คนมองหนัง | “เสียง-ภาษา-ความทรงจำ” ใน “Memoria”

คนมองหนัง

ภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” จะได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้

ก่อนหน้านั้น สื่อนานาชาติหลายสำนักจึงเริ่มได้คิวสัมภาษณ์ผู้กำกับฯ ชาวไทย เพื่อสนทนาถึงแนวคิดเบื้องหลังของหนังที่จะบอกเล่าเรื่องราวของสตรีคนหนึ่ง (รับบทโดย “ทิลดา สวินตัน”) ซึ่งออกตามหา “เสียงประหลาดปริศนา” ที่ก้องดังอยู่ในหัวของเธอ พร้อมมีฉากหลังเป็นประเทศโคลอมเบีย

นี่คือคำถาม-คำตอบน่าสนใจบางส่วน ที่เริ่มเผยแพร่ลงในสื่อออนไลน์ภาษาอังกฤษหลายแห่ง

Kick the Machine Films, Burning, Anna Sanders Films, Match Factory Productions, ZDF/Arte and Piano, 2021.

: หลายคนยังไม่ค่อยได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ “Memoria” มากนัก อยากให้คุณช่วยเล่าคร่าวๆ ถึงที่มาและแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้หน่อยได้ไหม?

จุดเริ่มต้นของมันย้อนไปไกลมาก เริ่มจากการที่ผมอยากทำงานกับ “ทิลดา” จริงๆ ผมถึงขนาดคิดจะชวนเธอมาร่วมแสดงในหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของตนเอง คือ “รักที่ขอนแก่น” แต่ผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องนัก เพราะหนังเรื่องดังกล่าวมีลักษณะที่อิงอยู่กับความเป็นท้องถิ่นและใกล้ชิดกับประเทศไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของผมมากเกินไป

ผมเลยคิดว่าตัวเองจำเป็นต้องหาสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งแปลกแยกจากทั้งตัวผมเองและทิลดา สถานที่บางแห่งที่จะทำให้เราทั้งคู่ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยและคุ้นเคยอย่างเต็มที่ นั่นหมายความว่าสถานที่แห่งนั้นจะช่วยให้พวกเราเปิดตัวเองเพื่อรับรู้ถึงความรู้สึกแบบอื่นๆ นี่คือเหตุผลที่กระตุ้นให้ผมต้องหา “ประเทศที่สาม” เพื่อถ่ายทำหนัง

ต่อมาในปี 2017 ผมได้เดินทางไปร่วมเทศกาลภาพยนตร์การ์ตาเฮนาที่ประเทศโคลอมเบีย แล้วผมก็ตกหลุมรักประเทศนี้

เดิมที ผมหลงรักวัฒนธรรมของอเมริกาใต้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นอกจากนั้น ผมยังผูกพันกับตำนานเล่าขานต่างๆ เกี่ยวกับป่าแอมะซอน เพราะผมชอบอ่านนิยายแปลที่เล่าถึงการผจญภัยในพื้นที่ป่าดังกล่าวมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

ผมมาตั้งสมมุติฐานในภายหลังว่านิยายพวกนั้นถูกเขียนขึ้นโดยเหล่านักล่าอาณานิคม ที่ต้องการจะสร้างแฟนตาซีเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ และสร้างภาพโรแมนติกให้แก่พื้นที่ป่าของทวีปอเมริกาใต้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องราวเหล่านั้นถูกแปลเป็นภาษาไทย ผมจึงถูกดึงดูดโดยเรื่องเล่าว่าด้วยความลึกลับของป่าแอมะซอนไปโดยปริยาย

ดังนั้น พอเสร็จจากการร่วมเทศกาลหนัง ผมจึงตระเวนท่องเที่ยวในโคลอมเบียต่อ และในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน น่าจะ 2-3 เดือนก่อนที่ผมจะออกเดินทางไปที่นั่น ผมก็เริ่มป่วยด้วยอาการที่เรียกว่า “อาการหัวปะทุ” นี่คืออาการป่วยที่คุณมักจะได้ยินเสียงดัง (ไม่ทราบที่มา) ในช่วงเช้าเวลาตื่นนอน

และอาการดังกล่าวก็ติดตามผมไปด้วยระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศโคลอมเบีย

บรรยายภาพประกอบ – “อภิชาติพงศ์” พา “ทิลดา สวินตัน” เยี่ยมชมหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ที่ศาลายา เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน (ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive)

: มันคือเสียงแบบที่ปรากฏในหนังของคุณใช่ไหม? คุณจะสามารถบอกเล่าถึงประสบการณ์ดังกล่าวให้มากขึ้นอีกนิดได้หรือไม่?

