คุยกับ ‘เพนกวิน’ ‘ชีวิตในเรือนจำ-การต่อสู้ใหม่’ เตรียมขจัด ‘ประยุทธ์’ ให้สิ้นซาก!/เปลี่ยนผ่าน

เปลี่ยนผ่าน

เบญจพร ศรีดี

 

คุยกับ ‘เพนกวิน’

‘ชีวิตในเรือนจำ-การต่อสู้ใหม่’

เตรียมขจัด ‘ประยุทธ์’ ให้สิ้นซาก!

 

“มึงระวังตัวไว้ให้ดีๆ นะ มึงไม่ตายดีแน่” นี่คือส่วนหนึ่งจากหลายคำขู่ของสายปริศนาที่โทรศัพท์มาหา “เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์” แกนนำราษฎร อยู่บ่อยครั้ง แต่มันไม่ใช่อุปสรรค เขายังคงยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และร่วมจัดการชุมนุมต่อสู้กับระบอบเผด็จการอย่างต่อเนื่อง

เพนกวินเล่าว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้กับระบอบเผด็จการ ก็ถูกคุกคามมาโดยตลอด

ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ก็มีตำรวจ ทหารมาขอค้นตัวในโรงเรียนหลายครั้ง พอเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยก็ถูกขู่ฆ่า มีการปล่อยข่าวว่าจะมาดักทำร้าย แต่สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเป็น “เพนกวิน” ในวันนี้

“ผมไม่เสียใจกับสิ่งใดก็ตามที่ผมทำไป ผมรู้สึกว่าในการต่อสู้มันมันอาจจะทำให้ชีวิตเราไม่ปกติ หรือทำให้เราเสียชีวิต แต่เราก็ได้ชีวิตแบบใหม่กลับคืนมา เป็นชีวิตที่เราภาคภูมิใจที่เราได้ใช้ไป ชีวิตที่เรารู้สึกว่าเราได้ใช้มันอย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่ว่าเพื่อคนอื่นด้วย”

การต่อสู้ในช่วงปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ยังส่งผลให้เพนกวินถูกคุมขังในเรือนจำนานถึง 3 เดือน โดยเขาเพิ่งได้รับอิสรภาพเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ชีวิตในเรือนจำทำให้เพนกวินตระหนักได้ถึงคำกล่าวที่ว่า “คุกไทยมีไว้ขังคนจน”

 

เพนกวินเล่าว่า วันแรกที่เข้าไปในเรือนจำ เขาและแกนนำคนอื่นๆ ถูกกักตัว 14 วัน ก่อนส่งเข้าแดนแรกรับตามมาตรการป้องกันโควิด-19 กิจวัตรประจำวันก็มีแค่นั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้อง กินอาหาร 3 มื้อ โดยมื้อเช้าจะได้กินอาหารเวลา 6-7 โมงเช้า มื้อเที่ยงเวลา 11 โมง มื้อเย็นเวลาบ่ายโมง

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากรมราชทัณฑ์เขาจัดเวลากินข้าวกันอย่างไร? ถึงคิดว่ามนุษย์เราต้องกินข้าวเย็นตอนบ่ายโมง ทั้งๆ ที่กินข้าวเที่ยงไปตอน 11 โมง

“อาหารการกินตั้งแต่เกิดมา ผมก็เพิ่งเคยเห็นผักคะน้าเป็นสีเหลือง ผักคะน้าที่เรากินทั่วๆ ไปมันเป็นสีเขียว แต่สภาพมันใกล้เสียหรือใกล้หมดอายุแล้วผมก็ไม่ทราบ แต่มันเป็นสีเหลือง”

เพนกวินเห็นว่าผู้มีสถานะ “นักโทษ” มักถูกตีตราจากผู้คุมแล้วว่าเป็น “เดนคน” เป็นคนที่ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรมาก

เช่น เรื่องการนอน เขาจะแจกผ้าห่มผืนบาง 3 ผืน ที่เราจะต้องจัดการให้เป็น “ที่นอน-หมอน-ผ้าห่ม” เอาเอง ส่วนพื้นที่การนอน แต่ละคนจะมีพื้นที่ประมาณศอกครึ่ง หรือนอนแบบไหล่ชนไหล่เรียงกันเป็นแพ นี่คือสภาพความแออัดในคุก

