เมื่อช่องทีวีเสื้อแดงต้องพักจอยาว

รายงานพิเศษ

อิสราชัย จงภัทรนิชพันธ์

 

‘จตุพร พรหมพันธุ์’ แจงเหตุผล

เมื่อช่องทีวีเสื้อแดงต้องพักจอยาว

 

นับเป็นบุคคลอีกหนึ่งที่อยู่ในเส้นทางการเมืองไทยมาอย่างนาน และบทบาทที่ทุกคนนึกถึงไม่ว่าถูกมองด้วยสายตาแบบไหนก็เป็นการต่อสู้ระดับการเมืองมวลชนบนท้องถนน “จตุพร พรหมพันธุ์” จากนักเคลื่อนไหวในยุคพฤษภาทมิฬ สู่แกนนำคนเสื้อแดง นปช.ในปี 2553

ล่าสุด ‘จตุพร’ ได้ออกมาลงถนนอีกครั้งในนาม ‘ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย’ พร้อมกับยุทธศาสตร์ดึงประชาชนทุกฝ่ายร่วมโค่นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บริหารปกครองประเทศมากว่า 7 ปี หลังการรัฐประหารปี 2557 จนประเทศเข้าสู่ภาวะตกต่ำและยิ่งเลวร้ายหนักจากสถานการณ์ของโควิด-19

ส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อยู่กับคนเสื้อแดงคือ ช่องทีวีดาวเทียม ซึ่งจตุพร นอกจากเป็นผู้จัดการชุมนุมเคลื่อนไหวแล้ว ยังเป็นหัวเรือใหญ่ของสถานีโทรทัศน์พีซทีวี ที่ถ่ายทอดความเคลื่อนไหวและข่าวสารให้กับคนเสื้อแดง

แต่เมื่อ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานทีโทรทัศน์แห่งนี้ ได้ออกอากาศเป็นวันสุดท้าย หลังตัดสินใจขอพักใบอนุญาต สู่การยุติการออกอากาศ จากผลประกอบการทางธุรกิจขาดทุนต่อเนื่องจนไม่สามารถต่อลมหายใจได้อีก

ทีวีเสื้อแดงช่องสุดท้ายที่ฝ่ามรสุมอุปสรรคมากมายตลอด 9 ปี ถึงคราวต้องสิ้นสุด

 

จตุพรได้สรุปภาพรวมที่ช่องทีวีนี้เจอจนนำไปสู่การยุติช่องว่า เราพยายามยื้อสื่อฝ่ายประชาธิปไตยที่รับใช้อย่างซื่อสัตย์มาโดยตลอด แต่ว่าสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องนี้ ถูกสั่งปิดมากที่สุดร่วม 7 ครั้ง (รองลงมาคือ วอยซ์ทีวี) ไม่นับรวมถูกสั่งปรับ ถูกพักออกอากาศหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต เพียงแค่ประโยคที่ว่า “อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู จะทำให้บ้านเมืองมีความน่ารักมากกว่านี้” เราได้ร้องต่อศาลปกครอง ใช้เวลากว่า 3 เดือน จนได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็เป็นเวลา 3 เดือนที่สถานีใช้เวลาฟื้นตัว มีค่าโฆษณาเข้ามา แต่ก็ถูกปิดบ่อย ก็ต้องฟื้นใหม่

คำสั่ง กสทช.ที่เกิดขึ้น 6-7 ครั้ง เราชนะคดีครั้งแรก แต่ยังไม่ได้ชดเชย ครั้งที่ 2 ถึงได้ชดเชย แต่ความเสียหายสะสมยาวนาน และสถานการณ์ตอนนี้ การโฆษณาในช่องทีวีกับดิจิตอลไม่ได้ต่างกันมากแล้ว ภาวะเศรษฐกิจ สินค้าหลักไม่กล้าโฆษณา เราพยายามยื้อ ต่อสู้ ไม่ต้องการให้พนักงานประสบความยากลำบาก การตกงานในสภาพนี้ ยากมากในการหางานใหม่ ในขณะที่หลายสถานีปลดพนักงานกันอยู่ เราลดเงินเดือน แบ่งเวลาพนักงานคนละครึ่งก็ไม่ไหว

นายจตุพรกล่าวว่า ดังนั้น จึงไม่มีทางเลือก ยอมรับความเป็นจริงว่าไปไม่ไหว สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ จะจ่ายเงินตามกฎหมายก็คงไม่มีปัญหา แต่ก็จะชดเชยให้ได้เต็มที่ แบบแบ่งผ่อน โดยส่วนใหญ่รับได้

