อนุสรณ์ ติปยานนท์ : In Books We Trust (16) หนังสือแห่งความหวัง (5)

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

 

In Books We Trust (16)

หนังสือแห่งความหวัง (5)

 

พิธีศพของปลากัดจีนตัวนั้นมีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์

เด็กหนุ่มใช้เวลาช่วงเช้าของวันเสาร์ก่อกระบะทราย เขาสร้างกระบะขนาดหนึ่งฟุตคูณ 3/4 ฟุต ขึ้นด้วยเศษไม้อัดที่เหลือจากวิชาหัตถกรรม

ก่อนที่ในช่วงบ่ายเขาจะไปที่แคมป์ก่อสร้างไม่ไกลจากบ้าน มีโครงการบ้านจัดสรรมาจัดตั้งขึ้นไม่ไกลจากด้านหลังของบ้านเขานัก บริษัทกว้านซื้อที่นาในบริเวณนั้นได้หลายสิบไร่ก่อนจะขึ้นป้ายโครงการ และไม่นานหลังจากนั้น รถขนหิน อิฐ ดิน ทราย ก็แล่นเข้ามาพร้อมกับคนงาน มีร้านชำเล็กๆ เปิดตัวขึ้นเพื่อจำหน่ายสินค้าจำเป็นให้กับคนงานเหล่านั้น ความคึกคักเล็กๆ เกิดขึ้นในชุมชน

เด็กหนุ่มชอบไปเล่นที่กองทรายและกองหินเหล่านั้น เขาทำความรู้จักกับคนงานจนได้รับการอนุญาตให้ปีนขึ้นไปบนกองวัสดุ เมื่อขึ้นถึงยอดเขาจะนั่งมองทิวทัศน์รอบๆ จนพระอาทิตย์ตกดิน บันทึกภาพเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ นี่เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เขาเคยทำ กิจกรรมที่เขาเคยทำก่อนจะได้พบกับปิ่น

เขาตักทรายใส่ถังมามากพอ กลับมาที่บ้าน นำซากปลากัดจีนที่เขาแช่น้ำเกลือไว้นับตั้งแต่คืนก่อน บัดนี้ลำตัวของมันขาวซีด หางสีรุ้งของมันไม่สดใสเปล่งประกายเหมือนเคย

เขาเททรายบางส่วนลงบนพื้นกระบะ หลังจากนั้นบรรจงวางซากปลากัดลงบนพื้นทรายก่อนจะถมทับมันด้วยทรายที่เหลือ

เขาวางกระบะนั้นไว้ตรงบริเวณนอกชาน ระเบียงบ้านที่ทุกคนใช้ขึ้นลง ก่อนจะนำดอกพุทธรักษามาเด็ดกลีบและโปรยมันจนท่วมกระบะทราย

ความตายไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กหรือไร้ค่าล้วนส่งผลต่อบุคคลที่เข้าถึงมัน

ความสัมพันธ์ต่อผู้ตาย ต่อสิ่งที่ตาย ต่อความตายนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่มีสิ่งใดพิเศษเฉพาะเท่ากับความตายอีกแล้ว

เราเห็นความรักของบุคคลอื่นจากระยะไกล เราสังเกตได้ เรารับรู้ได้

แต่สำหรับความตาย แม้ว่าเราจะรู้สึกเสียใจกับบุคคลใดก็ตามที่สูญเสีย แต่เราไม่มีทางโศกตรมเท่าบุคคลเหล่านั้นได้เลย

 

วันอาทิตย์เขางดทำทุกสิ่ง กระทำตนดังสัตตบุรุษผู้เคร่งครัด เขานั่งอยู่ตรงบันไดทางขึ้นชั้นบน จ้องมองกระบะทราย

ความผิดอันนำมาสู่ความตายของเจ้าปลากัดตัวนั้นอยู่ที่ผู้ใด

อยู่ที่สัตว์ร้ายที่หมายปองชีวิตมัน อยู่ที่เขาผู้เลินเล่อไม่ดูแลหรือใส่ใจมันอย่างที่ควร

อยู่ที่คนขายปลากัดที่เพาะเลี้ยงและนำมันมาเร่ขายต่างสินค้า

หรืออยู่ที่ปิ่นผู้ปรารถนาจะอ่านนวนิยายและนำพาให้เขาต้องเดินทางไปจนพบปลากัดตัวนั้น

เขาขบคิดถึงความสัมพันธ์เหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ตั้งอยู่ สิ่งที่ดับไป สิ่งที่ดับไปคือความตายของปลากัดจีนหางสีรุ้งตัวนั้น

