สุชาติ ธาดาธํารงเวช อดีต รมว.คลัง ส่องสภาพเศรษฐกิจ ห่วงไทยจะเป็นเวเนซุเอลา

“เปรียบภาพเศรษฐกิจไทยตอนนี้ เหมือนต้นไม้ที่ไม่เจริญเติบโต แห้งเหี่ยวไปเรื่อยๆ ทั้งที่ลำต้น-โคน ลงราก ไม่มีการดูแล แต่บางกิ่งของต้นไม้กลับกลายเป็นว่าได้รับสิทธิพิเศษ จากตัวต้นคือได้รับเงิน ได้รับการบำรุงเป็นพิเศษ ซึ่งก็หมายถึงระบบราชการ-กลุ่มที่เข้ามาปกครอง แต่กิ่งอื่นๆ ที่ไม่ได้รับสิทธินี้ก็จะเหี่ยวเฉาตายกันไปหมด ซึ่งกิ่งที่เจริญงอกงามอยู่กิ่งเดียวก็อาศัยเงินจากกิ่งอื่นๆ ที่เหลือ มันก็จะกลายเป็นต้นไม้ที่น่ากลัว น่าสลดหดหู่ใจ” ศ.สุชาติ ธาดาธํารงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองเศรษฐกิจไทยภาพรวมในปัจจุบัน

ศ.สุชาติมองว่า ได้แต่คิดและสงสัยว่าทำไมประเทศเราที่เคยเจริญรุ่งเรืองเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วนี่เอง ถูกกล่าวขานว่าเป็นอันดับ 2 ของเอเชียรองจากสิงคโปร์ ถึงได้ตกต่ำได้ขนาดนี้ในตอนนี้ แล้วทำไมเขาไม่คิดจะแก้ไขกัน

อดีต รมว.คลัง มองงบประมาณปี 2565 ที่เพิ่งมีการพิจารณากันในสภา ที่น่ากลัวที่สุดคือปัญหาหนี้สาธารณะต่อ GDP ต่อปีจะเกิน 60% แล้วมันก็จะมีปัญหาอื่นๆ ตามมา ข้อเสนอของหลายคนที่บอกว่าต้องไปตัดงบฯ ตรงนั้นตรงนี้ ส่วนตัวมองว่ารัฐไปใช้จ่ายไม่ถูกเรื่องเยอะ เช่น มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของทุกหน่วยงบฯ เป็นแสนล้าน การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ การใช้จ่ายของ กอ.รมน. มูลค่ากว่า 8 พันล้าน ซึ่งในหน่วยไม่ได้มีเจ้าหน้าที่อยู่มาก ก็ให้เขียนโครงการ พอเขียนแล้วมูลค่าของโครงการก็แพง

เราต้องกลับไปดูว่ารัฐบาลมีหน้าที่อะไร?

คำตอบคือ ป้องกันประเทศ ลงทุนด้านระบบสาธารณูปโภค ดูแลทุกข์สุขประชาชน ดูแลด้านการศึกษา สาธารณสุข บรรเทาสาธารณภัยต่างๆ รวมถึงป้องกันภัยพิบัติ

แต่รัฐบาลเอาไปใช้จ่ายเงินเดือนตัวเอง ส่วนราชการถึง 35% หรือประมาณ 1.1 ล้านล้าน เป็นการใช้จ่ายตรงนี้ ทั้งที่ประชาชนเขาจ้างคุณ เสียภาษี พวกคุณมีหน้าที่ที่จะบริหารให้มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่บริหารตามที่คุณพอใจ

แต่บทบาทของเรามันเป็นรัฐบาลลักษณะคล้ายๆ ขุนนางศักดินา คนก็เลยมองว่าเขาทำตัวเป็นนายประชาชน เขาไม่ได้รับใช้ประชาชน

ที่น่ากังวลที่สุดก็คือ ปีนี้งบฯ ลงทุนประมาณ 6 แสนล้าน เพียง 20% คือต่ำสุดเลย แล้วก็มีการใช้จ่าย มีหลายกระทรวงที่มีงบฯ เกินแสนล้านขึ้นไป

แถมการซื้ออาวุธต่างๆ เฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ เครื่องบินโจมตี โครงการรถถังใหม่ ถ้าดูตามบัญชีรายการแล้วผมคิดว่าเป็นหมื่นล้าน

