อนุสรณ์ ติปยานนท์ : In Books We Trust (19) หนังสือแห่งความหวัง (8)

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

 

In Books We Trust (19)

หนังสือแห่งความหวัง (8)

 

“วันนี้เป็นวันจันทร์ วันเดียวกับที่ฉันสัญญาว่าจะนำต้นไม้ไปมอบให้เธอ วันจันทร์เป็นเพียงหนึ่งวันในสัปดาห์ ไม่มีอะไรสลักสำคัญ เมื่อพ้นวันจันทร์ในสัปดาห์นี้แล้ว เราย่อมมีวันจันทร์ในสัปดาห์หน้า และมีวันจันทร์ในสัปดาห์ต่อไป ฉันคิดเช่นนั้น ว่าฉันจะมีวันจันทร์ได้ไปตลอดชีวิต และจะต้องมีวันจันทร์วันหนึ่งที่ฉันนำต้นไม้ไปมอบให้เธอ แต่อย่างที่เธอรู้ วันจันทร์วันนั้นไม่เคยมาถึง”

จดหมายฉบับนั้นของปิ่นขึ้นต้นเช่นนี้ ไม่มีอารัมภบท คำนำหน้าหรือคำเอ่ยถึง ราวกับว่าการจ่าหน้าถึงเขานั้นเพียงพอแล้วสำหรับข้อความในสาร ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องชี้แจงแถลงไขสิ่งใดเพิ่มเติมอีก จดหมายฉบับนั้นไม่ได้เป็นของผู้ใดอื่น ไม่ได้มีถึงผู้ใดอื่นนอกจากเขาเพียงคนเดียว

เขาเปิดจดหมายฉบับนั้นขึ้นอ่านในห้องส่วนตัว ห้องที่บัดนี้ไม่มีภาพวาดของปิ่นวางอยู่ตามที่ต่างๆ อีกต่อไปแล้ว ห้องของเขาสะอาดสะอ้านหมดจด เรียบง่าย และมีแต่เพียงสิ่งของที่จำเป็น

ห้องที่มีเพียงเขาและความทรงจำที่มีต่อปิ่น

 

“ฉันควรจะเริ่มต้นจดหมายฉบับนี้จากตรงใดดีที่จะทำให้เธอเข้าใจฉัน ฉันควรจะเริ่มต้นจดหมายฉบับนี้ตรงใดเล่าที่จะทำให้เธอให้อภัยฉัน และฉันควรเริ่มต้นจดหมายฉบับนี้ตรงใดหนอที่จะถมทับกาลเวลาที่เราจากกันได้”

“ฉันไม่รู้เลย”

“แต่กระนั้น ฉันก็คิดว่าฉันควรเขียนจดหมายถึงเธอ ในปีแรกของการห่างกันไป ฉันคิดว่าจะถามถึงชีวิตในมหาวิทยาลัยของเธอ แต่ฉันก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น ในปีที่สองที่เธอกลายเป็นรุ่นพี่ ฉันก็คิดว่าฉันควรถามถึงชีวิตที่กำลังดำเนินไปของเธอ เธอมีคนรักแล้วหรือยัง เธอได้ร่ำเรียนในสิ่งที่เธอชอบ ความรู้สึกของเธอนั้นเป็นเช่นใด แต่ฉันก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น ฉันคิดว่าเธอน่าจะผ่านมันไปได้ด้วยดี และเมื่อพ้นปีที่สองแล้วฉันก็คิดว่าฉันไม่ควรเขียนจดหมายหรือเขียนสิ่งใดถึงเธออีก สิ่งที่ผ่านไปแล้ว สมควรปล่อยให้มันผ่านไป ฉันไม่แน่ใจว่าจะได้เจอเธออีกหรือไม่ ดังนั้น อาจไม่มีอะไรดีกว่าการที่เราควรจะลืมกัน”