สิ่งที่ดับไปคือการที่ปิ่นปฏิเสธการอ่านนวนิยาย “ขุนศึก” ต่อไป

สิ่งที่ตั้งอยู่คือเขาได้กลับกลายมาเป็นเด็กหนุ่มผู้โดดเดี่ยวอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีปิ่น ไม่มีความรักของเขาที่มีต่อปิ่น

ไม่มีชีวิตของปลากัดจีนตัวนั้นอีกต่อไป

 

คํ่าวันนั้น แม่ของเขาแกงส้มกุ้งสดกับมะละกอให้เขาพร้อมด้วยน้ำพริกกะปิที่เขาโปรดปราน

แต่เขากินอาหารได้เพียงเล็กน้อย

พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์ เขาต้องกลับไปโรงเรียนอีกครั้ง ผลสอบน่าจะประกาศออกมา การเรียนของเขาในเดือนนี้ดูย่ำแย่เต็มที

แต่ในเวลาเดียวกัน ทักษะด้านการวาดภาพของเขากลับเพิ่มขึ้น ความตั้งใจที่จะเข้าศึกษาต่อด้านการเขียนภาพและการทำงานศิลปะของเขาชัดเจนขึ้น

วิชาทั้งหลายที่ไม่ข้องเกี่ยวกับสิ่งที่เขาตั้งใจ เขาพร้อมจะทอดทิ้งมัน ไม่มีความจำเป็นใดๆ อีกแล้วที่จะใส่ใจกับสิ่งที่จะเบี่ยงเบนเขาออกจากเป้าหมาย

เขาตั้งใจแล้วว่าเขาจะไปโรงเรียนให้น้อยครั้งที่สุด เขาตั้งใจแล้วว่าเขาจะพบเจอปิ่น เด็กสาวผู้นั้นให้น้อยครั้งที่สุด

เช้าวันจันทร์แทนการไปยังห้องสมุด เขาตรงไปที่ห้องของครูแนะแนว เขาทิ้งข้อความนัดขอคำปรึกษา หลังเข้าเรียนได้ชั่วโมงแรก

ครูแนะแนวเดินมาหาเขาที่ห้องพร้อมกับแจ้งว่าให้เขาเข้าพบได้เวลาเที่ยง

เพื่อนทุกคนในชั้นเรียนหันมามองเขา เว้นแต่ปิ่น ทุกคนในห้องไม่เคยมีใครสนใจการแนะแนวการศึกษา ไม่เคยมีใครสนใจครูแนะแนว ชีวิตนักเรียนมัธยมปลายคือการใช้ชีวิตให้เต็มที่

ชีวิตนักเรียนมัธยมปลายคือการใส่ใจกับชีวิตแบบวันต่อวัน

การกระทำในวันนั้นของเขาเป็นสิ่งประหลาดผิดแผกและแปลกปลอม

 

เมื่อเสียงออดบอกเวลาเที่ยงวัน ครูประจำวิชาออกจากห้อง นักเรียนที่เหลือเก็บข้าวของลงใต้ลิ้นชักประจำโต๊ะ ทุกคนพากันมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร มีแต่เขาเท่านั้นที่มุ่งหน้าไปยังห้องครูแนะแนว

เขาเคาะประตูห้อง ครูผู้หญิงผมสีดอกเลาภายใต้กรอบแว่นสีดำหนาหนักเงยหน้าขึ้นมองเขาก่อนจะเอ่ยให้เขานั่งลงที่เก้าอี้ซึ่งว่างอยู่

ครูผู้นั้นเอ่ยถามเขาถึงข้อข้องใจ

เขาเล่าถึงสาเหตุทั้งสองของเขา

ข้อแรก เขาอยากทราบว่าหากเขาจะละทิ้งวิชาอื่นเพื่อเรียนแต่วิชาสำคัญที่ใช้สำหรับการเรียนวิชาด้านศิลปกรรม เขาควรจะกระทำเช่นไรบ้าง

ข้อที่สอง มีที่ใดบ้างที่เขาสามารถศึกษาต่อด้านศิลปะอันเป็นสาขาที่เขาตัดสินใจเลือกแล้ว

เขาออกจากห้องแนะแนวในอีกสี่สิบห้านาทีต่อมา มันสายไปแล้วที่เขาจะไปหาอาหารกลางวันกิน

เด็กหนุ่มจัดแจงเสื้อผ้าให้เป็นระเบียบ ตลอดเวลาที่เขาอยู่ในห้องนั้น เขาถูกซักถามด้วยคำถามจำนวนมาก ทั้งเรื่องของเพื่อน ของโรงเรียน

