ยานยนต์ สุดสัปดาห์/ลองของ ‘ฮอนด้า แจ๊ซ’ 2017 ปรับโฉมนิดๆ-ยืนราคาเดิม

สันติ จิรพรพนิต

ยานยนต์ สุดสัปดาห์/สันติ จิรพรพนิต/cars@khaosod.co.th

ลองของ ‘ฮอนด้า แจ๊ซ’ 2017
ปรับโฉมนิดๆ-ยืนราคาเดิม

ต้องบอกว่าเป็นความบังเอิญอย่างยิ่งที่ ‘ยานยนต์ สุดสัปดาห์’ นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับค่าย ‘ฮอนด้า’ ติดๆ กันหลายสัปดาห์
เนื่องเพราะหลังจากผมกลับจากงาน ‘ฮอนด้า มีตติ้ง 2017’ ที่ประเทศญี่ปุ่น มาได้ไม่เท่าไหร่ และเริ่มเขียนลงทั้ง ข่าวสด มติชนสุดสัปดาห์ และทำรายการทีวีออนเน็ต ‘โชว์รูม ประชาชื่น’ แพร่ภาพทางเพจข่าวสด โดยแบ่งเป็นหลายตอน ตามความเหมาะสม
ก็ให้ปะเหมาะกับที่ฮอนด้าส่งรถ ‘แจ๊ซ 2017’ รุ่นไมเนอร์เชนจ์ มาให้ทดสอบพอดี
อีกทั้งในมือก็ไม่มีบททดสอบรถหรือรถใหม่ๆ มานำเสนอ จึงตัดสินใจนำแจ๊ซมาเขียนต่อจากงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งนำเสนอ 3 ตอนต่อเนื่องกัน
‘ฮอนด้า แจ๊ซ 2017’ รุ่นไมเนอร์เชนจ์ น่าจะเป็นรถยนต์รุ่นแรก (กระมัง) ที่เปิดตัวผ่านทางโซเชียลมีเดียช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพราะเท่าที่จำได้ไม่คุ้นว่ามีรุ่นไหนทำลักษณะนี้มาก่อน
การปรับเปลี่ยนแม้ถือว่าค่อนข้างน้อยแต่ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากฮอนด้ายังยืนราคาขายเท่าเดิมนั่นเอง
และเป็นจังหวะที่บังเอิญเช่นกันที่ได้ซัดยาวๆ เพราะวันเดียวกับที่รถส่งมาถึงมือ มีธุระต้องเดินทางไป จ.สระบุรี ในช่วงสุดสัปดาห์
 จึงถือโอกาสทดสอบแบบยาวๆ เพราะทราบว่าก่อนหน้านี้ฮอนด้าจัดทดสอบแบบกลุ่มแต่เน้นเส้นทางในเมืองมากกว่า

คันที่ได้มาเป็นรุ่นท็อปหรือ ‘อาร์เอส พลัส’ (RS+) ซึ่งเสริมเข้ามาแทนของเดิม
แจ๊ซ อาร์เอส มีความต่างจากรุ่นปกติเล็กน้อย ที่เห็นชัดสุดคือกระจกมองข้างที่ใช้สีดำ จากรุ่นเดิมเป็นสีเดียวกับตัวรถ
ขณะที่กันชนหน้า-หลัง ปรับใหม่ดูสปอร์ตขึ้น เช่นเดียวกับกระจังหน้าเป็นแถบขนาดใหญ่สีดำเปียโนแบล๊ก พร้อมตัวอักษร ‘RS’
ที่โดดเด่นขึ้นคือไฟหน้าแบบ LED ออกแบบภายในโคมคล้ายๆ กับ ‘ซีวิค แฮทช์แบก’ เทอร์โบ เพิ่มไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light – DRL) แบบ LED เป็นเส้นอยู่ใต้โคม
ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว เป็นยางแก้มต่ำเพื่อความสปอร์ตและเต็มซุ้มล้อพอดี แต่แน่นอนว่าเมื่อได้ยางแก้มต่ำมาต้องแลกกับความนุ่มนวลที่น้อยลง
ส่วนเส้นสายด้านข้างเหมือนเดิม
เช่นเดียวกับด้านในถือว่าปรับเปลี่ยนไม่มากนัก ที่ชัดเจนคือเบาะนั่งแบบผ้าลายใหม่ เดินด้ายส้มเส้นคู่ หน้าจอสั่งงานแบบทัชสกรีนที่ควบคุมเครื่องเสียงและส่งภาพจากกล้องมองหลัง ลดขนาดลงเหลือ 6.8 นิ้ว โดยของเดิมอยู่ที่ 7 นิ้ว ถือว่าแทบไม่มีผลต่อการมอง
ฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ยังเหมือนเดิม เชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย (Bluetooth) รองรับการเชื่อมต่อภาพและเสียงผ่าน HDMI และยูเอสบี
ช่องใส่ของกระจุกกระจิกเยอะเหมือนเดิม รุ่นอาร์เอส เพิ่มกล่องเก็บแท็บเล็ตให้มาด้วย
 ขณะที่จุดวางแก้วน้ำใส่มาเยอะไปไหนถึง 9 จุด รวมไปถึงที่หน้าช่องแอร์ด้านขวาของคนขับเพื่อรักษาความเย็นของเครื่องดื่มนานขึ้น

