ศึกอภิปราย-โหด-แรง-หนัก เสร็จศึกสางแค้น/ลึกแต่ไม่ลับ จรัญ พงษ์จีน

จรัญ พงษ์จีน

ลึกแต่ไม่ลับ

จรัญ พงษ์จีน

 

ศึกอภิปราย-โหด-แรง-หนัก

เสร็จศึกสางแค้น

 

1.ระเบิดขึ้นแล้ว ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล ลุยนำร่องโดย “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ตามโปรแกรมวางตัวผู้อภิปรายเอาไว้ 34 คน จาก “เพื่อไทย” 19 คน “ก้าวไกล” 6 คน “เสรีรวมไทย” 3 คน ที่เหลือให้โควต้าพรรคเล็ก ได้เวลาในการกินโต๊ะ 40 ชั่วโมง นับหนึ่งตั้งแต่ภาคเช้าวันที่ 31 สิงหาคม ปิดเกมก่อนเที่ยงคืนวันที่ 3 กันยายน เป็นศึกซักฟอกครั้งที่ 3 ที่พรรคฝ่ายค้านรุมชำแหละรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

2. คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 คำรบที่ผ่านมา ถูกเย้ยหยันถากถาง สร้างเสียงหัวเราะเยาะว่า “มวยล้มต้มคนดู” สร้างจิตอารมณ์ด้านลบ แต่คาบนี้ไม่น่าจะกเฬวรากซ้ำซาก สะท้อนผ่านข้อกล่าวหา “พล.อ.ประยุทธ์” ที่เขียนไว้ในญัตติ โหด แรง หนักสุด-สุด เกินคำบรรยายในพจนานุกรม อาทิ “พล.อ.ประยุทธ์เป็นโรคคลั่งอำนาจ”

3. มีความผิดปกติเกิดขึ้นกลับเป็นในสัดส่วนของ “พรรคร่วมรัฐบาล” เริ่มตั้งแต่ก่อนที่ฝ่ายค้านลงมติคัดกรอง “ผู้ถูกอภิปราย” ก๊อกสุดท้าย “2 ผู้ยิ่งใหญ่” จากพรรคพลังประชารัฐ ล็อบบี้ ยื่นหมูยื่นแมวกับแกนนำเพื่อไทย (บางคน) ขอตัดตอนชื่อ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ กับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ ท่ามกลางความไม่พอใจของ “พรรคก้าวไกล” ที่มองว่า มีการสมคบคิดร่วมกันระหว่าง “เพื่อไทย” กับ “พปชร.” ที่จะใช้วาระศึกซักฟอกครั้งนี้ ถล่มป้อมค่าย “บิ๊กตู่” ให้ล้มละลายทางเกียรติยศ จนเกิดจุดเปลี่ยนทางการเมือง

“พล.อ.ประยุทธ์” ไม่มีทางเลือกอื่น ม่อยกระรอก ต้องก้าวลงจากหลังเสือด้วยความจำนนแล้ว “พล.อ.ประวิตร” ในฐานะหัวหน้า พปชร. แม้ไม่ได้อยู่ใน “บัญชีชื่อนายกฯ” ที่พรรคการเมืองเสนอ แต่สามารถตีวิถีโค้งมาตาม “ช่องทางที่ 2” ใช้เสียง 2 สภารวมกันเกินสองในสาม โดยปรับเปลี่ยนสูตรผสมใหม่ “ป้อม 1” ประกอบด้วย พปชร.+เพื่อไทย+ส.ว.

4. หลัง “ปิดดีล” หั่นชื่อ “พล.อ.ประวิตร” กับ “ร.อ.ธรรมนัส” ออกจากศึกซักฟอกเรียบร้อยสมประสงค์ คนที่แกร่งกว่าย่อมได้สิ่งที่ต้องการ มีการไหว้วานยืมมือฝ่ายค้าน ยัดชื่อ “นายสุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กับ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้ามาเสียบแทน

กรณีเงื่อนไข ข้อแรก มีอุปสรรค คือ ฝ่ายค้านฆ่า “บิ๊กตู่” ไม่ตาย แค่ราคาคุยเหมือนศึกซักฟอกครั้งที่ 1 และ 2 แต่อย่างน้อยๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง สถานการณ์จะบีบบังคับให้ดำเนินต่อไป

กล่าวคือ จะมีการโหลดเตี้ย ให้คะแนนเสียง “ไว้วางใจ” พล.อ.ประยุทธ์กับ 2 รัฐมนตรีจาก พปชร.คะแนนออกมา “น้อยกว่า” ผู้ถูกอภิปรายรายอื่นๆ ไม่ว่า “นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรและสหกรณ์ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข และ “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม ส่งสัญญาณเตือนไม่ให้เหลิงลม

 

5.รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีฐานเสียงสนับสนุน 19 พรรค ประกอบด้วย “พปชร.” 118 เสียง “ภูมิใจไทย” 61 เสียง “ประชาธิปัตย์” 48 เสียง “ชาติไทยพัฒนา” 12 เสียง “รวมพลังประชาชาติไทย” 5 เสียง “เศรษฐกิจใหม่” 5 เสียง “พลังถิ่นไท” 4 เสียง “ชาติพัฒนา” 3 เสียง ที่เหลือเป็น “พรรคขนาดเล็ก” รวมทั้งหมด 270 เสียง โดยประมาณ เกินครึ่งหนึ่งอยู่เกือบ 30 ที่นั่ง จากจำนวน ส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ “เท่าที่มีอยู่”