“แต่แล้ว ฉันก็ได้ข่าวของเธอ ใครบางคนที่เป็นเพื่อนเธอและเพื่อนฉัน ใครบางคนที่เคยอยู่ในห้องเรียนเดียวกับเรา อาจเป็นคนที่ฉันไม่เคยคุยกับเขาด้วยซ้ำไป แต่เขากลับแจ้งข่าวกับฉันว่าเธอสำเร็จการศึกษาแล้ว ไม่แปลกหรอก ข่าวของเธอนั้นเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้น เธอเป็นคนแรกในรุ่นของเราที่สำเร็จการศึกษาก่อนใคร ดังนั้น ไม่ช้าก็เร็วทุกคนคงอยากไปงานที่แสดงถึงความสำเร็จของเธอ หรืออย่างน้อยหากแม้นไม่ได้ไป การเอ่ยถึงข่าวคราวของเธอก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี”

“เมื่อเขียนถึงตรงนี้ เธอคงแปลกใจว่าฉันเล่า ฉันที่ไปสอบเลื่อนชั้น สอบเอาใบประกาศที่เดียวกับเธอไม่ได้สำเร็จการศึกษาพร้อมกันหรอกหรือ ฉันไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยในปีเดียวกับเธอดอกหรือ โดยเฉพาะเมื่อฉันหายตัวไปจากโรงเรียน เธอคงคิดว่าฉันหายตัวไปทุ่มเทกับวิชาสอบเป็นแน่ ถ้าเป็นเช่นนั้นเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกผนวกรวมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว”

“ฉันไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยปีเดียวกับเธอ ฉันสอบผ่านได้รับใบประกาศก็จริงอยู่ แต่ชีวิตต่อจากนั้นคือการพัก ฉันประสบอุบัติเหตุในเช้าวันจันทร์วันนั้นที่จะนำต้นไม้ไปให้เธอ รถยนต์ของฉันเสียหลักในเช้าวันนั้น ตกลงไปในคลองข้างถนน คนขับรถของฉันเสียชีวิต ส่วนฉันนั้นขาหักติดอยู่ในรถ และไม่นานหลังจากนั้น ฉันก็เสียขาข้างหนึ่งไป”

“หนึ่งปีนับจากวันนั้น ฉันจมอยู่กับความเศร้า การสูญเสียอวัยวะที่สำคัญ และการไม่อาจรักษาคำมั่นที่มีให้กับเธอ”

“เธออาจสงสัยว่าหากฉันประสบภัยเช่นนั้นทำไมฉันถึงไม่แจ้งข่าวถึงเธอ หรืออย่างน้อยฉันควรแจ้งข่าวต่อโรงเรียน ครูหรือใครบางคน แรกเริ่มพ่อ-แม่ของฉันประสงค์จะทำเช่นนั้น หากแต่ฉันเองเป็นผู้ที่ทัดทานเขาไว้ ฉันไม่มีเพื่อนมากมายนักที่โรงเรียน หรือหากจะว่าไปแล้ว ฉันก็มีเพื่อนเพียงคนเดียวคือเธอ ดังนั้น การที่โรงเรียนแห่งนั้นจะขาดฉันไปไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญใดเลย ไม่มีใครเป็นห่วงฉันหรือคิดถึงฉัน และการที่ฉันจะแจ้งต่อเธอถึงเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนั้น เธอย่อมมาหาฉันโดยแน่ อันเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ฉันไม่อยากให้เธอผู้ที่วาดภาพเด็กสาวที่สดใส เริงร่า แย้มบาน จำนวนมากคนนั้นต้องมาพบความจริงกับเด็กสาวที่หม่นหมอง โศกตรม และกำลังคิดจะอำลาชีวิตไป”

“ฉันไม่อาจปล่อยให้เธอพบฉันในฐานะเช่นนั้นได้”

 

เมื่ออ่านถึงตรงนั้น เด็กหนุ่มเปิดหน้าต่างห้องของเขาออก ท้องฟ้าภายนอกมืดมิดลงแล้ว เป็นเวลาดึกสงัดแต่เขาเชื่อว่าเพื่อนของเขาหลายคนยังคงอยู่ในงานเลี้ยงฉลองของพวกเขา มีแต่เขาเพียงคนเดียวที่อยู่ที่นี่ ที่ห้องส่วนตัวของเขากับจดหมายจากอดีตกาล

