เบลารุส กับการ ‘ไฮแจ๊ก’ เครื่องบินโดยสาร/บทความต่างประเทศ

(FILES) In this file photo a Belarusian dog handler checks luggages off a Ryanair Boeing 737-8AS (flight number FR4978) parked on Minsk International Airport's apron in Minsk, on May 23, 2021. - UN Secretary General Antonio Guterres on May 24, 2021 backed calls for an independent investigation after Belarus forced a commercial airliner to land so it could arrest an opposition activist, declaring himself "deeply concerned" by the incident. "The secretary general supports calls for a full, transparent and independent investigation into this disturbing incident and urges all relevant actors to cooperate with such an inquiry," said his spokesman Stephane Dujarric in a statement. (Photo by - / ONLINER.BY / AFP) / RESTRICTED TO EDITORIAL USE - MANDATORY CREDIT "AFP PHOTO / ONLINER.BY " - NO MARKETING - NO ADVERTISING CAMPAIGNS - DISTRIBUTED AS A SERVICE TO CLIENTS

บทความต่างประเทศ

 

เบลารุส

กับการ ‘ไฮแจ๊ก’ เครื่องบินโดยสาร

 

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้โดยสาร 126 คน ในเครื่องบินโดยสารของสายการบินไรอาเนียร์ เที่ยวบิน “เอฟอาร์ 4978” เดินทางจากประเทศกรีซ ไปยังประเทศลิทัวเนีย ต้องตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก เมื่อมีเครื่องบินรบของกองทัพอากาศเบลารุส ขึ้นบินประกบและสั่งการให้เครื่องบินลงจอด ที่สนามบินในกรุงมินสก์ ประเทศเบลารุส

กองทัพอากาศเบลารุสอ้างกับกัปตันเครื่องบินโดยสารว่า “มีระเบิดอยู่บนเครื่อง!” แต่นั่นกลับกลายเป็นเพียง “ข้ออ้าง”

หลังจากเครื่องบินลงจอดแล้ว ไม่มีระเบิดถูกตรวจพบ แต่กลับมีตำรวจบุกจับกุมตัว “โรมัน โปรตาเซวิช” คอลัมนิสต์ชาวเบลารุส วัย 26 ปี คอลัมนิสต์สายต่อต้านรัฐบาล และแฟนสาววัย 23 ปี ทันทีที่สนามบิน

และนั่นดูเหมือนจะเป็นเหตุผลที่แท้จริงของการบังคับให้เครื่องบินลงจอด

 

พยานในเหตุการณ์เล่าว่า โปรตาเซวิชขณะที่กำลังถูกจับกุมอยู่ในอาการ “หวาดกลัวอย่างมาก” และบอกกับเพื่อนร่วมทางว่า เขาอาจต้องโทษถึงประหารชีวิต เหตุเพราะเบลารุสเป็นประเทศในภูมิภาคยุโรปประเทศเดียวที่ยังคง “โทษประหารชีวิต” เอาไว้

ปฏิบัติการของรัฐบาลเบลารุส ที่ถูกมองว่าเป็นการทำตามอำเภอใจในครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับนานาชาติในฐานะเหตุการณ์ร้ายแรงทางการทูต และเป็นการละเมิดข้อตกลงการบินระดับนานาชาติ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คำถามก็คือ ทำไมเบลารุสจึงกล้าทำสิ่งที่ “บ้าบิ่น” และอาจสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ขนาดนี้?

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ เบลารุสเป็นชาติที่แยกออกมามีเอกราชหลังการล่มสลายของ “สหภาพโซเวียต” มีชายแดนติดกับ “รัสเซีย” ทางตะวันออก “ยูเครน” ทางใต้ ส่วนทางเหนือติดกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรป อย่างลัตเวีย, ลิทัวเนีย และโปแลนด์

เบรารุสมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศคล้ายคลึงกับ “ยูเครน” ประชาชน 9.5 ล้านคน แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนการสร้างสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุนการคงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นกับ “รัสเซีย” ขั้วตรงข้ามกับชาติในฟากตะวันตก

ปัจจุบันรัฐบาลเบลารุสนำโดยประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ผู้ได้ชื่อว่า “ผู้นำเผด็จการคนสุดท้ายของยุโรป”

กำลังเผชิญกับการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล เรียกร้องผู้นำใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ

รัฐบาลลูกาเชนโกตอบโต้ด้วยการกวาดล้างการชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง ดำเนินคดีกับผู้นำประท้วงและศัตรูทางการเมืองจนมีคนจำนวนมากต้องถูกจำคุก และอีกหลายคนก็ต้องลี้ภัยไปยังต่างประเทศ

 

สําหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเห็นของนักบินผู้มีประสบการณ์ระบุว่า หากมีเครื่องบินรบเข้าแทรกแซงการบินและออกคำสั่งแล้ว สิ่งที่กัปตันเครื่องบินต้องทำก็คือการปฏิบัติตาม

แต่หากพิจารณาจากพฤติกรรมและเหตุผลแล้วการกระทำของรัฐบาลเบลารุสนั้นเป็นสิ่งที่ “ไร้ความรับผิดชอบอย่างแน่นอน”