หากรัฐบาลเป็นผู้รับใช้ประชาชนจริง เขาจะไม่มาทำอย่างนี้

ศ.สุชาติกล่าวว่า หลายคนบอกว่ารัฐบาลหารายได้น้อยต้องหาทางเพิ่ม แต่ตัวผมเองจะเสนอในทางกลับกัน คือรัฐบาลควรลดรายได้ของตัวเองลงไป เพราะว่ารัฐบาลไปใช้จ่ายที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองอยู่มากมาย เช่น การโฆษณาประชาสัมพันธ์แสนกว่าล้าน เช่น งบประมาณทำ IO ตรวจสอบประชาชน จริงๆ แล้วมันทำไม่ได้เลย รัฐบาลอย่างสหรัฐอเมริกา เขาห้ามไปล้วงความลับประชาชนเลย

ขณะเดียวกันผมอยากเสนอให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม 1 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 6% มันก็จะเพิ่มเงินในมือประชาชน รวมมูลค่าเป็นแสนล้านเขาจะได้ใช้สอย ซึ่งไม่มีทางที่จะคอร์รัปชั่นตัวเอง แต่รัฐบาลที่ไปเก็บเงินเขาและบอกว่าจะเพิ่มให้อีกไม่พอใช้ ก็คุณบริหารไม่ถูก คุณไปกู้มาล่วงหน้าแล้วก็มาแจกตามใจตัวเอง มันเหมือนครอบครัวที่ไม่ได้ทำงาน ไม่ให้ลูกไปไหนแล้วก็กู้มาใช้ไปเรื่อยๆ สักวันครอบครัวมันต้องล่มสลายนะ

ผมมองว่าอนาคตเมืองไทยอาจจะเป็นเวเนซุเอลาได้ ก็คือกู้มาเรื่อยๆ ทั้งที่ทุกคนต้องทำงาน ปรัชญาของการบริหาร คือคนต้องทำงานหาเงินและเอาเงินมาจ้างรัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลไปกู้เงินแล้วก็มาแจกประชาชน แล้วก็บอกว่าจะอยู่ได้

ส่วนโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ภาษีน้ำมัน 2 แสนกว่าล้าน แล้วก็มีภาษีรถยนต์อีกแสนกว่าล้าน โครงสร้างภาษีน้ำมันเก็บอะไรต่างๆ มากมาย น้ำมันจริงๆ ราคา 12 บาท แต่ถ้าซื้อในประเทศ 30 กว่าบาท ถ้าเราไปซื้อน้ำมันที่เอาไปขายพม่าก็ราคา 14 บาท

คุณเก็บภาษีแบบนี้ น้ำมันมันกลายเป็นต้นทุนในการผลิตไปแล้ว ผมคิดว่าต้องปล่อยให้น้ำมันในเมืองไทยได้แข่งขันกันตามราคาตลาดโลก มันเป็นการลดภาษีไปเลย ลดแบบนี้เพื่อให้รัฐบาลมีขนาดที่เล็กและให้ตำรวจ อัยการ ศาล มีขนาดเท่าที่พอจะมี ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมีรายละเอียดเยอะแยะ แล้วก็ลดขนาดของสภาลง อะไรที่ไม่ได้เลือกตั้งมาไม่ควรจะมี เขาไม่ใช่ตัวแทนประชาชน ปีหนึ่งประหยัดได้ 3-4 พันล้านที่ต้องเสียรายจ่ายให้วุฒิสมาชิก

ขณะเดียวกันขนาดของรัฐบาลอย่างญี่ปุ่นก็มีอยู่ 12 กระทรวง เรามี ถ้ามี 21 กระทรวง มี ครม. 36 คน เวลานั่งประชุมก็มองไม่เห็นหน้ากัน

นี่มันเป็นลักษณะของประเทศด้อยพัฒนาที่หนักหัว

ศ.สุชาติกล่าวอีกว่า ด้านการศึกษาที่มีการใช้งบประมาณ 3 แสนกว่าล้านบาท พอหารด้วยจำนวนนักเรียนมี 10 ล้านคน มันถัวเฉลี่ยได้ที่ 33,000 บาท/คน เพื่อพัฒนาการศึกษา กลายเป็นว่ามีใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา มีข้าราชการมีตำแหน่งอะไรเต็มไปหมด

ประเทศเจริญแล้วเขาจะให้มีการศึกษาทางเลือกโดยให้ผู้ปกครองและนักเรียนมีอำนาจ มีการทำคูปองให้เขา เอา 35,000 บาทไปเลือกโรงเรียนที่เขาสนใจ ให้โรงเรียนแข่งกัน การศึกษาจะดีขึ้นเลย เพราะเหมือนมาขายของแข่งกัน คุณก็ต้องทำของดีๆ เอามาขายของ ไม่ดีคนจะไม่ซื้อ

ปัจจุบันเหมือนทำของมาแล้วก็รัฐบาลเอาเงินให้คนทำ คนทำก็มีแต่ค่าใช้จ่ายที่แพง การศึกษาก็เลยแย่