แผนตลบหลังเพื่อเปิดปฏิบัติการ “สั่งสอน” ให้ “พล.อ.ประยุทธ์” รู้ซึ้งในรสชาติการเมือง ไม่ใช่นั่งไขว้ห้างเสวยสุข ชี้นิ้วด่ากราด ไม่เคยลงมาดูดำดูดี มองไม่เห็นหัวลูกพรรค กรณีที่แผนที่ 1 ไม่บรรลุ

ก็จะได้อานิสงส์ในเงื่อนไขที่สอง นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงภายใน พปชร. โดยเก้าอี้เป้าหมายอยู่ที่ 3 ตำแหน่ง “ว่าการ” จาก “รมว.แรงงาน-รมว.ดิจิทัลฯ” และ “รมว.ศึกษาธิการ” ของ “ตรีนุช เทียนทอง” ที่ล้วนเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ ซึ่งความผูกพันกับเพื่อน ส.ส.ร่วมพรรค ไม่ค่อยมีสับปะรดขลุ่ย หลังได้รับตำแหน่ง

บุคคลที่ยืนรอพร้อมขึ้นลิฟต์ หาก 3 คนข้างต้นโดนเชือด จะมาจาก “ก๊วน 4 ช.” ประกอบด้วย 1. “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เลขาธิการพรรค ผู้มากบารมีในเวลานี้ 2. “นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ” รมช.คมนาคม 3. “นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์” รมช.แรงงาน และ 4. “นายสันติ พร้อมพัฒน์” รมช.คลัง

ที่เวลานี้ต้องซูฮกว่า ขุมกำลังของ “กลุ่ม 4 ช.” มีเหลือเฟือ ฐานกำลังมากที่สุดในพรรค แต่ตำแหน่งแห่งหนที่ได้รับกลับต่ำต้อยกว่าสถานะ แค่ “รัฐมนตรีช่วย”

ถือว่าลักลั่น

โดยเฉพาะ “ผู้กองมนัส” ดังที่รู้ๆ กันอยู่ สวมหมวกหลายใบ คนสนิทที่ “พล.อ.ประวิตร” ไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุดชั่วโมงนี้ เป็นเลขาธิการพรรคแกนนำ บารมีเหลือจะกล่าว มีผู้สนับสนุนทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น การได้ตำแหน่งนั่งแค่ “รมช.” ระดับอะไหล่เสริม หรือสินค้าเซียงกง ไม่สมสถานะ บางคนมองว่า เยี่ยมทุกองค์ประกอบขนาดนี้ พอดีเสื้อกับ “มท.1” แทน “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” จึงจะเหมาะ

6. ก่อนศึกซักฟอกจะระเบิดเถิดเทิงไม่กี่ชั่วยาม “พล.อ.ประยุทธ์” ได้รับข่าวสารถึงการขับเคลื่อนอย่างลับๆ ของ “คน พปชร.” รู้แจ้งแทงทะลุชื่อเสียงเรียงนาม-แผนเปลี่ยนขั้ว-ดัน พล.อ.ประวิตรขึ้นนั่งเบอร์ 1 ตึกไทยคู่ฟ้าตามช่องทางที่ 2

ถึงกับลมออกหู โทรศัพท์สายตรงไปคุยกับ “พี่ป้อม” โดยพลัน รู้แกวหมดขนาดว่า ช่วงโหวตไว้วางใจ 6 รัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย จะทำให้เสียหน้า โดยคะแนน “พล.อ.ประยุทธ์” จะออกมาไว้วางใจน้อยกว่า “อนุทิน-ศักดิ์สยาม-เฉลิมชัย”

จะชนะแค่ “สุชาติ-ชัยวุฒิ” ย้ำว่า “เพียงเล็กน้อย”

ตามมารยาททางการเมือง 3 พรรคใหญ่ คือ “พลังประชารัฐ-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์” จะบล็อกโหวต คุมเข้มเสียงไม่แตกแถวแน่นอน แต่จะตีวิถีโค้งไปใช้บริการ “13 พรรคเล็ก” ที่อยู่นอกเหนือการคอนโทรลเป็นเครื่องทุ่นแรง เพราะ “พรรคเล็กบางส่วน” อยู่ในอาณัติควบคุมของแกนนำ พปชร.บางคน ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงมาตลอด

7. “พล.อ.ประวิตร” ในฐานะหัวหน้า พปชร.จึงกดปุ่มเรียกแกนนำระดับหัวหน้ามุ้ง ซุ้ม รัฐมนตรีในสังกัดทั้งหมดประชุมฉุกเฉิน แต่เกรงกองทัพผู้สื่อข่าว แทนที่จะใช้ที่ทำการพรรค กลับเชิญลับมาใช้บริการที่บ้านป่ารอยต่อฯ เมื่ออยู่กันพร้อมหน้า “บิ๊กป้อม” ได้อ่านข้อความไลน์ที่ “บิ๊กตู่” ระบายมาให้ทุกคนฟัง

“ไอ้เสือ” เลยพากันล่าถอย

8. แคแร็กเตอร์ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ไม่ค่อยนิยมให้ใครกดดัน หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจจะมีมหกรรมสางแค้น

ปืนจะลั่นโดนใครมั่ง โปรดติดตามกันตาอย่ากะพริบ ยี่ห้อ “บิ๊กตู่” ไม่มีโดนฟรี

บทความก่อนหน้านี้อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ : นักปฏิบัติการศิลปะแสดงสดอันยาวนาน และยากลำบากสุดขั้ว
บทความถัดไปกลับไม่ถึง ‘มโนธรรม’/เมนูข้อมูล นายดาต้า