ตร. 2.4 แสนฉีดวัคซีนน้อย กลัวผลข้างเคียง ? ผบ.ตร. เร่งสื่อสารรับผิดชอบสังคม | โล่เงิน

โล่เงิน

 

ตร. 2.4 แสนฉีดวัคซีนโควิด 1 หมื่น

แหยงผลข้างเคียง ผวาอาการแพ้

‘บิ๊กปั๊ด’ เร่งสื่อสารรับผิดชอบสังคม

 

จากคลัสเตอร์สถานบันเทิงระลอกสาม มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 กระจายเป็นวงกว้างทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยอยู่ในสภาวะวิกฤต

นอกจากมีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายของรัฐจนเป็นต้นเหตุโรคระบาดแล้ว ยังมีปัญหากระบวนการจัดหาวัคซีนให้ประชาชนล่าช้า และยังไม่มีสิทธิเลือกยี่ห้อวัคซีนให้กับตนเองได้

เพราะมีแค่ 2 วัคซีนให้เลือก คือ ซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้า

เมื่อรัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ ประชาชนก็ขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพวัคซีนยี่ห้อ “ซิโนแวค” ที่มีข้อมูลนำเสนอว่าคุณภาพต่ำสุดในบรรดาวัคซีนโควิดที่ชาวโลกฉีดกันตอนนี้

ประกอบกับการฉีดวัคป้องกันโควิดเป็นเรื่องใหม่เมื่อมีข่าวคนฉีดมีอาการข้างเคียง แม้รัฐบาลจะออกมายืนยันในประสิทธิภาพ มีผลข้างเคียงต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของวัคซีนฉุกเฉิน กลับยิ่งทำให้คนกลัวการฉีดวัคซีน

และปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสกลัววัคซีน “ซิโนแวค” ลามไปทุกสาขาอาชีพ รวมไปถึงองค์กรสีกากี ที่มีจำนวนกว่า 2.4 แสนนาย

 

ไม่นานมานี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ในฐานะผู้นำหน่วย เร่งจัดหาวัคซีนมาฉีดตำรวจที่ต้องทำงานใกล้ชิดประชาชน

เป็นธรรมดาที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

23 เมษายน 2564 ส.ต.ต.ฝ่ายป้องกันและปราบปราม สังกัดสถานีตำรวจแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสงคราม เขียนรายงานชี้แจงถึงผู้บังคับบัญชากรณีไม่รับการฉีดวัคซีนซิโนแวค ให้เหตุผลว่า วัคซีนดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานและไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก และยังมีผู้ได้รับผลกระทบข้างเคียงจากวัคซีนดังกล่าว รู้สึกไม่มั่นใจ แต่หากรัฐบาลหรือเอกชนมีวัคซีนยี่ห้ออื่นที่ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายก็พร้อมฉีดอย่างแน่นอน

คำชี้แจง ส.ต.ต.ไม่ต่างกับนายตำรวจคนอื่นๆ ที่ยังรีๆ รอๆ ไม่ฉีดท่ามกลางสถานการณ์ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในองค์กรตำรวจ ณ 10 พฤษภาคม มีทั้งสิ้น 819 นาย

บช.น.แชมป์ติดเชื้อ 272 นาย

 

ตํารวจ บช.น.เข้ารับการฉีดวัคซีนตั้งแต่ก่อน 26 เมษายน ถึง 9 พฤษภาคม 6,736 นาย

วันที่ 11-13 พฤษภาคม มีกำหนดฉีดเพิ่ม 3,633 นาย และตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม จะมีตำรวจ บช.น.ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม รวม 10,369 นาย คิดเป็น 49% จากจำนวนทั้งหมด 20,327 นาย

จากตัวเลขดังกล่าวผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูลว่า สุดท้ายแล้วจะมีตำรวจ บช.น.กว่า 40% ที่ไม่เข้ารับการฉีดวัคซีนซิโนแวค เนื่องจากมีโรคประจำตัว และเหตุผลส่วนตัวอื่นๆ

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ระบุว่า 40% ไม่ฉีดนั้นเป็นสิทธิของเขา ซึ่งผู้บังคับบัญชาไม่ได้บังคับ แต่ให้ชี้แจงสาเหตุที่ไม่ฉีดเพราะมีโรคประจำตัว หรือเหตุผลอื่นๆ ไม่มีการสั่งให้ธำรงวินัย แต่เขาต้องยังคงรักษามาตรการในการดูแลตนเองไม่ให้ติดเชื้อ ซึ่งตำรวจที่ยังไม่ฉีดอาจคิดว่าในอนาคตจะมีวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ เข้ามา เขาก็คงจะไปฉีดทีหลัง

