ปิดแฟ้มคดีน้องชมพู่ จับลุงพล ผบ.ตร.มั่นใจหลักฐานมัดแน่น เสริมใยเหล็กขาเก้าอี้ ‘พิทักษ์ 1’/โล่เงิน

โล่เงิน

 

ปิดแฟ้มคดีน้องชมพู่ จับลุงพล

ผบ.ตร.มั่นใจหลักฐานมัดแน่น

เสริมใยเหล็กขาเก้าอี้ ‘พิทักษ์ 1’

 

ตํารวจใช้เวลากว่า 1 ปี ก่อนปิดฉากคดีปริศนาการตาย “น้องชมพู่” ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา เด็กหญิงวัย 3 ขวบ 2 เดือน ตอบคำถามที่ค้างคาใจสังคมได้สำเร็จ

ย้อนไทม์ไลน์ น้องชมพู่หายตัวไปจากบ้านพักในหมู่บ้านกกกอก ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร นานถึง 3 วัน ก่อนจะถูกพบเปลือยกายเสียชีวิตอยู่บริเวณเขาภูเหล็กไฟ บ้านกกกอก เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563

พบพยานหลักฐาน เสื้อผ้า รองเท้า และเส้นผม 36 เส้นที่เกิดจากการสับ ตกอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ เป็นปริศนาการเสียชีวิตที่ตำรวจต้องไขคำตอบให้ได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ระดมสรรพกำลัง มีบิ๊กปั๊ด พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ขณะนั้น นำทัพทีมสืบสวนมือฉมัง ลงไปคลี่คลายสาเหตุการเสียชีวิต แสวงหาหลักฐานภายใต้แรงกดดันของสังคม

ใช้เวลา 5 เดือนคลี่คลายคดี จนกระทั่ง 2 ตุลาคม 2563 พล.ต.อ.สุวัฒน์ขยับขึ้นเก้าอี้ ผบ.ตร. ได้เปิดแถลงความคืบหน้าคดีน้องชมพู่ที่ยังสะสางไม่เสร็จ

ตอนนั้นบิ๊กปั๊ดเผยความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนว่า ได้สัมภาษณ์พยานบุคคลจำนวน 384 ปาก, สอบปากคำเข้าสำนวน จำนวน 120 ปาก, สอบปากคำผู้เชี่ยวชาญประกอบจำนวน 13 ปาก, เก็บวัตถุพยานที่เป็นหลักฐานสำคัญทางคดี ตรวจพิสูจน์แล้วจำนวน 113 ชิ้น, เป็นพยานหลักฐานบนที่เกิดเหตุ จำนวน 16 ชิ้น, เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ หรือสารพันธุกรรมบุคคล จำนวน 154 ตัวอย่าง

“หลักฐานทั้งหมดยังไม่พอที่ตำรวจจะตั้งข้อหาใคร เพราะฉะนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าสงสัยใคร”

พร้อมยืนยันว่า น้องชมพู่ไม่สามารถเดินไปบนจุดพบศพได้ด้วยตนเอง จึงเชื่อได้ว่ามีผู้พาไป และมีผู้ทำให้ถึงแก่ความตาย ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม

จากการตายของน้องชมพู่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย สื่อตีข่าวหลายแง่มุม ทำสังคมเสียงแตกเป็นหลายฝ่าย

สปอตไลต์ส่องไปที่ “ลุงพล” มีทีมยูทูบเปอร์ติดตาม มีงานในวงการบันเทิง เหมือนได้ชีวิตใหม่จากการตายของเด็กหญิงคนหนึ่ง

และเมื่อตำรวจยังปิดคดีไม่ได้ หลายฝ่ายนำประเด็นน้องชมพู่มาคอยทิ่มแทง สั่นคลอนขาเก้าอี้ ผบ.ตร.อยู่หลายครั้ง

19 มกราคม 2564 ผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์หลังมีคลิปลุงพลเก็บทรงไม่อยู่ แย่งไมค์สื่อ ว่า “รู้ว่าสังคมติดตาม ตำรวจก็ทำด้วยความรอบคอบ ต้องมีพยานหลักฐานแน่นหนา ไม่ให้ผู้ต้องหาดิ้นหลุดในชั้นศาล อย่างที่บอกว่าคนทำผิด ทำอะไรก็รู้อยู่แก่ใจ คงนอนไม่หลับอยู่แล้ว”

คดีใกล้งวด 17 พฤษภาคม 2564 พล.ต.อ.สุวัฒน์ให้สัมภาษณ์ว่า จะมีคำตอบที่สังคมพอใจอย่างแน่นอน เชื่อว่าไม่เกินมิถุนายนนี้ได้รู้

