จาก WFH เป็น DFH ไทยจะยืนอยู่ข้างหลัง/เหยี่ยวถลาลม

เหยี่ยวถลาลม

 

จาก WFH เป็น DFH

ไทยจะยืนอยู่ข้างหลัง

 

“ผู้ที่หลอกลวงจะพบผู้ที่ยอมให้ตนเองถูกหลอกลวงอยู่เสมอ” นิกโคโล มาเคียเวลลี ว่าเอาไว้ราว 500 ปีมาแล้ว

การหลอกลวงเป็นศิลปะของผู้ปกครอง!

เดือนพฤษภาคม 2564 ครบ 7 ปีที่ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นั่งบริหารประเทศ

ตั้งแต่เป็น “หัวหน้า คสช.” จนมาเป็น “นายกรัฐมนตรี” ของพลังประชารัฐ 7 ปี ใครว่า “ไม่นาน”

“วาทกรรม” ในเนื้อเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ที่เคยกระหึ่มภายหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ในท่อนที่ว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” จึงไม่ต้องตีความว่ามีจุดหมายอันใด

 

หลังเลือกตั้งปี 2562 อดีตผู้นำรัฐประหารกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีตามแผน และเมื่อสองปีล่วงผ่านไป จากกรกฎาคม 2562-กรกฎาคม 2564 “ทีดีอาร์ไอ” ก็ประเมินผลงานกลางเทอม เน้นเฉพาะด้านควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ความว่า การตัดสินใจและดำเนินนโยบายของรัฐบาลผิดพลาดทำให้ประเทศชาติสูญเสียโอกาส และรัฐบาลนี้ก็มีส่วนทำให้เกิดการระบาดรอบใหม่ในวงกว้างพาประเทศกลับเข้าสู่วิกฤตอีกครั้ง

ที่ “ทีดีอาร์ไอ” ยังไม่ได้ประเมินคือ ตั้งแต่ประเทศมีนายกรัฐมนตรีชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มานี้ ตัวเลขคนจนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ช่องว่างระหว่างจนกับรวยถ่างห่างออกไปอีกเท่าใด

เผชิญกับวิกฤตโควิด-19 มาปีครึ่งจนถึงวันนี้ “ประยุทธ์” ก็ยังไม่รู้จุดอ่อนข้อบกพร่อง รวบอำนาจบริหารจัดการและสั่งการอย่างไร้ทิศทาง ดังจะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2563 ที่ประยุทธ์เคยโอ่อ่าว่า “องค์การอนามัยโลกยอมรับประเทศไทยในฐานะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในโลกตัวอย่างหนึ่งของการรับมือกับโควิด-19 และเราได้ลงนามข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าเพื่อผลิตวัคซีนในประเทศไทย พรุ่งนี้จะมีการลงนามในข้อตกลงเพื่อสั่งซื้อวัคซีนนี้”

แต่ด้วยความสำคัญผิดว่าโควิด-19 ระบาดไม่มาก และ “ไทยเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในโลกตัวอย่างหนึ่ง” รัฐบาลประยุทธ์สั่งจองวัคซีน “แอสตร้าเซนเนก้า” แค่รายเดียว จำนวน 23 ล้านโดส สำหรับฉีดให้กับประชากร 13 ล้านคนซึ่งไม่ได้อิงอยู่กับหลักการ “สร้างภูมิคุ้มกันหมู่” แต่อย่างใด

ณ ราตรีกาลที่คนทั้งประเทศกำลังเคลิ้มไปกับวาทกรรม “ความมั่นคงทางวัคซีน” ของประยุทธ์และคณะนั้น “โควิด-19” ระลอก 2 และระลอก 3 ก็ตามถล่มจนยอดผู้ติดเชื้อและคนตายพุ่งพรวดมากกว่าตัวเลขสะสมมาตลอดทั้งปี 2563

 

แล้วในวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 จู่ๆ ประยุทธ์ก็ประกาศให้ “การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ” พร้อมกับสั่งว่าตั้งแต่มิถุนายนเป็นต้นไป “ฉีดวัคซีนให้ได้เดือนละ 15 ล้านโดส”

ไม่เพียงประยุทธ์นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์รัฐมนตรีกลาโหม ประยุทธ์ ผอ.ศบค. ผู้รวบอำนาจ 31 ฉบับมาไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียว ยังได้ตั้งตัวเป็น “ผอ.ศบค.กรุงเทพฯ และปริมณฑล” อีกตำแหน่ง

แต่วงในเวลานั้นจะร้องไห้ก็ไม่ได้ จะหัวเราะก็ไม่ออก ผู้คนทั่วประเทศลงทะเบียนฉีดวัคซีนป้องกันตายล้นหลาม แต่โรงพยาบาลทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดรวมทั้งศูนย์ฉีดวัคซีนประกาศเลื่อน “ไม่มีกำหนด” หรือจนกว่าวัคซีนจะมา

วัคซีนไม่มา-ไม่ใช่ “ไม่มีวัคซีน”!