“กรณีนี้เป็นเรื่องความคิดเห็นไม่ตรงกันของเด็กๆ ผู้ใต้บังคับบัญชา ที่มองว่าควรมีสิทธิเลือกสุขภาพของตัวเขา ส่วนผู้บังคับบัญชามองว่าควรฉีดเพราะเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งผู้บังคับบัญชาส่วนใหญ่ รวมถึงผมก็ฉีดทั้งหมดแล้ว เพราะทุกคนมีความเชื่อมั่นว่าซิโนแวคฉีดไปแล้วผลข้างเคียงน้อย ตอนนี้ตำรวจใน บช.น.ที่ฉีดไปก็ยังไม่มีใครมีอาการแพ้วัคซีน ซึ่งผมได้ฉีดซิโนแวคครบโดส ก็ยังไม่มีอาการอะไรเช่นกัน แต่หากต่อไปมีวัคซีนยี่ห้ออื่นเข้ามาเป็นทางเลือกก็ไปฉีดเพิ่มได้”

ผบช.น.กล่าว

 

ด้านตำรวจฝ่ายป้องกันและปราบปรามรายหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เผยว่าได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 โดสแล้ว โดยเข็มแรกเมื่อฉีดเสร็จมีอาการกระหายน้ำมาก และมีอาการอ่อนเพลียต้องนอนพักประมาณ 2 วัน แต่ขณะที่พักก็ยังสามารถลุกมาทำอะไรได้ และฉีดเข็มที่ 2 เมื่อวันที่ 29 เมษายน มีอาการปวดแขนมากกว่าเข็มแรก และอ่อนเพลียไปประมาณ 3 วัน จากนั้นก็กลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยในสถานีตำรวจฉีดประมาณ 90% มีตกหล่นกรณีมีคนลาราชการบ้าง

โดยตอนแรกที่สถานีตำรวจให้ลงชื่อสมัครใจไปฉีดวัคซีน ก็มีบางส่วนที่ไม่กล้าไป เพราะไม่มั่นใจในประสิทธิภาพ บวกกับความกลัว

แต่พอ กทม.มีการระบาดอย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจไปฉีดกันเกือบทั้งหมด ทั้งนี้ พอฉีดวัคซีนแล้วรู้สึกมั่นใจในการออกปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น แต่ทุกคนก็ระวังตัวกันเหมือนเดิม

ทั้งนี้ มีเพื่อนที่อยู่ต่าง สน.โทรศัพท์มาสอบถามอาการหลังฉีดบ้าง ก็แนะนำให้ฉีด เพราะตอนที่คุยกับหมอบอกว่า หากเคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็จะคล้ายๆ กัน

 

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กรณีตำรวจกลัวการฉีดวัคซีนว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นทั่วประเทศไปทำความเข้าใจถึงเหตุผลความจำเป็นว่าทำไมข้าราชการตำรวจต้องฉีดวัคซีน พร้อมยืนยันว่าการให้รายงานชี้แจงกรณีที่ไม่ขอรับการฉีดวัคซีนถือว่าเป็นการเก็บข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้เป็นบทลงโทษหรือมีผลกระทบกับหน้าที่การงานแต่อย่างใด

“ย้ำว่าการที่จะฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีน ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการบังคับ ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ซึ่งตำรวจก็มีสิทธิที่จะสงสัยเรื่องความปลอดภัยเหมือนกับประชาชนทั่วไป แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจจะด้อยในเรื่องการสื่อสารทำความเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องฉีด เพราะตำรวจทำงานใกล้ชิดประชาชน ต้องทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการติดต่อใช้บริการ พร้อมระบุว่า ปัจจุปันกำลังพลตำรวจกว่า 2.4 แสนนายฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1 หมื่นนาย โดยส่วนใหญ่เป็นตำรวจที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและชาวต่างชาติ” พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าว

ล่าสุดสิ่งที่ทำให้ประชาชนอุ่นใจขึ้นมาบ้าง คือองค์การอนามัยโลกเผยประสิทธิภาพของซิโนแวคที่เกี่ยวพันกับไทยโดยตรง เพราะปัจจุบันถูกนำมาฉีดให้ประชาชนทั่วไป อ้างอิงจากงานวิจัยของคณะที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภูมิคุ้มกันขององค์การอนามัยโลก

ระบุประสิทธิภาพซิโนแวคป้องกันอาการโควิด 67% ป้องกันการแอดมิดเนื่องจากโควิด 85% ป้องการเข้าไอซียูเนื่องจากโควิด 89% และป้องกันการเสียชีวิตเนื่องจากโควิด 80%

ดังนั้น ตำรวจนอกจากทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แล้ว ต้องสำนึกถึงส่วนรวม

ยิ่งรัฐบาลชู “ฉีดวัคซีน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เป็นวาระแห่งชาติ ในฐานะข้าราชการต้องตระหนักร่วมกัน

บทความก่อนหน้านี้บทวิเคราะห์การเมือง : เมื่อ แสง ทะลุ กำแพง
บทความถัดไปอย่าให้โควิด-19 เป็นอุปสรรค ปธ.ชวน เผยมาตรการเปิดประชุมสามัญ ประสานวิษณุอนุโลมคนอภิปราย