31 พฤษภาคม 2564 ก่อนออกหมายจับเพียง 1 วัน ลุงพลให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนตัวไม่มีความกังวล แต่อยากถามว่าหลักฐานเส้นขน 3 เส้น ผ่านมา 1 ปี ทำไมเพิ่งมีเพิ่ม ตำรวจกำลังเล่นตลกอะไร

ล่าสุด 1 มิถุนายน 2564 ศาลจังหวัดมุกดาหาร ออกหมายจับนายไชย์พล หรือลุงพล ใน 3 ข้อหา

1. พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดา-มารดา โดยปราศจากเหตุอันควร

2. ทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกิน 9 ปี เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจากตน โดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล เป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย

และ 3. กระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพ ก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป

หมายจับลุงพล เปรียบเสมือนของขวัญวันเกิดให้กับนางสาวิตรี วงศ์ศรีชา หรือแม่น้องชมพู่ ซึ่งมีวันเกิดตรงกับ 1 มิถุนายน

มีรายงานจากทีมสอบสวนคดีนี้เปิดเผยว่า สำหรับหลักฐานที่ใช้ออกหมายจับครั้งนี้ มีทั้งพยานที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ พยานผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น นักจิตวิทยา นักโภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์ สุนัขดมกลิ่น เป็นต้น ประกอบการจำลองเหตุการณ์ ผลการตรวจชันสูตรศพ ผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ยืนยันได้ว่า ลุงพลเป็นคนนำร่างน้องชมพู่ไปทิ้งบนภูเหล็กไฟจนเสียชีวิต จากการขาดน้ำและขาดอาหาร

จากการตรวจค้นรถของนายไชย์พล พบวัตถุพยานต้องสงสัยบางอย่างตกหล่นอยู่ภายในรถยนต์ ซึ่งจากการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันได้ว่าวัตถุพยานดังกล่าวเป็นสิ่งของที่มาจากศพของน้องชมพู่หลังจากเสียชีวิตแล้ว

สอดคล้องกับวัตถุพยานเส้นขน 3 เส้น รวมถึงเส้นผมของน้องชมพู่ที่ถูกสับ 36 เส้น ที่ตรวจดีเอ็นเอจนสามารถระบุได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับลุงพล

เช้าตรู่วันที่ 2 มิถุนายน 2564 พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.ภ.7 นำหมายศาลจังหวัดมุกดาหาร ไปที่บ้านลุงพล แต่กลับไม่พบตัว โดยในช่วงสาย นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ ได้พาลุงพลเดินทางมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) หวังมอบตัวแบบเซเลบ

แต่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ไม่ยอมให้ผู้ต้องหาฆ่าเด็กหญิง 3 ขวบ ทำตามอำเภอใจ สั่งเจอที่ไหนจับที่นั่น แม้เจ้าตัวเดินทางมาถึง ตร. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบก.ปส.3 แสดงและอ่านหมายจับของศาลจังหวัดมุกดาหาร

และให้ตำรวจ สน.ปทุมวัน คุมตัวไปลงบันทึกประจำวัน ก่อนส่งกลับไปดำเนินคดีที่ สภ.กกตูม

ต่อมา พล.ต.อ.สุวัฒน์ตั้งโต๊ะแถลงข่าวยืนยันว่าตำรวจมีพยานหลักฐาน มิฉะนั้นขอหมายจับไม่ได้ จะตั้งข้อหาใครก็ตามต้องเป็นพยานหลักฐานเท่านั้น ตำรวจมีความมั่นใจ ส่วนคนอื่นจะคิดอย่างไร หรือพอใจไม่พอใจเป็นสิทธิส่วนบุคคล

ฝากว่าตำรวจเคยรับปากไว้ว่าจะทำให้ดีที่สุดก็ทำตามสัญญา แต่มันยังไม่จบ และจะทำต่อไป

พร้อมระบุอีกว่า คดีฆาตกรรมมีความซับซ้อนเป็นเรื่องหนึ่ง แต่มีการไต่สวนบนโลกโซเชียล หนักกว่าคดีเกาะเต่า ทำประชาชนเสพติดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ อาจเพราะภูมิคุ้มกันในโลกโซเชียลไม่พอ จึงฝากไว้เป็นบทเรียนให้ใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อ

อย่างไรก็ตาม การปิดคดีน้องชมพู่ ยังช่วยการันตีขาเก้าอี้ ผบ.ตร.ให้แข็งแรงมากขึ้น

และวันนี้กฎแห่งกรรมได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ ผู้กระทำผิดย่อมต้องได้รับการลงโทษ ไม่มีใครหนีพ้นกฎแห่งกรรมได้

บทความก่อนหน้านี้การเมืองดี การบอลดี/ชกคาดเชือก วงค์ ตาวัน
บทความถัดไปวิรัตน์ แสงทองคำ/เรื่องราวธุรกิจโรงแรมไทย (2)