พระพูดการเมืองได้หรือไม่ ? : เจ้าคุณประสารเปิดใจ ‘บ้านเมืองเรื่องของสงฆ์’

รายงานพิเศษ

พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

 

ปุจฉา-วิสัชนา

วันเพ็ญเดือน 6

เจ้าคุณประสารเปิดใจ

‘บ้านเมืองเรื่องของสงฆ์’

“อยากบอกทุกคน กราบเรียนพระเถระผู้ใหญ่ว่าความเป็นพระเมธีธรรมาจารย์กับสิ่งที่ได้เคยทำ ในอดีตปฏิบัติมาอย่างไร ไม่เคยไปรับเงินรับทองใครมา ไม่ได้เป็นคนของใคร ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของใคร แต่ทำเพื่อการพิทักษ์ ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และอยากเห็นอนาคตของพุทธศาสนาบนพื้นแผ่นดินนี้ มีความมั่นคง เจริญไม่มีที่สิ้นสุดถึงได้ทำ ที่ผ่านมาอาจจะมีคนเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย ก็ยินดีรับฟัง แม้จะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิต หน้าที่การงาน ผลกระทบต่อสถานะที่ดำรงอยู่ก็ต้องอดทน และหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีผู้เข้าใจจุดประสงค์ สักวันหนึ่งพระเถระผู้ใหญ่จะเข้าใจและจะได้รู้ว่าได้ทำหน้าที่เพื่อความมั่นคงของพุทธศาสนาเท่านั้น” พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร กล่าวเปิดใจในบรรยากาศวันเพ็ญเดือนหก หลังได้สอบถามถึงบทบาทที่ผ่านมาในการเคลื่อนไหวในอดีต จนล่าสุดที่มีการโพสต์เรื่องวัคซีน-รัฐบาล ทำให้ถูกมหาเถรสมาคม (มส.) ตักเตือน

เจ้าคุณประสารอธิบายว่า เรื่องใหญ่ที่ มส.ห้ามคือ ตามระเบียบข้อบังคับ ห้ามพระสงฆ์ยุ่งกับการเมืองนั้น ที่จริงแล้วต้องพูดให้ชัด อาตมาเองถือเรื่องนี้เป็นสำคัญ ว่าอันไหนเป็นเรื่องของบ้านเมือง คิดว่าพระสงฆ์สามารถที่จะพูดได้ ควรที่จะยุ่งเกี่ยวได้

คำว่าเรื่องของบ้านเมืองนี่เป็นเส้นแบ่ง-จุดที่ยังไม่ลงตัวกันเสียที ว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าการเมือง อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าบ้านเมือง

เช่น ที่อาตเคยทำตั้งแต่ปี 2556 ถึงปี 2558 อาตมาเองถูกข้อกล่าวหาว่าเป็นการเมือง ฝ่ายตรงข้ามก็มองว่าอาตมาเป็นฝ่ายที่พิทักษ์ปกป้องมหาเถรสมาคม อันนี้เป็นการมองต่างแล้วนะ ถ้าปกป้องมหาเถรสมาคม แล้วจะไปเกี่ยวอะไรกับการเมือง เพราะว่าคณะกรรมการปฏิรูปในสมัยนั้น ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน ท่านเอาอำนาจทางการเมืองจะเข้ามาปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา และนำไปสู่สิ่งที่คนทั่วไปในยุคนั้นพูดว่า Set Zero มหาเถรสมาคม

อันนี้อาตมาได้ปกป้องจนเรียกได้ว่ามีบาดแผลเหวอะหวะ มีคดีความมากมาย และก็โดนฝ่ายตรงข้ามบอกว่า เป็นฝ่ายที่ปกป้องมหาเถรสมาคม

แต่พอมาถึงวันนี้ อย่างวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา อาตมาก็น้อมรับว่าถูกมติของมหาเถรสมาคมท่านได้ตักเตือน ว่าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

อันนี้แหละ ที่อาตมาพูดว่าแยกไม่ออกระหว่างบ้านเมืองกับการเมือง ความเดือดร้อนของพระสงฆ์และชาวบ้านโดยรวม เป็นสิ่งที่พระสงฆ์พูดโดยปราศจากอคติ ควรที่จะพูดได้ อันไหนที่บ้านเมืองเดือดร้อน อันไหนที่ประชาชนเดือดร้อน

และพระสงฆ์พูดเพื่อให้สติ เพื่อให้แนวทางโดยปราศจากอคติ เป็นสิ่งที่ควรจะต้องพูดได้ และชอบธรรม

 