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินรบเข้าแทรกแซงเส้นทางการบินก็คือ เครื่องบินรบบินอยู่ด้านหน้าของเครื่องบินโดยสาร หากมีเครื่องบินรบอีกลำ ก็จะบินประกบที่ด้านข้าง หลังจากนั้น เครื่องบินรบจะสื่อสารกับกัปตันเครื่องบินโดยสารผ่าน “คลื่นความถี่ฉุกเฉินนานาชาติ” แต่หากกรณีที่ระบบการสื่อสารไม่สามารถทำงานได้ ก็จะมีการส่งสัญญาณแสง ในเวลากลางคืน หรือใช้การโยกปีกเครื่องบิน ส่งสัญญาณที่มีความหมายว่าให้ “ตามมา” ในเวลากลางวัน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใดๆ ก็ตามจะสามารถเข้าแทรกแซงเส้นทางการบินของเครื่องบินโดยสารได้ก็ต่อเมื่อ “มีเหตุผลด้านความปลอดภัย” ทั้งต่อผู้โดยสารบนเครื่องบิน รวมถึงประชาชนที่อาศัยในเมืองบนพื้นดิน

โดยจะมีขั้นตอนการสื่อสารกับกัปตันบนเครื่องบินโดยสารลำดับแรกผ่านทาง “หอควบคุมการจราจรทางอากาศ” หรือ (เอทีซี) หากสัญญาณขาดหาย และไม่สามารถติดต่อผ่านสัญญาณวิทยุได้ รัฐบาลจึงจะสามารถส่งเครื่องบินรบขึ้นประกบและนำทางไปลงจอดต่อไปได้

แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่รัฐบาลเบลารุสทำ ไม่ได้มีเหตุผลและเป็นไปตามขั้นตอนแต่อย่างใด

 

ตามข้อข้อบังคับ “เสรีภาพทางอากาศ” ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการบินระดับนานาชาติ ที่จะทำให้ไม่ว่าเครื่องบินจะบินอยู่ในน่านฟ้าที่ใดของโลก เครื่องบินก็จะยังคงสามารถบินผ่านน่านฟ้าต่างๆ ไปได้โดยไม่ต้องลงจอด

สำหรับตัวเครื่องบินนั้นมีสัญชาติของรัฐ ตามประเทศที่เครื่องบินแต่ละลำไปจดทะเบียนเอาไว้ ในที่นี้เครื่องบินของสายการบินไรอาเนียร์ จดทะเบียนในประเทศ “โปแลนด์” กับบริษัท “ไรอาเนียร์ ซัน” บริษัทลูกของสายการบินสัญชาติไอร์แลนด์

ดังนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งนับเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศครั้งใหญ่ จะมี “โปแลนด์” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ขณะที่ไมเคิล โอเลียรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไรอาเนีย ซัน ระบุถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรม “สลัดอากาศที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเบลารุส” เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เบลารุสเองก็ไม่ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงร่วมว่าด้วยการบริหารการบินผ่านแดน ซึ่งมีกำหนดข้อบังคับเรื่องเสรีภาพทางอากาศ และข้อตกลงอื่นๆ กำหนดเอาไว้

ขณะที่ข้อตกลงเหล่านี้มีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ เป็นผู้กำกับดูแล

 

หลังเหตุการณ์ “ไฮแจ๊ก” เครื่องบิน ทางการเบลารุสได้ปล่อยคลิปวิดีโอของ “โปรตาเซวิช” ผู้ที่ถูกจับกุมที่สนามบินกรุงมินสก์ สารภาพความผิดตามข้อหาที่รัฐบาลเบลารุสตั้งเอาไว้

ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มเคลื่อนไหว รวมถึงผู้นำพรรคฝ่ายค้านเบลารุส มองว่าโปรตาเซวิชถูกทางการเบลารุสกดดันให้รับสารภาพ และหวั่นกรงว่า โปตาเซวิชอาจถูกทารุณกรรมด้วยก็เป็นได้

จากกรณีดังกล่าว ล่าสุด 27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ได้มีมติประกาศห้ามสายการบินประเทศเบลารุสบินเข้าน่านฟ้าอียู เพื่อเป็นการตอบโต้

นอกจากนี้ ยังประกาศให้สายการบินในกลุ่มประเทศสมาชิกอียู ไม่บินผ่านน่านฟ้าประเทศเบลารุสด้วยเช่นกัน

หลังจากนี้ ชาติสมาชิกอียูจะหารือกันต่อไปว่าจะมี “มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ” กับรัฐบาลเบลารุส เพื่อลงโทษพฤติการณ์บ้าระห่ำครั้งนี้ต่อไปอย่างไร คงต้องติดตาม

บทความก่อนหน้านี้ปาเลสไตน์-ฮามาส ความขัดแย้งครั้งที่ 4 (1)/มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม
บทความถัดไปคลี่ปมฆ่าเผา-ฝังดิน เสี่ยร้านอาหารกระบี่ ล่าระทึก-ล็อก ‘บังฟิต’ แฉแค้นถูกบุกทวงหนี้/อาชญา ข่าวสด