ทริปนี้ไปกันเกือบเต็มความจุคือ 4 คน เช็กลมยางให้ได้มาตรฐานโดยผมเลือกที่จะเติมลมแบบขับคนเดียว เพราะน้ำหนักผู้โดยสารอีก 3 คนดูแล้วไม่มากเท่าไหร่ กอปรกับยางแก้มต่ำ ช่วงขับคนเดียวรู้สึกกระด้างหน่อยๆ จึงตัดสินใจไม่เพิ่มลมยางให้มากขึ้น
ซึ่งไม่ผิดหวังเพราะหากดูเฉพาะความนุ่มนวลของช่วงล่างดีขึ้นกว่าขับคนเดียว
รุ่นท็อปจะได้ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) เพียงพกรีโมตติดตัวสามารถเปิด-ปิดประตูหน้าซ้าย-ขวา และประตูที่ 5 จากปุ่มรับสัญญาณได้ด้วย
ปุ่มสตาร์ต-สต๊อป เปลี่ยนเป็นวงกลมสีแดงอยู่ด้านซ้ายมือคนขับ
แผงแอร์ระบบดิจิตอลใช้งานง่ายแตะเบาๆ ก็ปรับการทำงานได้แล้ว
ออกเดินทางมุ่งไปยังจุดหมายเลือกใช้ถนน 345 นนทบุรี แต่ด้วยความที่อยากลองเส้นทางใหม่ๆ ก็ไปเรื่อยๆ ตามที่กูเกิลแม็ปแนะนำ สักพักไปโผล่ถนนเส้นโล่งๆ ที่ทะลุไปด้านหลังทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ถนนโล่งจริงครับ…โล่งมาก แถมเป็นถนน 4 เลนขนาดใหญ่
รออะไรล่ะครับ กดยาวไป…ความเร็วช่วงนี้ทำไว้ราวๆ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังมีพื้นที่เหลือให้กดอีก แต่เกรงใจผู้โดยสาร เลยแค่นี้พอ
ความเร็วระดับนี้มาเร็วมาก ยิ่งถนนโล่งๆ เผลอกดไปโดยไม่รู้ตัว
เสียงลมเริ่มเข้ามาราวๆ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่เครื่องเสียงพอต้านไหวอยู่

พ้นจากเส้นที่ไม่ค่อยคุ้นมาถึงเส้นพหลโยธิน ยิงยาวตรงอย่างเดียวเข้าสระบุรี แล้วเลยไป อ.พระพุทธบาท ซึ่งเป็นจุดหมาย
ระหว่างทางหันไปถามผู้โดยสารด้านหลัง ทั้ง 2 คนพอใจกับความกว้างขวาง รวมถึงผนักพิงที่ได้องศากำลังเหมาะ
ส่วนความนุ่มนวลสำหรับวัยรุ่นอาจจะสนุกเพราะมีความกระด้างนิดๆ แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยอาจไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ การเปลี่ยนยางให้แก้มสูงขึ้นน่าจะพอช่วยได้บ้าง และดูจากช่องว่างระหว่างซุ้มล้อมีที่เหลือให้เพิ่มแก้มยางได้อีกสบายๆ
แต่แน่นอนครับความรู้สึกสปอร์ตจะหายไปบ้าง
จุดหนึ่งที่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นทุกคันหรือเปล่าคือประตูผู้โดยสารด้านหน้า ต้องใช้แรงปิดเพิ่มมากหน่อย ไม่เช่นนั้นจะปิดไม่สนิท
เพราะช่วงแรกๆ ที่ขึ้นๆ ลงๆ เพื่อแวะทานอาหาร และเข้าปั๊มน้ำมัน ผู้โดยสารที่นั่งตอนหน้าต้องปิดอยู่ 2-3 รอบ จนขากลับนั่นแหละถึงพอจับน้ำหนักได้
พวงมาลัยแบบ 3 ก้านพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น ด้านซ้ายคุมเครื่องเสียง ส่วนด้านขวาเป็นระบบควบคุมความเร็ว ใช้งานง่ายดี
น้ำหนักพวงมาลัยถือว่าเบาสบาย โดยเฉพาะการขับที่ความเร็วต่ำหรือถอยจอดทำได้เบาแรงมาก

อัตราเร่งตีนต้น-กลาง และปลาย สมตัวเมื่อเทียบว่านี่คือรถยนต์ความจุขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 146 นิวตัน-เมตร เติมน้ำมันได้สูงสุดถึง E85
ระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม นิ่มนวลไม่มีกระโชกโฮกฮาก อยากสนุกกับการเปลี่ยนเกียร์ก็เล่นแพดเดิลชิฟ หรือปุ่มเปลี่ยนเกียร์ที่หลังพวงมาลัยได้
เรือนไมล์ขนาดใหญ่มองเห็นมาตรต่างๆ ชัดเจน และมีไฟแจ้งการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน ECO Assist โดยสีเขียวเป็นการขับขี่ประหยัดที่สุด
ช่วงที่ปล่อยให้ผู้โดยสารไปทำธุระ ผมก็ลองพับเบาะเล่น ยังปรับเปลี่ยนได้เหมือนเดิม ที่ชอบสุดไม่พ้นการพับได้ราบเรียบ
ความปลอดภัยรุ่นนี้มาครบถ้วนเหมือนเดิม ทั้งถุงลม 6 ตำแหน่ง ทั้งคู่หน้า Dual SRS (ทุกรุ่น) ถุงลมด้านข้างคู่หน้าแบบอัจฉริยะ i-Side Airbags (เฉพาะรุ่น RS+) และม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain Airbags (เฉพาะรุ่น RS+)
ฮอนด้า แจ๊ซ 2017 ยังเป็นรถที่เหมาะกับวัยรุ่นหรือครอบครัวเล็กๆ ใช้ในเมืองก็คล่องตัว ออกนอกเมืองก็เหยียบได้สบายๆ
มีให้เลือก 6 รุ่นย่อยราคาเริ่มต้น (S MT) เกียร์ธรรมดา อยู่ที่ 555,000 บาท
   และรุ่นที่นำมาสดทอบคือ RS+ จัดไปที่ราคา 754,000 บาท