เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ : กองทัพล่องหน

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 

กองทัพล่องหน

 

มีประโยคดีๆ จากหนังหลายเรื่อง อย่างเช่น

“…คือมะเร็งร้ายที่หล่อหลอมโซ่ตรวนมาล่ามล้อมเรา…”

เปรียบสถานการณ์วันนี้ก็คือ โควิดนี่แหละกำลังหล่อหลอมโซ่ตรวนมาล่ามล้อมเรา

ประโยคนี้จากหนังเรื่อง “อัศวินคนสุดท้าย”

และจากเรื่องเดียวกัน

“ลูกผู้ชายทุกคนเกิดมาพร้อมเกียรติยศ ไม่มีใครพรากไปจากเราได้ และไม่มีใครให้เราได้…

“…คืนเสียงให้ประชาชน คืนจิตวิญญาณให้แผ่นดิน”

นี่ก็อีกเหมือนสถานการณ์บ้านเราวันนี้ที่สองเรื่องสองวิกฤตซ้ำซ้อนกัน คือขณะโควิดกำลังขวิดเหวอะ การเมืองก็กำลังร้อนฉ่าทั้งในสภาและบนถนนกลางเมืองหลวง

ทั้งโซ่ตรวนและหนามแหลม

 

อ่านคำปราศรัยของนาย Kaguta Museveni ประธานาธิบดีประเทศยูกันดา ซึ่งกล่าวไว้ในช่วงโควิด ดังนี้

“ในสถานการณ์สงครามไม่มีใครขอให้คุณอยู่ในบ้าน คุณเลือกอยู่ข้างในด้วยตัวคุณเอง และถ้าคุณมีห้องใต้ดินคุณก็จะซ่อนตัวอยู่ที่นั่น ตราบเท่าที่สงครามยังอยู่

ในระหว่างสงคราม คุณไม่เคยเรียกหาอิสรภาพของคุณแต่คุณยอมปล่อยมันผ่านไป เพื่อแลกกับการอยู่รอด

ในช่วงสงครามคุณไม่บ่นเรื่องความหิว คุณจะแบกรับความหิวโหย และอธิษฐานขอให้คุณมีชีวิตอยู่เพื่อกินอีกครั้ง

ในระหว่างสงครามคุณไม่เคยเรียกร้อง ในการเปิดธุรกิจของคุณ คุณจะปิดร้านค้าของคุณ (ถ้าคุณมีเวลา) และวิ่งหนีเพื่อชีวิตของคุณ คุณจะสวดภาวนาเพื่อให้อยู่รอด เพื่อคุณจะได้กลับไปทำธุรกิจของคุณ (นั่นคือถ้ามันไม่ได้ถูกปล้น หรือถูกทำลายด้วยระเบิด)

ในระหว่างสงครามคุณจะรู้สึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองที่คุณได้เห็นวันใหม่ในดินแดนแห่งชีวิต

ในช่วงสงครามคุณไม่กังวลกับการที่ลูกๆ ของคุณไม่ได้ไปโรงเรียน คุณภาวนาให้รัฐบาลไม่บังคับกะเกณฑ์ให้เป็นเหมือนทหารที่ได้รับการฝึกฝนในสถานศึกษาที่ตอนนี้กลายเป็นค่ายทหาร

ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในภาวะสงคราม สงครามที่ไม่ใช้ปืนและกระสุน สงครามที่ไม่มีทหาร สงครามที่ไร้พรมแดน สงครามที่ไม่มีข้อตกลงหยุดยิง สงครามที่ไม่มีโซนศักดิ์สิทธิ์