เขาวางจดหมายฉบับนั้นลงบนโต๊ะชั่วคราว ก่อนจะลงไปยังห้องเก็บของ เขาเปิดผ้าคลุมขนาดใหญ่ที่ข้างฝาผนังห้อง ใต้ผ้าคลุมนั่นมีภาพวาดของปิ่น ภาพวาดเหล่านั้นมีฝุ่นจับ เนิ่นนานหลายปีที่เขาไม่ได้หยิบจับมัน แม้นเพียงจะมองดูมันก็ไม่เคย หลังการหายไปของปิ่น ในตอนแรกเขาตั้งใจจะทำลายภาพวาดเหล่านั้น แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจ เขาไม่เข้มแข็งพอที่จะทำเช่นนั้น สิ่งเดียวที่ทำได้คือจัดวางมันให้อยู่ในที่ในทางและใช้บางสิ่งปกคลุมมัน เป็นการปกคลุมชั่วนิจนิรันดร์

แต่ ณ ขณะนี้ เขาทำความสะอาดภาพวาดแต่ละภาพอย่างตั้งใจ ภาพของปิ่นเด็กสาวที่งดงามในความรู้สึกของเขาหวนคืนกลับมาหาเขาทีละน้อย เขารู้สึกได้ถึงแสงแดดที่ต้องประกายเส้นผมของเธอ เขารู้สึกได้ถึงท่วงท่าอันเดียวดายของเธอ ความทรงจำทั้งมวลที่เขาเคยมีต่อปิ่นเรียงตัวของมันราวกับภาพจิ๊กซอว์แผ่นใหญ่ที่ไม่ช้านานมันก็ท่วมทับความคิดคำนึงของเขา

เป็นเวลาเกือบรุ่งเช้าที่เขาทำความสะอาดภาพวาดเหล่านั้นเสร็จสิ้นลง เขาจัดวางภาพทั้งหมดตามที่ต่างๆ ภายในห้องส่วนตัวของเขา ก่อนจะกลับมาหยิบจดหมายฉบับดังกล่าวขึ้นอ่านอีกครั้งหนึ่ง

 

“หากเธออ่านถ้อยความข้างต้นจนจบสิ้น ฉันหวังว่าเธอคงให้อภัยฉันได้บ้าง ฉันรู้ดีว่าการเฝ้ารอบางสิ่งอย่างมีความหวังนั้นทรมานเพียงใด แต่เธอโปรดรู้เถิดว่าฉันไม่มีทางเลือกอื่นใด และหากจะมีบางสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุขได้บ้างคงเป็นการที่ฉันได้บอกเธอว่าฉันมีความสุขดีในยามนี้ หนึ่งปีแห่งความทรมานนั้นไม่ได้ยาวนานดังที่คิด ฉันไม่ได้เรียนต่อก็จริง ความต้องการที่จะไปสู่การศึกษาจบลงทีละน้อย ในขณะที่ฉันพบรักกับคนที่ดูแลการฟื้นฟูร่างกายของฉัน เราแต่งงานกันเมื่อปีที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับวันที่เธอสำเร็จการศึกษานี้ ฉันคงได้เห็นหน้าลูกของตนเองเป็นครั้งแรก”

“จดหมายนี้เป็นสิ่งแปลกเหมือนดังวัตถุแปลกปลอมสำหรับเธอ แต่สำหรับฉันมันเป็นจดหมายฉบับแรกและฉบับสุดท้ายที่ฉันจะสื่อสารกับใครบางคนในอดีต นับจากนี้หลังจากฉันส่งจดหมายฉบับนี้ถึงเธอ ฉันคงเหลือแต่ปัจจุบันและอนาคตเท่านั้นให้ยึดถือ ขอบคุณสำหรับนวนิยาย ‘ขุนศึก’ ที่เธอเสาะหามาให้ฉัน ขอบคุณสำหรับภาพวาดเหล่านั้นที่ฉันได้มีโอกาสเห็นมันแม้ในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ก็ตามที และขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้จากการได้พบเธอ”

“ปิ่น”

 

เด็กหนุ่มพับจดหมายฉบับดังกล่าวลงใส่ซอง อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะล้มตัวลงนอนท่ามกลางแสงแดดอ่อน

เขาฝันเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากนั้น

ในความฝันเขาได้พบกับปลากัดจีนที่จากเขาไปตัวนั้นอีกครั้ง

และเขารู้ว่าสิ่งใดกันที่ได้พรากชีวิตของมันไป

จบ