มันคือเสียงแบบที่ได้ยินในหนังนั่นแหละ ซึ่งยากมากๆ ที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูด เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ได้มีสภาพเป็น “เสียง” แต่เป็นอะไรบางอย่างที่อยู่ภายในตัวเรา นี่คือสิ่งที่ผมใส่ลงไปในหนังเรื่องนี้

สำหรับผม มันเหมือนเสียงกระทบกันของอะไรบางอย่าง เช่น การกระทบกันระหว่างยางกับเหล็ก ซึ่งจะก่อให้เกิดเสียงสะท้อนตามมา

ต้องย้ำอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่เสียงที่เรารับรู้ได้ผ่านทางโสตประสาท แต่มันคืออะไรบางอย่างที่เรารู้สึกได้ในเกือบๆ ทุกเช้า ในระหว่างภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น บางทีผมก็ไม่แน่ใจว่านี่คืออาการทางจิตหรือเปล่า แล้วไปๆ มาๆ ผมก็เริ่มลุ่มหลงเสียงประหลาดดังกล่าว

ก่อนที่จู่ๆ มันจะเงียบหายไปเฉยๆ

: ด้านหนึ่ง “เสียงประหลาด” ในหนังเรื่อง “Memoria” ก็เป็นเหมือนเครื่องมือในหนังเรื่องก่อนๆ ของคุณ ซึ่งทำหน้าที่ขุดค้นประสบการณ์และความลี้ลับของภาวะหลับใหลและความฝัน เป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ทางผัสสะและจิตสำนึกหลายระดับชั้น แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ “เสียงประหลาด” ดังกล่าว ยังเชื่อมโยงกับสถานภาพของ “ความเป็นเสียง” เอง ที่ก้องดังอยู่ในหัวของมนุษย์ สำหรับคุณแล้ว “เสียงประหลาด” ในหนัง มีความเกี่ยวข้องกับแนวคิดอื่นๆ อีกไหม?

เมื่อไตร่ตรองดูดีๆ “เสียงประหลาด” ในหนังก็มีที่มาจากหลายแหล่ง ทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไปจนถึงการเป็นเสียงที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ตั้งแต่เสียงดอกไม้ไฟ เสียงยิงปืน หรือเสียงระเบิด ซึ่งข้องเกี่ยวกับบาดแผลของชาติ

ผมยังให้ความสนใจกับแง่มุมทางด้านกายภาพของเสียง ซึ่งมันจะปรากฏในรูปของการสั่นสะเทือนและลูกคลื่น แล้วพยายามทำความเข้าใจว่าลักษณะเหล่านั้นสัมพันธ์อย่างไรกับแนวคิดและการปรากฏขึ้นของความทรงจำ

ผมจินตนาการภาพว่าเทือกเขาในโคลอมเบียที่เต็มไปด้วยซอกแอ่งและทางน้ำต่างๆ นั้นมีสภาพเป็นเหมือนพื้นผิวที่เต็มไปด้วยร่องรอยขรุขระของสมองมนุษย์ หรือวิถีโค้งของคลื่นเสียง ทั้งหมดเปิดเผยให้เห็นความทรงจำของผู้คนที่ดำรงอยู่มานานหลายศตวรรษ

อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ความเงียบ” ที่ช่วยเน้นย้ำถึงสภาวะซึ่งขาดหายไป และช่วยก่อให้เกิดความรู้สึกเฝ้ารอคอยหรือความคาดหวัง

นอกจากนั้น ตรงกระบวนการออกแบบเสียงประกอบของภาพยนตร์ เรายังใส่ “เสียงที่ถูกบันทึกไว้เป็นครั้งแรก” ตอนปลายศตวรรษที่ 19 ลงไปในหนังด้วย การเล่นกับเสียงในหนังเรื่องนี้จึงมีหลายระดับชั้นมากๆ

: การถ่ายหนังด้วยการใช้ภาษา (สแปนิช) ที่คุณไม่คุ้นเคยมีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง? ผมทราบว่าคุณได้ไปเรียนภาษาสเปนมาบ้าง แต่ก็ยังอยากทราบความรู้สึกของคุณ เมื่อได้ยินบทสนทนาภาษาสแปนิชของตัวละคร รวมถึงการพูดคุยกันเป็นภาษาท้องถิ่นของทีมงาน?

ผมรู้สึกสนุกมากๆ กับการได้ทำงานผ่านภาษาที่ตัวเองพูดไม่คล่องนัก ในสภาพนี้ ภาษาเลยกลายเป็นเหมือนเสียงดนตรี และส่งผลให้ผมต้องพึ่งพาทีมงานอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะผู้ทำหน้าที่เป็น “โค้ชภาษาสเปน” ประจำกองถ่าย

มันมีหลายวิธีการที่เราจะสามารถสื่อสารสิ่งที่ต้องการออกไปยังคนอื่นๆ มันคงมีวิธีการที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายบางอย่างโดยไม่ต้องพูดกันเยอะๆ เหมือนในละครน้ำเน่า ผมคิดว่าผมรู้จักวิธีการเหล่านั้น แต่จริงๆ ผมกลับไม่รู้อะไรเลย

ผมเคยคุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับการแสดงในภาพยนตร์ของ “ยาสึจิโร โอสุ” ผมรู้สึกแปลกใจเมื่อได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ผมเคยคิดว่าเป็น “ธรรมชาติ” ในหนังเหล่านั้น กลับไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมชาติจริงๆ เช่น บทสนทนาที่ถูกออกแบบมา และไม่ได้สื่อสารเหมือนอย่างที่คนญี่ปุ่นยุคนั้นพูดกันจริงๆ

ดังนั้น การทำงานในสภาพเช่นนี้จึงเป็นเรื่องท้าทายมาก โดยทีมงานทั้งหมดต้องเข้าใจตรงกันว่า เราจะเลือกใช้ “ความเป็นจริง” ทางภาษาแบบไหนในการถ่ายทำ ส่วนบรรดา “โค้ชภาษาสเปน” ก็จะต้องเข้าใจวิธีการสนทนาในหนังของผม พวกเขาจึงต้องย้อนกลับไปดูผลงานเรื่องก่อนๆ ของผม เพื่อจับจังหวะการพูดจาของตัวละครให้ได้

ส่วนผมในฐานะผู้กำกับฯ ก็จะมุ่งความสนใจไปยังจังหวะการเว้นวรรคตอนของนักแสดง มากกว่าจะใส่ใจคำพูดของพวกเขา

: อยากให้คุณช่วยเล่าถึงขั้นตอนการเตรียมงานและค้นคว้าข้อมูลก่อนเปิดกล้อง ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถเข้าไปถ่ายทำหนังใน “ประเทศใหม่” ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น?

เวลาเราพูดคุยถึงประเทศโคลอมเบีย ประเด็นหนึ่งที่โดดเด่นชัดเจนคือเรื่องความทรงจำทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองควรมุ่งเน้นเรื่องราวไปในทิศทางนั้น เพราะผมไม่ได้มีรากเหง้าแบบคนที่นั่น

ผมจึงแค่เข้าไปรับฟังเรื่องราวต่างๆ จากผู้คนอันหลากหลาย ตั้งแต่นักจิตวิทยา, นักโบราณคดี, วิศวกร, นักกิจกรรมทางการเมือง, คนเก็บขยะ และบุคคลอื่นๆ อีกมากมาย

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผมต้องการจะสัมผัสกับจังหวะ “ชีพจร” อันถูกต้อง เพื่อที่ตัวเองจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้โดยราบรื่น

สำหรับผม หนังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่อุทิศให้แก่ประเทศโคลอมเบียจากมุมมองของ “คนนอก” รายหนึ่ง แม้บางคนอาจจะสัมผัสได้ถึง “เสียงก้องดัง” ทางการเมือง ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้พื้นผิวของภาพยนตร์ก็ตาม

: คุณคิดว่าโลกของเรานั้นมีความทรงจำตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ร่วมกันหรือไม่? ประเทศโคลอมเบียและประเทศไทยมีความทรงจำ ประวัติศาสตร์ สภาพการเมือง หรืออุปลักษณ์บางอย่าง ร่วมกันหรือไม่?

ใช่เลย สำหรับผม โลกเราไม่ได้กว้างขวางใหญ่โต (จนต่อกันไม่ติด) แต่โลกของเรานั้นรุ่มรวย เหมือนกับบุคคลคนหนึ่งซึ่งมีความทรงจำมากมายอยู่ในหัวของตนเอง พวกเราทุกคนล้วนเชื่อมโยงถึงกันด้วยกระแสโลก ซึ่งในความเห็นของผม มันยังมีรูปแบบเดียวกันกับเมื่อครั้งบรรพกาล

ประเทศไทยและโคลอมเบียต่างต้องทนทุกข์ทรมานกับการปกครองโดยระบอบเผด็จการอันโจ่งแจ้งไม่มีกระมิดกระเมี้ยนเหมือนกัน

จากประสบการณ์ส่วนบุคคล ผมรู้สึกว่าตนเองนั้นมีความวิตกกังวลและความใฝ่ฝันไม่ต่างกับผู้คนชาวโคลอมเบียจำนวนมาก

ข้อมูลจาก

https://www.hollywoodreporter.com/movies/movie-features/cannes-2021-apichatpong-weerasethakul-tilda-swinton-memoria-colombia-1234976596/

Apichatpong Weerasethakul

https://www.bangkokpost.com/life/arts-and-entertainment/2140839/apichatpongs-memory-of-the-world

เครดิตภาพประกอบ

?Kick the Machine Films, Burning, Anna Sanders Films, Match Factory Productions, ZDF/Arte and Piano, 2021.

บทความก่อนหน้านี้กมธ.อ้างโควิด นัดประชุมออนไลน์ จ่อผ่านงบซื้อเรือดำน้ำจากจีน 2.2 หมื่นล้าน!
บทความถัดไปรู้จัก อาจารย์ไผ่ อิทธิเวทย์ ต้นตำหรับสายมู ที่ทุกคนรู้แล้วต้องว้าว