ส่วนการอาบน้ำก็จะมีอ่างน้ำใหญ่ๆ ให้อาบน้ำรวมกัน และในห้องนอนจะมีอิฐบล็อกที่ก่อเป็นกำแพงเตี้ยๆ กั้นเป็นห้องน้ำ และน้ำก็มักจะไม่ไหลอยู่บ่อยๆ ถ้าน้ำไหลก็จะได้เข้าไปปลดทุกข์ ถ้าน้ำไม่ไหลก็ไม่ได้เข้า

ชีวิตแต่ละวันในเรือนจำ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือ พูดคุยกับคนอื่นๆ และเล่นหมากรุกกับ “พี่สมยศ” (สมยศ พฤกษาเกษมสุข) “พี่ไผ่ ดาวดิน” (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) และ “พี่อานนท์” (อานนท์ นำภา)

ส่วน “พี่โตโต้” (ปิยรัฐ จงเทพ) ก็มักจะแต่งกลอน เขียนบันทึก ขณะที่ “หมอลำแบงค์” (ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม) ก็มักจะเขียนกลอนลำ

 

เพนกวินยังเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในเรือนจำ เป็นช่วงเวลาประมาณตี 2 มีชายชุดดำแต่งกายครึ่งท่อนไม่ติดป้ายชื่อเข้ามาในเรือนนอน โดยแจ้งว่าจะนำตัวเขาและเพื่อนๆ ไปตรวจโควิด จึงรู้สึกสงสัยว่าจะนำพวกตนไปทำร้ายหรือเปล่า?

อานนท์ นำภา ถึงกับงัดเอาวิชาดูดวงมาดูฤกษ์ยาม และบอกกับบรรดามิตรสหายว่าดวงช่วงนี้เป็น “ดวงถึงฆาต” จะมีอันตรายไปจนถึงเวลาตี 4

ทั้งหมดจึงนอนคุยกันไปเรื่อยๆ แต่เมื่อถึงเวลาตี 3 ตัวอานนท์เองกลับรู้สึกง่วงมาก ต้องไปแก้เคล็ดด้วยการหมุนเข็มนาฬิกาให้ถึงตี 4 ทำนองว่าแก้เคล็ดให้สิ้นเคราะห์ แล้วค่อยพากันนอน

กรณีนี้ เพนกวินบอกว่าหากไม่ติดคุกด้วยกัน ก็คงไม่รู้ว่า “พี่อานนท์” เป็น “สายมู”

ระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ ครอบครัวของเพนกวินและทนายความได้พยายามยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวหลายครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาต

เขาจึงตัดสินใจเรียกร้องสิทธิปล่อยชั่วคราวของจำเลยด้วยตนเอง ผ่านวิธีการ “อดอาหาร” ซึ่งเป็นเครื่องมือการต่อสู้คลาสสิคโดยไม่ใช้ความรุนแรงของกระบวนการสันติวิธี ซึ่งมี “ชีวิต” เป็นเดิมพัน

“เราไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในสภาพที่เราถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราอยากใช้ชีวิตเป็นคน เป็นมนุษย์ ไม่อย่างนั้น เราไม่ใช้ชีวิตเลยจะดีกว่า เราก็ประกาศไปในแถลงการณ์ว่าเราให้ความทรมานความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นประจักษ์พยานของความโหดร้ายของกระบวนการยุติธรรม ก็ถ้าเราตาย ก็ตามนั้น

“คือเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราอยากจะตาย แต่เราก็รู้สึกว่าลองเอาชีวิตเป็นเดิมพันดูว่า สังคมนี้ระบอบนี้ มันจะตกต่ำไปได้ถึงจุดไหนกันเชียว?”

 

เพนกวินเล่าต่อว่า ในช่วงแรกที่เริ่มอดอาหาร สิ่งที่ต้องต่อสู้คือความทรมานของร่างกาย เมื่ออดอาหารไปได้ระยะหนึ่ง จะต้องต่อสู้กับอารมณ์ ความคิด ความหวังของตนเอง และร่างกายจะเริ่มมีปัญหา เริ่มจากกระเพาะ ลำไส้ แต่เขาได้ใช้ความหวังและจุดยืนประคับประคองจิตใจ ไม่ให้สติหลุด

“ความทรมานสูงสุดคือเราถูกปิดกั้นข้อมูลข่าวสารทุกอย่าง การสื่อสารกับโลกภายนอกก็เป็นไปได้อย่างจำกัด มีเพื่อนๆ ผม ญาติผม ส่งจดหมายมา ก็เข้าไม่ถึง เลยรู้สึกว้าเหว่

