เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ : คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 

คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง

 

ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุเขียนนิยาม “คนดี” ไว้ตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ 24 มีนาคม 2495 ด้วยหัวเรื่องและข้อความอธิบายไว้ดังนี้

คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง

“ในโลกนี้จะให้ลัทธิไหนครองโลกไม่สำคัญ ขอแต่ให้คนดีก็พอแล้ว

คนดี เผด็จการก็เผด็จไปในทางดี นำไปสู่ความดีและความเจริญอันแท้จริง

คนดี เป็นประชาธิปไตย ก็พร้อมเพรียงกันทำดีได้จริง โดยไม่ต้องสงสัย

แต่ถ้าคนชั่วแล้ว แม้จะเป็นประชาธิปไตย ก็มีแต่จะ ‘นอนหาความสำราญ’ กันทั่วไปหมด ในที่สุดก็ล่มจม

ฉะนั้น ขอแต่ให้คนดีอย่างเดียวก็แล้วกัน จะซ้ายจัดหรือขวาจัดย่อมใช้ได้ทั้งนั้น

ธรรมะในศาสนาเท่านั้นที่จะทำให้คนดี หาใช่ลัทธิการเมืองแต่ลัทธิใดไม่เลย”

 

ถึงปีนี้นับได้เกือบเจ็ดสิบปีแล้ว นิยามความของการเป็นคนดี ก็ดูจะยังเป็นหลักอยู่

จำเพาะย่อหน้าที่ว่า

“คนดี เผด็จการก็เผด็จไปในทางดี นำไปสู่ความดี และความเจริญอันแท้จริง”

ท่านอาจารย์พุทธทาสเหมือนจะนำมาขยายความทำนองว่า เผด็จการในลักษณะนี้อาจเรียกเป็นการ “เผด็จงาน” ด้วยมุ่งเอาความดีเป็นที่ตั้ง เป็นเป้าหมายเป็นสำคัญ มากกว่าจะมุ่งหมายถึง “โครงสร้างอำนาจ” เป็นสำคัญ ดังนิยามกันอยู่ในปัจจุบัน

น่าสังเกตจากข้อเขียนนี้คือช่วงเวลานั้นมีปรากฏการณ์แบ่งฝักฝ่ายเป็น “ซ้าย-ขวา” กระทั่งเป็น “ซ้ายจัด-ขวาจัด” กันแล้ว

จากซ้าย-ขวา จนกลายเป็นเหลือง-แดง และสลิ่ม วันนี้มองได้สองด้านคือ

ด้านหนึ่ง ลักษณะล้มลุกคลุกคลานของระบอบประชาธิปไตยบ้านเราที่ดูจะยังไม่ไปไหนเลย

อีกด้านคือ นี่แหละคือระบอบประชาธิปไตยของสังคมบ้านเรา ถ้ามองว่าประชาธิปไตยคือเสรีภาพของความขัดแย้ง

เรียกว่ามองแบบ “โครงสร้าง” กับมองแบบ “แยกส่วน”

 

น่าสนใจคือ “คนดี” ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสชี้ชัดว่า

“ธรรมะในศาสนาเท่านั้นที่จะทำให้คนดี หาใช่ลัทธิการเมืองแต่ลัทธิใดไม่เลย”

ตรงนี้ต้องแยกประเด็นระหว่าง “ศาสนา” กับ “ลัทธิการเมือง” ออกเช่นกัน ดังศัพท์นิยามของวิทยาศาสตร์สังคมเรื่องสัจธรรมสัมพัทธ์ กับสัจธรรมสัมบูรณ์

ศาสนาและ “ธรรมะในศาสนา” นั้นเป็นสัจธรรมสัมบูรณ์ ส่วนลัทธิการเมืองนั้นเป็นสัจธรรมสัมพัทธ์

เหมือนการเปรียบเทียบที่ว่า

การมีอยู่ของดวงอาทิตย์นั้นเป็นสัจธรรมสัมบูรณ์ ส่วนการไม่มีอยู่ของดวงอาทิตย์ในเวลากลางคืนนั้นเป็นสัจธรรมสัมพัทธ์

คือความจริงนิรันดร์ กับความจริงชั่วคราว

ศัพท์ทางธรรมเรียกว่า สัจธรรมกับธรรมสัจจะ สัจธรรมคือสิ่งเป็นจริง ธรรมสัจจะคือความจริงของสิ่งหรือความจริงจำเพาะของสิ่งหนึ่งๆ

เพราะฉะนั้น คนดีด้วยการปฏิบัติธรรมในศาสนานี่แหละเป็นคนดีจริงตามหลักสัจธรรมสัมบูรณ์

ผิดจากนี้ก็อาจเป็นคนดีจำเพาะเรื่องจำเพาะราว จำเพาะส่วนตามหลักสัจธรรมสัมพัทธ์ หาใช่คนดีโดยสัมบูรณ์ไม่

ซึ่งเวลานี้คนดีประเภทหลังคือดีจำเพาะเรื่องจำเพาะส่วนนี้มีมากมายจนแทบจะกลายเป็นหลักเป็นมาตรฐานของการนิยามความหมายถึง “คนดี” ไปทั้งโลกแล้วด้วยซ้ำ ดังคำว่า “ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อม”