พระเมธีธรรมาจารย์อธิบายว่า เรื่องของการเมืองพูดต้องให้ชัด อย่างการเลือกตั้ง ตั้งแต่ระดับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เทศบาล อบจ. สิ่งเหล่านี้แหละที่ควรห้ามว่าพระไม่ควรยุ่งกับการเมือง ควรจะเป็นประเด็นนี้ เช่น ชาวบ้านเห็นว่ามีพระไปถือข้างใดข้างหนึ่งสนับสนุนการเลือกผู้ใหญ่บ้าน แล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ฝ่ายหนึ่งดีใจ อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่เข้าวัด มันก็ส่งผลกระทบต่อศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างชัดเจน อันนี้จำลองภาพเล็กๆ มาจนถึงภาพใหญ่ถ้าพระสงฆ์ส่วนใหญ่ถือไมโครโฟนหรือเดินหาเสียงแจกใบปลิวให้กับ ส.ส. จะเป็นภาพไม่งามและจะนำความแตกแยกมาสู่ผู้คน

ดังนั้น เรื่องของบ้านเมือง ควรจะต้องเห็นใจพระสงฆ์ส่วนหนึ่ง เพราะการที่อยู่ในสังคมได้รับผลกระทบ จะพูดให้สติเตือนใจ อาตมายืนยันว่าที่ผ่านมา พระสงฆ์อย่างน้อย 4 รูปรวมทั้งอาตมาด้วยที่ได้รับมติมหาเถรสมาคมเรื่องพระสงฆ์ห้ามยุ่งการเมือง ไม่ได้มีปัญหาใดๆ น้อมรับด้วยความเคารพ

แต่ว่าอยากอธิบายความ ในฐานะพระผู้น้อยว่า บ้านเมืองเราทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปไกล เปลี่ยนแปลงไปมาก และเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เราไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับพระพุทธศาสนา เราไม่ได้สร้างความแตกแยกให้กับพุทธศาสนา ไม่ได้สร้างความเสื่อมเสียให้พุทธศาสนา

เพียงแต่พูดบางอย่างที่มันเป็น ทุกข์ของผู้คนในบ้านเมืองของเรา แล้วก็พูดให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือปัญหา และทางออกของปัญหาคืออะไร ก็อยากจะอธิบายความ

เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าทุกวันนี้มีปัญหาหรือไม่ ไม่ได้มีปัญหา แต่อยากให้แยกให้ออกระหว่างคำว่าบ้านเมืองกับคำว่าการเมือง เราเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้เมืองนี้ อยู่ในขอบเขต ชายคาที่พอจะแสดงความคิดเห็นได้ ที่พอจะให้สติได้ ที่เป็นส่วนหนึ่งของคนในสังคม เป็นส่วนหนึ่งของคนในบ้านนี้เมืองนี้ และไม่ได้พูดอะไรที่เกินเลย ที่มันน่าเกลียด ที่มันเข้าข้าง แดกดัน เสียดสี

การพูดเพื่อให้สติว่า แบบนี้คนเดือดร้อนนะ วิธีทำควรจะต้องแบบนี้

เจ้าคุณประสารบอกอีกว่า ที่สำคัญยุคนี้เป็นยุคสีเสื้อ ยุคกีฬาสี ผู้คนถูกแบ่งแยก พระก็ถูกแบ่งแยก อาตมาถูกขุดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มาเรื่อย พอมาพูดเรื่องนี้ก็จะถูกจับโยงไปกับพระบางรูป หรือหาว่าพูดเข้าข้างหนึ่ง ก็จะถูกมองว่าเป็นพวกหนึ่ง และถูกอีกพวกหนึ่งรังเกียจ

เราอยู่ในยุคกีฬาสีก็ต้องทนแบบนี้ แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าสิ่งที่พระสงฆ์ได้แสดงออก สิ่งที่พระสงฆ์พูดเป็นเรื่องของความห่วงใยบ้านเมืองและประชาชน อยากให้บ้านเมืองมันดีขึ้น อยากให้บ้านเมืองพัฒนาขึ้น อยากให้สังคมประเทศชาติมันพัฒนาเหมือนนานาอารยประเทศ

แม้แต่การปกครองก็เหมือนกัน อาตมาคิดว่าพระก็ควรจะพูดได้ เพราะในพุทธศาสนามีการพูดถึงหลักอธิปไตย 3 ในทางบ้านเมือง เราก็ควรที่จะพูดได้ว่า ธรรมาธิปไตย อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย

สิ่งที่พุทธศาสนายกย่องที่สุดคือธรรมาธิปไตย ก็คือธรรมะ คือความถูกต้อง ทุกวันนี้จะแปลว่าเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหาย พระที่มีความรู้ เรียนพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ ควรจะพูดได้ว่าบ้านเมืองโดยทั่วไป การปกครองที่คนทั่วโลกยอมรับคืออะไร อะไรคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทั่วโลกไม่ยอมรับ และในบ้านเราวันนี้ควรจะต้องปกครองแบบไหน เดินไปในทางไหนเพื่อให้โลกยอมรับเพื่อการค้าขายกับชาวโลกเพื่อการติดต่อ Connection กับชาวโลก แล้วจะนำพาความเจริญมาสู่ประเทศชาติ เพื่อความอยู่ดีกินดี

