ก่อสร้างที่ดิน /นาย ต. /รัฐอภิสิทธิ์ชนรับมือโควิดไม่ได้

ก่อสร้างที่ดิน/นาย ต.

รัฐอภิสิทธิ์ชนรับมือโควิดไม่ได้

 

ปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกที่ 3 บานปลายไปเรื่อยๆ ผ่านมาแล้ว 3 เดือนยังไม่มีทีท่าว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐนำออกมาบังคับใช้แล้ว ไม่ได้มีผลทำให้อัตราผู้ติดเชื้อใหม่ลดน้อยลงกว่าเดิม กลับตรงกันข้ามยังคงเพิ่มมากขึ้นทั้งอัตราการติดใหม่และอัตราการตาย

เหตุที่ประเทศไทยยังควบคุมโควิด-19 ไม่ได้ ทั้งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการแพทย์ดีที่คนค่อนโลกบินมารักษาตัว มีระบบสาธารณสุขดีเป็นตัวอย่างกรณีศึกษาระดับโลก แต่ยังเอาไม่อยู่เพราะประเทศไทยยังเต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ระบบอภิสิทธิ์ชน ทำให้การบังคับใช้กฎหมายกฎระเบียบต่างๆ ไม่ถูกปฏิบัติอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

คลัสเตอร์เริ่มต้นทั้ง 3 ระลอกเป็นตัวอย่างได้ชัดเจน

กรณีสนามมวยลุมพินีเกิดจากการจัดชกมวยทั้งที่มีมติคณะรัฐมนตรีให้งดแล้ว

กรณีตลาดกลางกุ้งมหาชัย ก็เกิดจากแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายนับหมื่นนับแสนคนด้วยระบบหัวคิว

และกรณีที่ 3 เลานจ์ทองหล่อ ก็เกี่ยวข้องกับเจ้าของบ่อนการพนัน นักการเมืองที่อยู่ในอำนาจ

 

มาถึงขั้นการจัดสรรวัคซีนก็มีปัญหา จะจัดสรรให้ตามผู้มีความเสี่ยงด้านอายุด้านโรคประจำตัว หรือจัดสรรตามพื้นที่การระบาดร้ายแรงมากน้อยก็สับสนวุ่นวาย จนมี ส.ส.ทั้งพรรคฝ่ายค้าน พรรครัฐบาลออกมาแถลงข่าวเรียกร้องให้กับเขตพื้นที่ของตัวเอง ทั้งนี้ก็เพราะแนวการจัดสรรแบบต่างๆ ที่เป็นสากลสู้ระบบอุปภัมภ์เส้นสายไม่ได้นั่นเอง เส้นใหญ่ก็ได้ไป ไม่มีเส้นก็อด

กระบวนการบริหารจัดการรับมือการแพร่ระบาดดำเนินการโดยระบบราชการไทย ที่มีฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้นำ ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีพลาดมาแต่ต้นกัน โดยสั่งซื้อวัคซีนซึ่งเป็นอาวุธหลักในการสู้โควิด-19 ในช่วงแรกจำนวนไม่มากพอที่จะให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และสั่งเพียง 2 ยี่ห้อซึ่งไม่เพียงพอกับการกลายพันธุ์หลากหลายของไวรัสชนิดนี้

มารู้ตัวเอาเมื่อปลายเดือนเมษายน จึงสั่งซื้อ 100 ล้านโดส สั่งมาเพิ่มอีกหลายยี่ห้อหลากหลาย แต่ก็นั่นแหละทุกประเทศในโลกก็มีความต้องการเหมือนกัน การที่จะได้ตามปริมาณที่ต้องการก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

มาถึงเรื่องการนำเข้า ระบบราชการก็สงวนอำนาจไว้ให้นำเข้าผ่านองค์การเภสัชกรรมเท่านั้น ภาคเอกชนไทยที่สามารถแข่งขันระดับโลกก็เลยถูกจำกัดด้วยอำนาจราชการล้าหลังย้อนยุค ทำอะไรไม่ได้ แต่พอหน่วยงานบางแห่งได้สิทธิพิเศษนำเข้าเอง ก็เป็นเหตุให้หน่วยงานอื่นที่คิดว่าจะเข้าข่ายได้สิทธิบ้างวิ่งเต้นกันใหญ่

 

การกระจายการฉีดวัคซีนที่มีแอพพ์ให้สมัครกันหลายแอพพ์ มีการเถียงกันจะให้ฉีดแบบ walk in หรือ on site ซึ่งไม่รู้ต่างกันตรงไหน สุดท้ายก็ต้องชะลอ หรือต้องยกเลิกคิวนัดหมายไว้

มีผู้นำออกมาพูดว่า “ถ้าได้วัคซีนมามากก็ปรับแผนฉีดตามที่ได้มาก ถ้าได้วัคซีนมาน้อยก็ปรับแผนตามน้อย” นี่สะท้อนแก่นแท้ของระบบออกมาเลย คือไม่มีเป้าหมายที่จะบรรลุ มีแต่กระบวนการที่จะยึดถือเป็นสรณะ

สุดท้าย มาปรับเป้าหมายจากฉีดให้ครบจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ภายในปี 2564 ไปเป็นปี 2565 และเพิ่มปริมาณ 100 ล้านโดสเป็น 150 ล้านโดส

นี่ของแท้เลย ปรับเป้าหมายยืดออกไปเพื่อให้สามารถทำได้

โควิดระลอก 3 พิสูจน์ให้เราเห็นชัดๆ ว่า ระบบอุปถัมภ์อภิสิทธิ์ชน ระบบราชการเก่าแก่ และผู้นำประเทศทุกวันนี้ไม่สามารถบริหารจัดการหรือรับมือกับเศรษฐกิจสังคม เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันได้แล้ว

โควิด-19 ระลอก 3 มาพิสูจน์ให้เห็นเร็วขึ้นและชัดเจนขึ้น

คนตายวันละ 20-30 คน เดือนหนึ่งก็หลักพัน ปีหนึ่งก็หลักหมื่น ไม่น้อยเลยนะ ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศนี้ด้วย รัฐบาลต้องออกมาบอกว่า เป็นเพราะอะไร จะแก้ยังไง สิ้นสุดเมื่อไหร่ อย่างชัดเจน

น้าค่อมครับ วานอีกสักครั้งเถอะ เอาให้มันหูแตกไปเลยนะ

บทความก่อนหน้านี้จุรินทร์ เมินกระแสปรับครม.-ยุบสภา ยัน ปชป.จะทำหน้าที่จนนาทีสุดท้าย
บทความถัดไปจีนดิ้น! โวยสถานกงสุลสหรัฐ-อียู “จุดเทียน” รำลึก 32 ปี เหตุนองเลือดเทียนอันเหมิน