เดี๋ยวนี้ระดับมหาวิทยาลัยที่ก็ไปจ้างครูแนะแนวหัวละ 1,000 บาทเพื่อให้เด็กมาสมัคร มาอยู่กับมหาวิทยาลัยตัวเองเพื่อเอางบฯ เป็นต้น

 

ศ.สุชาติมองภาพรวมว่าตั้งแต่ยึดอำนาจ 7 ปี การบริหารผิดวิธีเสมอ จนสร้างความกลัว นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่น ผู้นำประเทศก็แสดงออกให้ดูแย่ตลอดเวลา หลักคิดมีความไม่สมเหตุสมผล ทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศมันหายไปหมด แถมยังดำเนินนโยบายไม่ถูกต้อง

คือวิธีคิดของเขามันคิดตรงกันข้ามเสมอ ทั้งวัคซีน ผมก็มองเห็นว่า ส่วนท้องถิ่นเขาอยากจะช่วยเหลือประชาชนเขาเอง ก็พยายามจะหาทางสกัดกั้นเขาอีก ก็เขาเลือกตั้งมาจากประชาชน คุณต่างหากที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรงคุณจะไปสั่งอะไรทั้งหมด โดยที่คุณไม่รู้อะไรเลยในท้องถิ่น ระบบการปกครองของประชาธิปไตยมันต้องกระจายอำนาจและให้แต่ละคนไปรับใช้ประชาชน

ทั้งหมดนี้จึงถือว่าเป็นปัญหาที่น่ากังวล ถ้าปล่อยไปแบบนี้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ล้มเหลว หนี้สินล้นพ้นตัวเกินที่ตั้งเอาไว้ คนจนจะเพิ่มขึ้น เดิมปี 2557 จนถึง 1 ปีก่อนโควิดในช่วงปี 2562 คนจนเพิ่มขึ้น เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่คนจนเพิ่มขึ้น

เดิมปี 2557 รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยมีคนจน 4.9 ล้านคน ความหมายคือ รายได้ 33,000 บาทต่อปีต่อคนต่อปี 2562 มันจะมี 6.8 ล้านคน เพิ่มถึง 2 ล้านคน เห็นแล้วก็รู้สึกเหนื่อยใจที่เขาทำงานแบบตรงกันข้าม แล้วทำให้คนจนจนลงแปลว่าหากินก็ไม่ได้ ขายของราคาก็ไม่ดี ยังถูกสั่งให้หยุดอีก

แล้วสังคมไทยเป็นอะไรที่แปลกอย่างหนึ่งที่ผมสงสัยคือ ทำไมประเทศเรามีวันหยุดเยอะแยะไปหมด เมืองไทยเคยมีวันหยุดที่ไม่ใช่เสาร์-อาทิตย์ 13 วัน เดี๋ยวนี้กลายเป็นหยุดกันที 26-27 วัน ถามว่ากรอบคิดนี้เอามาจากไหน? ทั้งที่ผลผลิตของชาติหรือรายได้มันต้องได้มาจากการทำงาน ไม่ได้มาจากการหยุดงาน

นี่ก็เคยพูดไปแล้วคนที่เขาตัดสินใจ เขามักทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลอยู่ตลอดเวลา

ก็เลยแปลกใจว่า ถ้าพวกคุณยังคงทำแบบนี้ต่อไป แถมยังเชื่อมั่นว่าประเทศจะเจริญ มันเป็นไปไม่ได้ คือทำอะไรผิดที่ผิดทางไปหมด ตรงข้ามไปหมดเลย

สำหรับเส้นทางอนาคตของ ศ.สุชาติที่หลายคนสงสัยว่าจะไปตั้งพรรคใหม่ในอนาคตหรือไม่นั้น เจ้าตัวเผยว่า

“เนื่องจากผมเองเคยเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และเป็น รมว.คลังมาแล้ว จึงไม่ประสงค์ไปนำพรรคตั้งขึ้นมาใหม่ คือเมื่อเดินไปได้ในที่เดิม ก็จะเดินขึ้นต่อไป หากไปไม่ได้ก็จะหยุดพัก แต่จะไม่เดินขึ้นๆ ลงๆ ครับ”

ชมคลิป

บทความก่อนหน้านี้แพทย์ชนบท ชี้สัปดาห์หน้าโกลาหล วัคซีนไม่พอ แนะรัฐบาลยอมรับความจริง
บทความถัดไปถ่ายทอดยูโร-เศรษฐกิจและวัคซีน/ชกคาดเชือก วงค์ ตาวัน(ฉบับประจำวันที่ 11-17 มิถุนายน 2564 ฉบับที่ 2130)