แล้ววันนี้บ้านเราก็กำลังประสบกับปัญหาใหญ่ที่สุดคือความยากจน เรายังไม่พ้นกับดักรายได้ปานกลาง เราก็ไม่รู้ว่าเราจะพ้นกับดักนี้ได้อย่างไร มองไม่เห็นทาง แถมช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนก็มากขึ้น

คิดว่าสิ่งเหล่านี้พระพูดได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่เป็นเมตตา และไม่มีอคติเท่านั้นเอง

 

เจ้าคุณประสารย้ำว่า ถ้าพูดอย่างปราศจากอคติ สังคมจะมองออกว่ามีเจตนาอะไร พระบางรูปบางท่านอาจจะอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือที่เป็น Social ต้องระวังเรื่องการเกาะกระแสตามกระแส ต้องยึดหลักที่ดี ตั้งมั่นไม่มีอคติ ปากอาจจะบอกว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การพูดและการกระทำมันจะเป็นตัวบ่งบอกว่าใช่หรือไม่ การพูดของพระสงฆ์ถ้าเป็นการพูดเพื่อทำลายล้างเขา ดิสเครดิต หรือการพูดด้วยความมีเมตตา สังคมจะมองออก จึงต้องระมัดระวังเรื่องนี้ ถ้าไม่มีธรรมะเป็นตัวตั้งต้องระวังให้ดี ก็มีโอกาสที่จะผิดพลาดได้

จากบทบาทของอาตมาที่ผ่านมา ถามว่ากระทบในแง่คนไม่พอใจ ถูกด่าในโลกโซเชียล หรือคนไม่พอใจตามสถานที่สาธารณะต่างๆ ก็มีอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนตัวไม่ได้หนักใจ แต่อยากจะพูดกับทุกท่านว่าที่ผ่านมา ได้ทำงานเพื่อมหาเถรสมาคม ทำงานให้ มส.มามาก โดยเฉพาะเรื่องที่คุณไพบูลย์แสดงบทบาทการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา หลังรัฐประหารมีการตั้ง สนช.มาเป็นจุดพีก อาตมาได้ต่อสู้มาจนแผลเต็มตัว

แต่วันนี้หลายคนบอกว่าพระเมธีธรรมาจารย์เป็นพระการเมือง พระเล่นการเมือง แล้วถูกมหาเถรสมาคมตักเตือน

หรือมีพระผู้ใหญ่บางรูปเห็นหน้าอาตมาก็ไม่อยากจะอยู่ใกล้ เพราะกลัวว่าจะนำความเสื่อมเสีย นำมลทินมาสู่ท่าน

แต่ถ้ามองด้วยใจเป็นธรรมด้วยสายตาที่เป็นธรรมจะเห็นว่าอาตมาได้ทำเพื่อคณะสงฆ์ เพื่อศาสนา เพื่อ มส.มาอย่างไร และผลเป็นอย่างไร

ส่วนตัวโดนคดีความฟ้องร้อง ไม่เคยยกมืออ้อนวอนใครเลย ไปสู้ด้วยตัวเอง จ้างทนายเองทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ในกระบวนการในศาล ก็ได้ยืนยันไปว่า ที่ผ่านมาทำด้วยใจบริสุทธิ์ ทำด้วยสิ่งที่ถูกต้องและยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และยอมรับผลการตัดสิน จะไม่ร้องขอ ไม่มือสั่น ไม่เสียน้ำตา

แม้ว่าวันนี้คดีความเบาบางลงพอสมควร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อยากเรียนพระเถระผู้ใหญ่ และบอกกับคนที่ฟังอยู่ว่า เราได้ทำหน้าที่มาแบบนี้ยาวนาน แม้ว่าวันนี้จะถูกมองด้วยสายตาอย่างไรก็ตาม อยากให้ความเป็นธรรมมองด้วยใจที่มีเมตตา เพื่อเห็นว่าอาตมาได้ทำอะไรมาบ้าง

และจะได้รู้ว่าเจ้าคุณประสารเป็นพระอย่างไร อยากให้มองให้ลึก

ติดตามชมคลิปได้ใน

บทความก่อนหน้านี้วิษณุ ชี้ มหาดไทยแก้ระเบียบ ใช้เงินท้องถิ่นซื้อวัคซีนได้ ไม่ต้องรอ ครม.
บทความถัดไปเปิดข้อมูลทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 1,845 ล้านโดส ไทยฉีดมากกว่า 3.548 ล้านโดส