อย่างไรก็ตาม ช่องทางสื่อของคนเสื้อแดงยังไม่ได้จบสิ้นจริงๆ เพราะจตุพรเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นการพักการออกอากาศ ใบอนุญาตยังอยู่ หากวันหนึ่งกลับมาสู่จุดที่แข็งแรง ก็จะกลับมาเปิดใหม่อีก แม้เป็นสิ่งที่ยากลำบาก

“ภายใต้สภาวะแบบนี้ ทีวีดาวเทียม ทีวีการเมืองแบบนี้ ถ้าไม่มีเงินนอกระบบก็อยู่ยาก แต่เราอยู่กับโฆษณาล้วนๆ มีสินค้าภายใต้แบบนี้ก็ลำบาก ทีวีการเมืองอยู่ได้ก็ด้วยการเมืองสนับสนุน แต่ไม่ต้องการให้การเมือง (กลุ่ม/พรรค) มาสนับสนุน ต้องการมีตัวตน ถูกผิดว่าตามกัน มาไกลได้ขนาดนี้ ถือว่ามากแล้ว แต่สภาพการณ์แบบนี้ เงินเดือนจ่ายไม่ตรงเวลา ก็สู้ทุกทาง จนตัดสินใจได้ว่า ต้องยุติชั่วคราว”

จตุพรกล่าวถ้าหากสื่อของคนเสื้อแดงจะกลับมาอีกว่า ต้องให้สถานการณ์กำหนด อีกระยะหนึ่ง โลกการสื่อสารเปลี่ยนไป เราต้องดูสถานการณ์นั้นๆ ว่า บางทีทีวีอาจล้าสมัย หรือโซเชียลมีเดียอาจเปลี่ยนอีกแบบก็ได้ เราบอกบรรดาหมู่มิตรก็ให้เรียนรู้กันบ้าง อีก 6 เดือนหรือ 1 ปี การสื่อสารจะพลิกโฉม สื่อสิ่งพิมพ์เจอมือถือก็เปลี่ยน สมาร์ตโฟนก็อาจเปลี่ยน

ผมหวังว่าทุกคนจะได้กลับมาอีกครั้ง

 

ลักหลับคำสั่ง (กึ่ง) ล็อกดาวน์ คือ พ.ร.บ.สุดซอย ภาค 2

นายจตุพรกล่าวถึงการประกาศกลางดึกที่เรียกว่าล็อกดาวน์แบบจำกัด โดยเฉพาะแคมป์คนงานและร้านอาหารว่า ข้อกำหนดที่ 25 ในเวลาตีหนึ่ง เทียบกับ 24 ฉบับที่ผ่านมา ไม่ต่างกัน ลดไปเพิ่มมา แต่ประกาศในยามวิกาล สะท้อนเจตนาไม่บริสุทธิ์ โดยเนื้อหาสามารถประกาศวันรุ่งขึ้นได้ ในฐานะคนการเมือง ข้อกำหนดนี้ เหมือน พ.ร.บ.สุดซอย 2 ระบาดทางอารมณ์และมากกว่าทุกคน ประชาชนอาจฉุกคิดขึ้นมา

พล.อ.ประยุทธ์มักชอบพูดกับตัวเองว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่เหนื่อยที่สุด ประชาชนเชื่อว่าที่สุดในโลกในอีกอย่าง พอประกาศก็เหมือนท้าทายประชาชน หลักคิดกระจายคนติดเชื้อไปต่างจังหวัด เป็นการกระจายโรค ไม่ใช่กระจายอำนาจ ร้านอาหาร คนงานก่อสร้าง ระบบขนส่งพังหมด พล.อ.ประยุทธ์มีข้อกำหนด แต่ไม่ได้ทำหน้าที่แก้ไขความเดือดร้อน ถ้าข้อกำหนดที่ประกาศออกไป มาพร้อมกับการชดเชยเยียวยาหรืองดเว้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ก็ไม่เป็นไร แต่การประกาศรอบนี้ พร้อมกับหัวเราะชู 2 นิ้ว ยิ้มหน้าระรื่น ไม่รู้จักกาลเทศะ เหมือนหัวเราะในงานศพ ทำคนทั้งงานมองว่าคิดอะไรอยู่

