2503 สงครามลับ สงครามลาว (41)/บทความพิเศษ พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

บทความพิเศษ

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

 

2503 สงครามลับ

สงครามลาว (41)

การรุกใหญ่ของทหารเวียดนามเหนือในลาวตั้งแต่ พ.ศ.2512 เป็นต้นมานั้น เป็นผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาต่อสถานการณ์ในเวียดนาม

หลังจากประธานาธิบดีนิกสันขึ้นรับหน้าที่เมื่อ 20 มกราคม พ.ศ.2512

พร้อมกับการปฏิบัติตามนโยบายถอนทหารอเมริกันจากเวียดนามใต้ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับคนอเมริกันระหว่างหาเสียง

 

“Vietnamization”

25 กรกฎาคม พ.ศ.2512 ประธานาธิบดีนิกสันได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่เกาะกวม ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งต่อมาจะเรียกกันว่า “Nixon Doctrine”

มีใจความสำคัญว่าสหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือประเทศพันธมิตรที่ถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์รุกรานทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร

แต่จะ “ไม่ส่งทหารอเมริกันเข้าไปช่วยทำสงครามโดยตรง ประเทศที่ถูกรุกรานจะต้องจัดหากำลังทหารป้องกันตนเอง”

ในกรณีของเวียดนาม ความหมายคือ สหรัฐอเมริกาจะถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนาม แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้รบกันเอง (Vietnamization) โดยสหรัฐอเมริกาจะยังคงให้ความช่วยเหลือทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ การฝึก และการเงินต่อไป

ครั้นถึงเดือนสิงหาคม ปีเดียวกันนี้ สหรัฐก็เริ่มทยอยถอนทหารจำนวน 250,000 คนแรกจากจำนวนทหารอเมริกันทั้งสิ้น 543,000 คนที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน พ.ศ.2512

แต่ในทางปฏิบัติ นโยบายของนิกสันที่กล่าวมานี้ มิได้ง่ายๆ เพียงแค่ถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามแล้วจบเรื่อง

เพราะประธานาธิบดีนิกสันยังคงดำรงเป้าหมายที่จะไม่ยอมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้คอมมิวนิสต์ในสมรภูมิเวียดนามใต้

เพื่อศักดิ์ศรีของผู้นำโลกเสรี สงครามเวียดนามจะต้อง “จบลงอย่างมีเกียรติ”

ดังนั้น นิกสันจึงปรับยุทธศาสตร์ใหม่คือมุ่งทำลายเส้นทางโฮจิมินห์ให้จงได้เป็นลำดับแรก

เพราะหากขาดการส่งกำลังบำรุงจากเวียดนามเหนือแล้ว โอกาสที่เวียดนามใต้จะปลอดภัยและสามารถรุกกลับเอาชัยชนะต่อฝ่ายเวียดนามเหนือก็เป็นไปได้

นับตั้งแต่ตรวจพบเส้นทางโฮจิมินห์ในสมัยประธานาธิบดีจอห์นสัน สหรัฐก็ตระหนักถึงความสำคัญของเส้นทางนี้

จากนั้นก็พยายามทำลายและขัดขวางการใช้เส้นทางโฮจิมินห์ของฝ่ายเวียดนามเหนือมาโดยตลอด

ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือก็พยายามป้องกันอย่างสุดชีวิต

ในที่สุดสหรัฐจึงหันมาใช้การโจมตีทางอากาศจนนำมาสู่การใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 แทนการใช้กำลังภาคพื้นดิน โดยเห็นว่าคุ้มค่ากว่า

ขณะเดียวกัน นโยบายที่ควบคู่ไปกับการโจมตีทางอากาศ สหรัฐก็ให้ความสำคัญต่อสนามรบในลาวโดยเฉพาะทุ่งไหหิน เนื่องจากเป็นที่ตั้งส่วนหนึ่งของเส้นทางโฮจิมินห์

สหรัฐได้ร่วมมือกับรัฐบาลไทยส่งกองกำลังเข้าไปในพื้นที่นี้ เป้าหมายคือขัดขวางและ/หรือทำลายเส้นทางนี้โดยตรง

เริ่มจากตำรวจพลร่ม “พารู” ในฐานะที่ปรึกษาทางทหาร ขยายเป็นกองร้อยทหารปืนใหญ่ใน พ.ศ.2507 และจะขยายตัวเป็นหน่วยทหารประจำการระดับกรมผสมใน พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นห้วงเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดีนิกสันกำลังถอนทหารประจำการออกจากเวียดนามดังที่กล่าวมาแล้ว

สรุปภาพรวมของสถานการณ์ทางฝ่ายสหรัฐตั้งแต่ พ.ศ.2512 เป็นต้นมา จึงเป็นดังนี้

1) ในเวียดนาม สหรัฐยังคงดำรงนโยบายถอนทหารอเมริกันอย่างต่อเนื่อง

2) ยกระดับการโจมตีทางอากาศต่อเส้นทางโฮจิมินห์และเป้าหมายสำคัญในเวียดนามเหนือรวมทั้งกรุงฮานอย เพื่อกดดันไปสู่การเจรจายุติสงคราม “อย่างมีเกียรติ”

3) สนับสนุนลาวฝ่ายขวาและกองกำลังลับของไทยเพื่อรักษาพื้นที่สำคัญทุ่งไหหินที่มีเส้นทางโฮจิมินห์สร้างผ่าน