ท่ามกลางความคลุมเครือและรัฐบาลลอยตัวอยู่เหนือความบกพร่องนั้น “สยามไบโอไซเอนซ์” โรงงานซึ่งรับจ้างผลิตตกเป็น “จำเลย” รายแรก ในฐานะที่ถูกฝากความคาดหวังว่าจะเป็น “ความมั่นคงทางวัคซีน” ของประเทศไทย

แต่จำเลยก็รอดคำครหาเมื่อ “มาดามแป้ง” ออกมาชี้แจงว่า “สยามไบโอไซเอนซ์” ทำสัญญากับ “แอสตร้าเซนเนก้า” ไม่ใช่รัฐบาลไทย!

“แอสตร้าเซนเนก้า” จึงตกเป็นจำเลยรายถัดมา ฐานมาอาศัยแผ่นดินไทยค้าขาย ในยามวิกฤตเช่นนี้ทำไมไม่เห็นใจ “เจ้าของบ้าน”

นั่นเป็น “จุดเปลี่ยน”

สัญญาระหว่าง “รัฐบาล” กับ “แอสตร้าเซนเนก้า” ที่คล้ายลึกลับดำมืดถูกเปิดออกมาจากผู้บริหาร “แอสตร้าฯ” ให้รู้ทั่วกันว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลประยุทธ์เพิ่งสั่งจองวัคซีนแอสตราเซนเนก้าล็อตคแรก 26 ล้านโดสไปเมื่อมกราคม 2564 และสั่งจองล็อตที่สองไปอีก 35 ล้านโดส เมื่อพฤษภาคม 2564

ขณะที่ไต้หวันจองไปตั้งแต่ “ตุลาคม 2563”

เวียดนาม, ฟิลิปปินส์ และบรูไน จองตั้งแต่ “พฤศจิกายน 2563”

อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และมัลดีฟส์ จองตั้งแต่ “ธันวาคม 2563”

 

เมื่อการขับเคลื่อนภารกิจในภาวะวิกฤตของรัฐบาลไทยมากไปด้วย “ปาก” และ “ขั้นตอนของราชการ” ที่เชื่องช้า ล้าหลัง คำประกาศการฉีดวัคซีนเป็น “วาระแห่งชาติ” ก็แค่ลมปาก

สถิติสะท้อนได้ความจริงว่า ตั้งแต่มิถุนายน-กรกฎาคม จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากวันละ 1,900 คน เป็นวันละกว่า 1 หมื่นคน

ผู้เสียชีวิตเพิ่มจากวันละ 30-50 คน เป็นวันละ 100 คน

ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสม 8 หมื่นคน เพิ่มเป็นเกือบ 4 แสนคน

เสียชีวิตสะสมจาก 450 คน เพิ่มทวีคูณเป็นเกือบ 4,000 คน

แม้จะบริหารผิดพลาดบกพร่องร้ายแรง แต่รัฐบาลนี้ก็ยังกล้าตีฝีปากข่มขู่ผู้คน จะปิดบ้านปิดเมือง ปิดกิจการร้านค้า ที่เดือดร้อนหนักก็เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ลูกจ้าง แรงงานรับจ้างรายวันซึ่งเจ็บหนักยาวกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

ถึงปีนี้ก็หวังกันว่าจะมี “วัคซีน”เหมือนชุดเกราะคุ้มครองป้องกันให้ได้ดำเนินชีวิตที่เป็นปกติ แต่ “วัคซีน” กลับไม่มา

“แอสตร้าเซนเนก้า” ยืนยันว่า เหตุวัคซีนไม่มาเพราะว่ารัฐบาลของคุณสั่งจองเอาไว้น้อย และสั่งจองช้ากว่าประเทศอื่นๆ

วันที่ 13 ตุลาคม 2564 ครบกำหนด 120 วันที่นายกรัฐมนตรีประกาศ “เปิดประเทศ” จะเป็นได้ก็แค่ “ลมปาก”

 

วันนี้ทุกคนเก็บตัว Work From Home (WFH) เพื่อลดความเสี่ยงป่วย เสี่ยงตาย โรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ รับมือไม่ไหว ไม่มีเตียง ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีที่เก็บศพ

ที่ป่วยด้วยโควิด-19 จำนวนไม่น้อยทยอยตายที่บ้าน

เจ็บนี้ไม่จบ ! ไม่ใช่เพราะคนไทยไม่ให้ความร่วมมือ

หายนะนี้เกิดจากวิธีคิด วิธีดำเนินงานของรัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปพิจารณาตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมาแล้วจะพบว่าประเทศไทยถอยหลังในทุกทาง

ลองตั้งสติ ทำใจให้นิ่งแล้วมองไปข้างหน้ายาวๆ สิ…ในอีก 10 ปีข้างหน้า ด้วยความรู้ความสามารถ ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลนี้ “ประเทศไทยจะยืนอยู่ในตำแหน่งใดของอาเซียน”!?!!

บทความก่อนหน้านี้ไม่สู้ก็ ‘อยู่อย่างนี้’/เมนูข้อมูล นายดาต้า
บทความถัดไปเมื่อถนนทุกสายไล่ประยุทธ์! บก.ลายจุด รุกเสนอทางรอดประเทศไทย นายกฯ ต้องรู้จัก ‘สละ’/รายงานพิเศษ