เครื่องเสียง/พิพัฒน์ คคะนาท/สุ้มเสียง ของ Polk Legend L200

เครื่องเสียง/พิพัฒน์ คคะนาท [email protected]

สุ้มเสียง ของ Polk Legend L200

 

เป็นเพราะลำโพงคู่นี้มาถึงผมแบบให้เปิดซิงเอาเอง ซึ่งเพื่อไม่ให้เสียเวลากับการเปิดทิ้งเปิดขว้างแบบเรื่อยเปื่อยไปวันๆ จึงได้อาศัยตัวช่วยเพื่อร่นระยะเวลาให้ลำโพงทำงานได้ความเร็วขึ้น ด้วยการหยิบแผ่นทดสอบและใช้เบิร์น-อิน ซิสเต็มของ Ayre Acoustics มาเปิดลองและสลับเล่นกับแผ่น XLO : Test & Burn-In CD เป็นครั้งคราว โดยมีแผ่นสามัญประจำห้องมาร่วม ‘แจม’ บ้างในบางคราวด้วย

ไม่ได้กะเกณฑ์หรือจำเอาดอกนะครับ ว่าเปิดไปกี่นานชั่วโมงแล้ว แต่ดูวันที่จากประดิทินข้างฝาที่กาเอาไว้ตอนที่ลำโพงมาถึงห้อง แล้วเปิดลองดังว่ากระทั่งผ่านวันเวลามาจนถึงวันทำต้นฉบับนี่ อีกวันสองวันก็ชนเดือนพอดีครับ

โดยห้วงเวลาที่ฟังจริงๆ จังๆ ก็อยู่ในช่วงก่อนทำต้นฉบับสี่ซ้าห้าวัน

นั่นหมายความว่าผมใช้เวลาเบิร์น-อินลำโพงคู่นี้ราวๆ สามสัปดาห์ โดยประมาณเวลารวมแบบคร่าวๆ ที่เปิดให้ลำโพงทำงานกับแผ่นโน้น นี้ นั้น ที่บอกไปข้างต้น น่าจะอยู่ในกรอบ 100 ชั่วโมง (บวก/ลบนิดหน่อย)

ซึ่งตอนที่พลิกดูคู่มือการใช้ ไม่พบว่าระบุให้ลำโพงต้องใช้เวลาเพื่อการนี้สักกี่มากน้อย (ชั่วโมง)

 

ย้อนกลับไปตอนที่เอาลำโพงออกจากกล่องมาวางบนขาตั้งก่อนจะหาแอมป์มาทำงานด้วย ได้เปิดคู่มือดูสเป๊กพบว่าลำโพงคู่นี้น่าจะ ‘โหด’ เอาการ คือดูจากโหลดอิมพีแดนซ์กับค่าความไวแล้ว คงยากที่แอมป์ ‘ต่ำร้อย’ จะเอาอยู่ ก็เลยหันไปหยิบเอาเครื่อง 150Wrms มาทำงานด้วย (Class-D Amp. 150W x 2 Continuous Power into 4&8-Ohm), 250W IHF Dynamic Power into 8-Ohms) ซึ่งเชื่อว่าน่าจะได้ความ

แผ่นสามัญประจำห้องที่ผมหยิบมาลองแผ่นแรกเป็นแผ่นร้องที่มีเครื่องดนตรีประกอบไม่กี่ชิ้น เพราะอยากจะเริ่มต้นกับอะไรที่น้อยๆ นิ่งๆ และชัดๆ ที่เป็นการฟังอุ่นเครื่องอันเป็นวัตรปฏิบัติปกติ คือฟังจากเสียงร้องของ Umi Ushida อัลบั้มชุด The Way We Were ที่มีเครื่องดนตรีเข้ามาร่วมด้วยอีกเพียงสองประเภท, สามชิ้น ที่กอปรไปด้วยอัพไรต์ เบส หนึ่ง กับอะคูสติก กีตาร์ อีกสอง

ซึ่งเพียงไม่กี่ตัวโน้ตที่โลดแล่นออกมาทั้งจากเสียงร้อง และจากชิ้นเครื่องดนตรีนั้น มันให้ออกมาอย่างน่าทึ่ง เนื่องเพราะภาพรวมของเสียงที่สัมผัสได้นั้นยิ่งใหญ่ โอ่อ่า ชนิดที่เหลือเชื่อว่าจะได้ยินจากลำโพงวางหิ้งที่มีมิด/เบสแค่ 6.5 นิ้วเท่านั้นเอง

แต่ละแทร็กคือความชื่นชอบไม่ว่าจะเป็น My Funny Valentine หรือ Stardust หรือ Misty โดยเฉพาะกับ Send in the Clowns นั้น ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบ คือชอบทั้งเนื้อหา ชอบทั้งน้ำเสียง ชอบทั้งท่วงทำนองอันสุนทรีย์ของเสียงดนตรีที่สอดประสานกัน