ฉะนั้น การชู 2 นิ้วชัยชนะในงานศพ ไม่สอดคล้องเลย ไม่รู้จักทำอะไรควรไม่ควร

 

คนไทยโกรธ (ไม่) ขีดสุด

นายจตุพรกล่าวถึงกระแสความโกรธของประชาชนต่อคำสั่งล่าสุดและการแก้ไขปัญหาโควิดที่ล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพว่า ยังคงเป็นแค่ระบาดทางอารมณ์ แต่ยังไม่โกรธถึงขีดสุด แต่กำลังจะไปถึงที่สุด เทียบกับ พ.ร.บ.สุดซอย ก่อนหน้านี้มีการชุมนุมที่สามเสน ผมเตือนไปก่อนแล้ว พอ พ.ร.บ.สุดซอยออกมาก็ป่าช้าแตกเลย ครั้งนี้ก็เหมือนกัน หลักคิดก็ผิด กระจายเชื้อไปต่างจังหวัด ดังนั้น เราเองหยุดโควิดไม่ได้ ถ้าไม่หยุด พล.อ.ประยุทธ์ เขาไม่รู้ตัวว่าได้ก่อความเสียหาย ถ้าเป็นคนมีความสามารถจะกระจายอำนาจ ไม่ใช่รวบอำนาจมาหมด แล้วก็ทำไม่เป็น เป็นอย่างนี้มา 7 ปี จนบ้านเมืองวิกฤต

เราต้องการผู้นำยามวิกฤตที่มีศักยภาพ แม้เก่งไม่ทุกเรื่องแต่รู้จักฟังคนอื่น

แต่เรากลับมีนายกฯ ที่ไม่มีหู กลับบ้านเสาร์-อาทิตย์ แต่วิกฤตโควิด นายกฯ ต้องบัญชาการไม่มีวันหยุด ผมว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรพอได้แล้ว

 

“ไทยไม่ทน” ถือกำหนดและเคลื่อนไหว

นายจตุพรกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดกลุ่มไทยไม่ทนฯ นี้ขึ้นว่า เพราะไม่ไหวกับสภาพแบบนี้จริงๆ จนต้องลงถนน รู้ว่าต้องแลกต่อคดีความ ถ้ามีทางเลือกอื่นและสามารถแก้ไข ก็คงไม่ใช้วิธีนี้ แต่เราหมดทางเลือกแล้ว จึงต้องใช้วิธีสุดท้าย ซึ่งคดีตามมาแน่ แต่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่เป็นของชาติ โอกาสอันน้อยนิดนี้เราต้องใช้เต็มที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำให้คนไทยต้องร้องไห้ระงมอย่างไม่รู้สึกรู้สา ท้ายที่สุดจะพังแม้มีอำนาจเพียงใดก็ตาม

กลุ่มไทยไม่ทนฯ เป็นการรวมตัวหลายกลุ่ม รวมถึงกลุ่มที่เคยสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์มาเข้าร่วมด้วย แต่จตุพรมองว่า เราต้องวางเรื่องตัวเองลงก่อน แล้วก็เอาเรื่องของชาติบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง สิ่งที่เคยขัดแย้งมา 15 ปี พูดมาหมดแล้ว คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าเราวางลงและสามัคคีกัน เราสามารถแก้ไขได้ ก็ชวนทุกคนและเปิดประตูกว้างเสมอ เราควรสามัคคีเพื่อแก้ไขวิกฤตนี้

เมื่อถามถึงการชุมนุมที่ผ่านมา จตุพรกล่าวว่า เราต้องยึดหลักสันติวิธี ตราบใดที่ยังไม่สามารถขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ ปัญหาก็ยังอยู่

ทั้งนี้ นายจตุพรย้ำจุดยืนของตัวเองว่า เรามองอนาคต การที่กลุ่มที่เคยสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แล้วมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี ผมไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์มาตั้งแต่ต้น แต่ยังไม่เท่ากับคนที่เคยสนับสนุนแล้วทนไม่ได้ ใครไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ เราคือเพื่อนกัน พี่น้องกัน สามารถร่วมต่อสู้กันได้

แม้ยืนคนละกลุ่ม แต่เราจะไม่ทะเลาะกัน

บทความก่อนหน้านี้สิบฉากสุดท้ายของผู้นำทหาร! : สุรชาติ บำรุงสุข
บทความถัดไปภาพยนตร์ : HAMILTON ‘มิวสิเคิลแห่งทศวรรษ’ / นพมาส แววหงส์