กองทัพในสงครามนี้ไม่มีความปรานี มันเป็นสิ่งที่ปราศจากความเมตตา มันไม่เลือกว่าจะเป็นเด็กหรือผู้หญิง หรือศาสนสถาน กองทัพนี้ไม่สนใจผลพวงความเสียหายจากสงคราม มันไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ไม่สนใจเกี่ยวกับแหล่งแร่ที่อุดมสมบูรณ์ใต้ผืนดิน มันไม่ได้สนใจที่อยากจะเป็นเจ้าโลก หรือเรื่องราวทางศาสนา เชื้อชาติ หรืออุดมการณ์ ความทะเยอทะยานของมันไม่เกี่ยวอะไรกับเชื้อชาติ มันเป็นกองทัพล่องหน ที่โหดเหี้ยมและทรงพลังมีประสิทธิภาพ

สิ่งเดียวที่มันต้องการคือการเก็บเกี่ยวความตาย มันจะหยุดก็ต่อเมื่อทำลายโลกได้เป็นวงกว้าง และมันสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้โดยไม่ต้องสงสัย แม้มันจะปราศจากเครื่องจักรสะเทินน้ำสะเทินบก และยานอวกาศ แต่มันมีฐานทัพในเกือบทุกประเทศทั่วโลก ทั้งการเคลื่อนไหวของมันก็ไม่ได้ควบคุมโดยอนุสัญญาสงครามหรือข้อตกลงใดๆ ในระยะสั้น มันเป็นกฎหมายในตัวเอง มันคือโคโรนาไวรัสที่รู้จักกันในนาม COVID-19 (เพราะมันเริ่มการทำลายล้างในปี 2019)

โชคดีที่กองทัพนี้พอจะมีจุดอ่อน และเราสามารถเอาชนะได้ เพียงแค่ความร่วมแรงร่วมใจ มีวินัย และอดทนของพวกเรา

COVID-19 ไม่สามารถอยู่รอดได้ ในการรักษาระยะห่างทางสังคมที่มีวินัยและการรักษาระยะห่างทางร่างกาย มันยอมจำนนต่อคนที่มีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี มันทำอะไรคุณไม่ได้ เมื่อคุณกำหนดชะตากรรมของคุณด้วยมือของคุณเอง โดยรักษาสุขอนามัยให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้

นี่ไม่ใช่เวลาที่จะร้องไห้เพื่อร้องขออาหารเหมือนเด็กๆ ที่เอาแต่ใจตัวเอง

ท้ายที่สุด คำสอนพุทธศาสนาในโลก บอกเราว่ามนุษย์ไม่ใช่อยู่เพื่อกินเพียงอย่างเดียว เราควรเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เรามาทำให้สถิติการติดเชื้อ COVID-19 ลดลง เราต้องมีความอดทนมาเป็นผู้ดูแลพี่น้องของเรากัน

ในเวลาไม่นานนัก เราจะได้รับอิสรภาพ ทำให้องค์กรและสังคมตามปกติจะกลับคืนมา…”

 

ได้สังเขปความจากคำปราศรัยของประธานาธิบดีประเทศยูกันดา เป็นกลอนประกอบไว้ดังเสนอไว้นี้แล้ว

น่าวิตกคือวิกฤตซ้อนวิกฤตในบ้านเราที่เวลานี้เพิ่มความร้อนร้ายและรุนแรงมากขึ้นทั้งโรคห่าโควิดและโรคห่าหอกการเมือง

ล้วนระดมล่ามล้อมและทิ่มแทงสังคมไทยอยู่ในวันนี้

เสมือนสองสนามรบที่มีทั้ง “กองทัพล่องหน” ดังคำปราศรัย และกองทัพขบวนประท้วงที่มีเป้าหมายดังประโยคจากหนัง “อัศวินคนสุดท้าย” ดังยกมาข้างต้นคือ

“คืนเสียงให้ประชาชน คืนจิตวิญญาณให้แผ่นดิน”

มีประโยคชวนคิดจากหนังเรื่องอนาคอนดาอีกเรื่องคือ

“บางครั้งคนเราก็ทำผิด เพื่อเหตุผลที่ถูก”

ที่ชวนคิดคือ เหตุผลที่ถูกกับเหตุผลที่ถูกต้องนั้นคืออะไร

ที่ถูก กับที่ถูกต้อง