“บางครั้งรู้สึกว่าการต่อสู้ครั้งนี้ของเรามันจะไปจบตรงไหน? เมื่อไหร่มันจะจบลงสักที? แต่พอเราทบทวนว่าเรามาสู้ทำไม? ทำไมเราต้องเลือกอด? มันก็กลับไปสู่จุดยืน มันก็ทำให้เรายังต่อสู้ต่อไปได้อีกวันหนึ่ง”

เกือบ 2 เดือนที่เพนกวินอดอาหาร มีคนที่ทรมานทั้งกายใจมากกว่าเขา นั่นก็คือคุณแม่ “สุรีรัตน์ ชิวารักษ์” ที่ออกมาร่วมเดินขบวนกับ “ม็อบทะลุฟ้า” และตัดสินใจโกนผมตนเองเพื่อเรียกร้องสิทธิปล่อยตัวให้แก่ลูกชาย จนก่อให้เกิดขบวนการ “ราษมัม”

ในฐานะลูกชาย เพนกวินอธิบายว่า ตลอดการต่อสู้ ไม่เคยมีความตั้งใจที่จะให้ครอบครัวหรือคุณแม่มาเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้ย้ำเตือนว่าพลังแห่งความรักของแม่นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน เมื่อครอบครัวออกมาร่วมต่อสู้ในวันที่เขาเกิดวิกฤต จึงรู้สึกอบอุ่นใจอย่างมาก

และอยากให้ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวสุดท้ายที่จะต้องมาเผชิญกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น กรณีสมาชิกในครอบครัวถูกกระทำด้วยกระบวนการ “อยุติธรรม”

สิ่งที่เพนกวินอยากจะเห็นคือการที่ครอบครัวหรือพ่อ-แม่คนอื่นๆ ลุกขึ้นมาทำความเข้าใจลูกๆ ของพวกเขา แม้จะมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน

 

ท้ายสุด เพนกวินยืนยันว่าแกนนำ “ราษฎร” ทุกคนยังเหมือนเดิม ทุกคนยังคงคิดที่จะต่อสู้ ไม่มีคำว่ายอมแพ้หรือถอยกลับ

ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบ “การต่อสู้ใหม่” ว่าจะทำอย่างไรให้ “ขบวนราษฎรปี 2565” เป็นขบวนที่ต่อสู้ทุกภาคส่วนจริงๆ และพยายามที่จะให้ขบวนเข้มแข็ง-รอบคอบมากขึ้น โอบรับกับพลังของพี่น้องราษฎรทุกกลุ่มพลัง ทุกกลุ่มกำลังสังคม เพื่อไล่ “เผด็จการประยุทธ์” ออกไปให้สิ้นซาก

โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่คนไทยร่วมกันเผชิญอยู่ในขณะนี้ ก็สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลล้มเหลวในการควบคุมสถานการณ์ ผ่านการปฏิบัติงานอันไร้ประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน นี่ยังเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วย

เพนกวินยังฝากให้กำลังใจพี่น้องประชาชนทุกคนที่กำลังต่อสู้อย่างยากลำบาก ขอให้ทราบว่าความลำบากนี้ไม่ใช่ความผิดของพี่น้องประชาชน แต่เป็นความผิดของระบบโครงสร้างที่ขูดรีดประชาชน ฉกฉวยโอกาส แสวงหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อน ที่ผู้คนกำลังเผชิญกันอยู่

“ถ้ารัฐบาลรักชาติจริง เหมือนที่ชอบอ้างว่าตัวเองรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็อยากให้คำนึงถึงคนในชาติเป็นหลัก อยากให้แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง ด้วยการลาออกหรือยุบสภา ก็ไปเลือกเอา”

“เพนกวิน” ส่งสารทิ้งท้ายถึงรัฐบาล

บทความก่อนหน้านี้โซเชียลมีเดีย : การรวมกลุ่มรูปแบบใหม่ ในชุมชนไทยในเยอรมนี/รายงานพิเศษ วรมน สินสุวรรณ
บทความถัดไปนายก ห่วงเหตุไฟไหม้โรงงานผลิตโฟมย่านกิ่งแก้ว สั่งการรมว.เฮ้ง รุดเยี่ยมศูนย์อำนวยการฯ และให้กำลังใจผู้บาดเจ็บจากแรงระเบิดที่ รพ.บางพลี และ รพ.สมุทรปราการ