แม้เราเองนี่ก็เถิด หากมองอย่างเพ่งโทษกันแล้วก็จะเห็นความด่างพร้อยอยู่เต็มไปหมด ได้แต่ปลอบใจว่า ใครๆ เขาก็เป็นกันอย่างนี้ คือ

มีดีบ้าง ชั่วบ้าง ช่างหัวมัน

 

ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงสรุปเป็นกลอนว่า

เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา

จงเลือกเอาส่วนดีเขามีอยู่

เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู

ที่ส่วนชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย

ส่วนธรรมะในศาสนาที่ทำให้เป็นคนดีนั้น ว่าที่จริงก็ต่างกันไปในแต่ละศาสนา ที่ต่างมีจุดมุ่งหมายในแต่ละคำสอน จำเพาะพุทธศาสนานั้นมีเป้าหมายที่ความดับทุกข์เป็นสำคัญ ดังศัพท์ว่า “นิพพาน” คือความดับเย็นโดยมุ่งไปที่สภาวะจิตนั้น

นี้เป็นเป้าหมายเบื้องต้น เป้าหมายต่อไปคือ ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ด้วย

ดับทุกข์ที่ตนและดับทุกข์ที่ผู้อื่นด้วย

นี่ดูจะเป็นเป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนาคือเรื่อง “ดับทุกข์”

สรรพธรรมทั้งหลายล้วนมุ่งไปที่เป้าหมายนี้

การปฏิบัติธรรมทั้งหลายล้วนทำคนให้เป็น “คนดี” ด้วยกันทั้งสิ้น

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ท่านได้วิสัชชนาเรื่องนี้ดั่งความตอนหนึ่งที่น่าสนใจคือ

“…เดี๋ยวนี้คำว่า ‘ปฏิบัติธรรม’ เป็นคำหนึ่งที่กำลังมีความหมายเพี้ยนไป และเป็นเครื่องแสดงด้วยว่าวัฒนธรรมของไทยในปัจจุบัน มีอะไรๆ ที่กำลังผันแปรไปอีก

คำว่า ‘ปฏิบัติธรรม’ นี้คืออะไร ปฏิบัติธรรมก็คือการนำเอาธรรมมาใช้มาปฏิบัติ เรามาทำงาน ถ้าทำงานด้วยใจ รักงาน ก็เรียกว่ามี ‘ฉันทะ’ ทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียรก็เรียกว่ามี ‘วิริยะ’ ทำงานด้วยความเอาใจใส่รับผิดชอบก็เรียกว่ามี ‘จิตตะ’ ทำงานด้วยการใช้ปัญญา ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ หาทางแก้ไขตรวจสอบทำให้งานดียิ่งขึ้น พิจารณาข้อยิ่งข้อหย่อนในการงานนั้น มีการตรวจตราวัดผลต่างๆ ก็เรียกว่ามี ‘วิมังสา’ ถ้าทำครบ 4 อย่างนี้ ก็เรียกว่าทำงานด้วย ‘อิทธิบาท 4′”

และนี่คือ “การปฏิบัติธรรม” ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเป็น “คนดี” ตามหลักธรรมในพุทธศาสนา

ปัญหาของสังคมวันนี้เป็นดังคำท่านผู้รู้ว่าไว้โดยใจความว่า สังคมเลววันนี้ มิใช่เพราะมีคนดีน้อย มีคนชั่วมาก หรือคนทำดีน้อยกว่าคนทำชั่ว หากสังคมเลววันนี้ มันเกิดขึ้นจากการที่คนในสังคมไม่รู้ว่า

อะไรดี อะไรชั่ว

ทำดี ดี

มีกวีวรรคทอง อยู่สองวรรค

ให้ตระหนักลึกซึ้งถึงความหมาย

ว่า “…น้ำยังหลั่งไหลลอดใต้ทราย

เดือนยังหงายกลางป่าลับตาคน”

คือ “น้ำลอดใต้ทราย” ค่อยไคลคลา

กับ “เดือนหงายกลางป่า” เวหาหน

วิถีแห่งธรรมดา มาบันดล

ดังไกกลจักรวาล บันดาลเป็น

ไปตามกฎตามเกณฑ์ ตามเป็นไป

ไม่ต้องคอยให้ใครมาแลเห็น

เหมือนทำดีทำไป ไม่วายเว้น

ไม่หวังเด่น หวังดัง หวังสำคัญ

ทำความดี ย่อมดี อยู่ที่ทำ

ไม่ต้องนำคำว่า “ได้” มาหมายมั่น

ได้ทำดี ดีแล้ว ก็แล้วกัน

ดีจักบันดาลดี ทุกทีไป

วาทะท่านพุทธทาส กล่าวชัดชี้

ว่าทำดี ไม่ต้องให้ ใครรู้ก็ได้

ไม่ให้รู้แม้ความคิด ที่คิดไว้

ที่คิดว่า ไม่ต้องให้ใครรู้นั้น!

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์