฐานที่จะปูทางไปสู่สภาวะของ “สงครามภายใน” ของรัฐได้

ฉะนั้น คงไม่ผิดนักที่ชัยชนะทางยุทธวิธีของสายเหยี่ยวที่ใช้กำลังในการปราบปรามผู้เห็นต่างจะมีส่วนอย่างสำคัญในการช่วย “จุดไฟ” ของความขัดแย้งในสังคมให้ลุกลามมากขึ้น

เพราะยิ่งปราบปรามมากเท่าใด ความแตกแยกทางการเมืองก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

 

ข้อเตือนใจ

สงครามคอมมิวนิสต์ทั้งในอินโดจีน และในบ้านของไทยเอง ยังคงเป็นข้อเตือนใจในทางยุทธศาสตร์เสมอ เว้นแต่ผู้ปกครองไทยยุคหลังจะไม่ตระหนักถึงบทเรียนการสงครามในอดีต และพาประเทศหวนคืนสู่วงจรความขัดแย้งใหญ่อีกครั้งในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์

สภาวะเช่นนี้อาจกล่าวเป็นข้อสังเกตในทางยุทธศาสตร์ได้ว่า “สงครามการเมือง” ที่ไม่มีจุดจบคือ จุดเริ่มต้นของ “สงครามภายใน” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออย่างน้อยคงต้องยอมรับว่า การปราบปรามทางการเมืองเป็นเงื่อนไขที่ดีของ “การกบฏ” หรือที่นักการทหารในสำนักคิดสงครามนอกแบบเรียกปัญหาเช่นนี้ว่า “การก่อความไม่สงบ” ที่มักจะมีลักษณะเป็น “สงครามยืดเยื้อ” และปฏิเสธไม่ได้ว่า สงครามเช่นนี้จะเป็นปัจจัยโดยตรงของการบั่นทอนพลังของสังคม สังคมที่มีความแตกแยกระยะยาวไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งได้

การใช้กำลังของของสายเหยี่ยวในการเมืองไทยวันนี้ อาจจะทำให้ผู้นำรัฐบาลและบรรดาผู้นำปีกขวาในการเมืองไทยมีความมั่นใจอย่างมากว่า พวกเขาสามารถจัดการกับผู้เห็นต่างได้ไม่ยากนัก

แต่ดูเหมือนพวกเขาอาจจะไม่ตระหนักว่า การใช้กำลังอย่างเกินความจำเป็นจะนำไปสู่สงครามการเมืองที่ยืดเยื้อ และพาประเทศเข้าไปติด “กับดักความขัดแย้ง”

ที่สุดท้ายแล้ว อนาคตของประเทศจะมีแต่ความขัดแย้งที่รออยู่เบื้องหน้า โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งชุดนี้เป็น “กบฏเยาวชน”!