ทั้งสหรัฐและเวียดนามเหนือต่างเร่งขยายความสำเร็จทางการทหารตามความถนัดของแต่ละฝ่ายเพื่อความได้เปรียบในการเจรจาสันติภาพ

 

คนอเมริกันยังคงต่อต้านสงครามเวียดนาม

ในช่วงเวลาแรกของ “Honeymoon Period” เมื่อประธานาธิบดีนิกสันขึ้นสู่ตำแหน่ง และมีการถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามตามที่ให้สัญญาไว้ คนอเมริกันก็รู้สึกโล่งใจ แต่ด้วยนโยบายของนิกสันเองที่ต้องการจะยุติสงครามเวียดนาม “อย่างมีเกียรติ” การปฏิบัติในเวลาต่อมาหลังการถอนทหารชุดแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2512 จึงล่าช้า ทำให้เกิดความไม่พอใจต่อรัฐบาลนิกสันในหมู่คนอเมริกันอีกในเวลาไม่นานนัก

ปลายปี พ.ศ.2512 นี้เอง คนอเมริกันก็เกิดแตกแยกทางความคิดในเรื่องสงครามเวียดนามอย่างรุนแรง ทั้งฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุน

แต่จากการหยั่งเสียงประชามติในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนี้ ปรากฏว่า กว่าหนึ่งในสามของผู้ให้ความเห็นต้องการให้ถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามโดยทันที

ฝ่ายต่อต้านสงครามเวียดนามกำหนด “เส้นตาย” ให้ 15 ตุลาคม 2512 เป็น “Vietnam Moratorium Day-วันยุติสงครามเวียดนาม”

ประชาชนและนักศึกษาจาก 1,000 กว่ามหาวิทยาลัยและวิทยาลัย จำนวนกว่า 1.5 ล้านคนได้ผละงานและการเรียนเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมประท้วงสงครามทั่วประเทศ

ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประชาชนกว่าแสนคนร่วมชุมนุมเพื่อฟังวุฒิสมาชิก เอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้ และจอร์จ แม็กโกเวิร์น ปราศรัยต่อต้านสงครามเวียดนาม

และเดือนถัดมา ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ประชาชนกว่า 250,000 คนได้เดินขบวน “March Against Death-เดินต่อต้านความตาย” ที่หน้าอนุสาวรีย์วอชิงตัน

 

ไทยยังคงเป็นมิตรที่ดี

พ.ศ.2512 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทั้งในเวียดนาม และในสังคมอเมริกันรัฐบาลไทยยังคงให้ความร่วมมือกับสหรัฐอย่างเต็มที่ ทั้งการส่งกำลัง “กองพลเสือดำ” ไปร่วมรบในเวียดนาม ขณะที่กองร้อยทหารปืนใหญ่ “เอสอาร์” จากไทยก็ยังคงปักหลักปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนฝ่ายรัฐบาลลาวอย่างเต็มกำลังความสามารถที่ “เมืองสุย” จุดยุทธศาสตร์สำคัญชายขอบทุ่งไหหิน

ในสหรัฐอเมริกา แม้ประธานาธิบดีนิกสันจะดำเนินการตามแผนการถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามใต้อย่างเป็นรูปธรรมแล้วก็ตาม แต่การกดดันจากสังคมอเมริกันซึ่งไม่ไว้วางใจยังคงรุนแรงเข้มข้น

ทำให้ประธานาธิบดีนิกสันต้องเร่งรัดการถอนกำลังทหารให้รวดเร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มความถี่ในการทิ้งระเบิดทางอากาศต่อเป้าหมายเส้นทางโฮจิมินห์และในดินแดนเวียดนามเหนือ ควบคู่ไปกับการยกระดับการปฏิบัติการของทหารไทยในสงครามลาวให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

การต่อต้านสงครามของคนอเมริกัน ทำให้เวียดนามเหนือได้ประโยชน์ทางการเมืองอย่างยิ่ง ส่วนในทางการทหารนั้น เวียดนามเหนือก็ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากโซเวียตและจีน

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยในยุคของประธานาธิบดีนิกสันจากการต่อต้านสงครามของชาวอเมริกัน เวียดนามเหนือจึงเร่งยกระดับการกดดันทางด้านการทหารในเวียดนามใต้

ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเส้นทางโฮจิมินห์และพื้นที่ยุทธศาสตร์ทุ่งไหหินในลาวควบคู่ไปด้วย

 

เพิ่มทหารประจำการไทยในลาว

ในสมรภูมิลับลาว เวียดนามเหนือซึ่งไม่เคยยอมรับความเกี่ยวข้อง เปิดฉากการรุกใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2512 โดยมีการใช้รถถังซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายสังคมนิยมเป็นครั้งแรก จนทหารปืนใหญ่ไทย กองร้อย เอสอาร์ 8 ต้องถอนตัวจากเมืองสุย

ทำให้เวียดนามเหนือสามารถควบคุมพื้นที่ทุ่งไหหินไว้ได้อย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จ

เสถียรภาพของเส้นทางโฮจิมินห์จึงมั่นคงสำหรับเวียดนามเหนือ

ขณะที่สหรัฐและรัฐบาลลาวมองว่าเป็นการคุกคามเวียงจันทน์โดยตรง