ทำไมเขาถึงคิดว่าการมาโรงเรียนไม่สำคัญ ทำไมเขาถึงคิดว่าสังคมเพื่อนไม่สำคัญ กว่าจะได้รับคำตอบว่าเขาสามารถสอบเอาใบประกาศนียบัตรได้จากกระทรวง และใช้ชีวิตเรียนหนังสือในวิชาที่เขาอยากเรียนได้

ส่วนคำถามข้อที่สองนั้นครูแนะแนวหยิบเอกสารแนะนำมหาวิทยาลัยมาให้เขาสองสามแผ่น มีทั้งมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด หากเขาสนใจสาขาดังกล่าวจริง

“แต่เธออย่าลืมนะว่าเป็นศิลปินนั้นไส้แห้ง ปรึกษาพ่อ-แม่ของเธออีกครั้งด้วย”

นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่เขารู้สึกว่ามันคือคำขู่มากกว่าคำแนะนำ

 

ระหว่างทางเดินกลับมาที่ห้องเรียน เขารู้สึกกระหายน้ำ โรงเรียนของเขามีบริการน้ำดื่มตั้งตามจุดต่างๆ ตู้ที่ให้ดื่มน้ำเหล่านั้นมักไม่แออัด นักเรียนส่วนใหญ่พึงใจกับน้ำอัดลมและสารพัดเครื่องดื่มที่ล่อใจตามซุ้มขายของ

แต่เขากลับชอบน้ำดื่มของโรงเรียน มันเป็นน้ำบ่อบาดาลที่ได้รับการจัดทำให้สะอาดอย่างตั้งใจ

เขาตรงไปที่ตู้น้ำที่ใกล้ทางเดินที่สุด หยิบแก้วพลาสติกใสที่วางอยู่ในถาดขึ้นรองน้ำเย็นจัดจากตู้ ก่อนจะรองน้ำดื่มสองครั้งสองคราและบีบแก้วนั้นจนแตก ทิ้งมันลงถังขยะ

และเมื่อเขาหันตัวออกจากตู้น้ำ เขาก็พบกับปิ่นยืนอยู่ด้านหลังเขาพร้อมกับถุงใส่แซนด์วิชและน้ำอัดลมกระป๋อง

“อาหารกลางวันของเธอ” ปิ่นพูดเพียงเท่านั้นก่อนเดินจากไป

แซนด์วิชชิ้นนั้นเป็นอาหารกลางวันที่มีรสชาติอิ่มเอมที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมา เขากินมันจนหมด ดื่มน้ำอัดลมจนหมด เขาไม่แน่ใจว่าปิ่นซื้อหาสิ่งเหล่านี้มาให้เขาเพราะอะไร

แต่สิ่งที่แน่ใจคือปิ่นพูดกับเขา

และปิ่นน่าจะพูดกับเขาในฐานะเพื่อนคนเดียวของเธอ

 

ตลอดเวลาบ่ายนั้น เขาเรียนสิ่งใดไม่รู้เรื่องอีกต่อไป เขาคิดถึงถ้อยคำจำนวนมากที่จะพูดกับเธอหลังชั้นเรียน ขอบคุณ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ขอบคุณตอนนั้น เธอรู้ได้อย่างไรว่าฉันหิว ไปจนถึงทำไมเธอถึงซื้อแซนด์วิชแทนอาหารอื่น

เรื่องราวความคิดจำนวนมากผุดขึ้นในความคำนึงของเขา กระดานดำอยู่เบื้องหน้าเขาแต่มันกลับพร่ามัว

เพื่อนร่วมชั้นเรียนอยู่เบื้องหน้าเขา แต่ทุกคนกลับพร่าเลือน

ภาพเดียวที่ชัดเจนในสายตาของเขาคือภาพของปิ่น ภาพที่เธอนั่งมองไปที่เบื้องหน้าของเธอราวกับเธออยู่เพียงคนเดียวในโลก

วิชาสุดท้ายของวันจบลง ทุกคนเดินทางกลับบ้าน เขาเดินตามปิ่นออกมาราวกับแกะที่เดินตามคนเลี้ยงที่ทรงอำนาจ

ปิ่นเดินไปที่รถของเธอด้วยท่าทีที่เสมือนหนึ่งไม่รับรู้ว่ามีเขาอยู่ด้านหลัง แต่เมื่อเธอเดินไปถึงประตูรถ ปิ่นก็หันหน้ามาเผชิญเขา เธอยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้เขา เป็นนวนิยาย “ขุนศึก” ฉบับที่เขานำมาจากบ้านและแอบวางลงบนชั้นในห้องสมุด

เขารับหนังสือเล่มนั้นคืนด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด และแทนที่เขาจะเป็นคนเอ่ยปาก

ปิ่นก็กล่าวกับเขาอีกครั้งหนึ่ง

“ขอบคุณ”