จึงเมื่อพิจารณาถึงที่มาของความชอบแล้ว ต้องยกประโยชน์ให้กับลำโพงคู่นี้อย่างไม่ลังเล เพราะสามารถถ่ายทอดน้ำเสียงออกมาให้ ‘ชอบ’ ได้อย่างที่ควรเป็นนั่นเอง

 

อัลบั้มต่อมายังคงเป็นเสียงร้องกับชุด Audiophile Female Voices 2 ที่จากฟังแบบ ‘เอาเพลิน’ พออุ่นเครื่องกับแผ่นก่อน เปลี่ยนมาฟังแบบ ‘เอาเรื่อง’ โดยไล่ไปแต่ละแทร็กที่คือความเคยคุ้น พบว่าแต่ละเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ยังให้ออกมาอย่างโดดเด่นด้วยความอวบอิ่ม ถึงพร้อมในรายละเอียด และที่น่าชื่นชมมากก็คือบรรยากาศเสียง ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติดีมาก

เสียงจากแต่ละชิ้นเครื่องดนตรีมีความสมจริง โดยเฉพาะกับเสียงเปียโน เสียงกรีดสายอะคูสติก กีตาร์ ตลอดจนเสียงกลุ่มเพอร์คัสชั่น ให้บรรยากาศออกมาอย่างโอบล้อมเสมือนอยู่ในโถงแสดงจริงๆ

ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ต้องชื่นชมชุดตัวขับเสียงทั้งสองที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง ทั้งยังสอดประสานกันอย่างลงตัว ให้น้ำเสียงออกมาด้วยความต่อเนื่องอย่างลื่นไหลแบบไร้รอยต่ออย่างสิ้นเชิง

จากเสียงร้องที่เป็นการบันทึกสดในสตูดิโอแผ่นแรก มาลองให้ลำโพงทำงานกับแผ่นบันทึกการแสดงสดแบบ Live ในฮอลล์ขนาดใหญ่ ที่เป็นอีกหนึ่งแผ่นสามัญประจำห้องกันดูบ้าง คืออัลบั้มชุด Bob James Around the Town

และเพียงแค่เริ่มแทร็กแรกกับ Touchdown ผมก็รู้แล้วว่าลำโพงคู่นี้ไม่ธรรมดาเอาเลย

ด้วยมันสามารถนำผมเข้าไปมีส่วนร่วมกับบรรยากาศในฮอลล์นั้นได้อย่างกลมกลืน และมีอารมณ์ร่วมอันสมจริงมาก และจากทุกแทร็กในแผ่นนี้ มันยังบอกให้รู้ได้อีกว่าความสามารถในการแยกแยะรายละเอียดจากน้ำเสียงโดยรวมออกมาได้อย่างโดดเด่น เพราะแต่ละชิ้นเครื่องดนตรีมีที่ทางที่แน่นอน ชัดเจน ระยะห่างระหว่างเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมีพื้นที่ให้รับรู้ได้ บ่งบอกภาพลักษณ์บนเวทีเสียงให้สัมผัสถึงความเป็นสาม-มิติที่โดดเด่น ทั้งในแง่ Image และ Soundstage ซึ่งแม้จะไม่ใช่ระดับสุดยอด แต่กับลำโพงขนาดนี้ ราคาแค่นี้ ให้ออกมาได้อย่างนี้ มันย่อมไม่ธรรมดาแน่

จากนั้นอีกหลากหลายอัลบั้มที่เป็นความหลายหลากของรูปแบบดนตรี ที่ล้วนเป็นความเคยคุ้น ก็ถูกหยิบมาลองเล่นกับลำโพงคู่นี้อย่างต่อเนื่อง

อาทิ Super Analog Sound of Three Blind Mice; Vienna : Fritz Reiner Conducted Chicago Symphony Orchestra; Signature Audiophile Instruments; The Dave Brubeck Quartet : Time Out รวมทั้งแผ่นจับฉ่ายในความหมายของ Compact Disc Sampler ชุด The Clarity Collection : Naturally Balanced, Two Microphones Audiophile Recordings (24K Premium Gold CD) ที่มีสมดุลเสียงเป็นเยี่ยม และให้ความเป็นธรรมชาติออกมาได้เลอเลิศมาก โดยเฉพาะกับสี่ซ้าห้าแทร็กหลัง (ทั้งอัลบั้มมี 17 แทร็ก) ที่เป็นงานคลาสสิคนั้น เสียงของเครื่องดนตรีอะคูสติกแต่ละชิ้นให้ออกมาเป็นธรรมชาติที่สมจริงมาก และกับแทร็กที่บรรเลงแบบ Piano Trio นั้น บ่งบอกความแตกต่างของเสียงเปียโนแต่ละหลังได้อย่างน่าฟัง

กล่าวโดยรวมแล้วทุกเส้นเสียงที่ถูกบันทึกไว้ในแต่ละอัลบั้มที่นำมาลองฟังนั้น ถูกลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมาให้สัมผัสถึงทุกอรรถรสของความสุนทรีย์ที่เคยคุ้นได้อย่างชัดแจ้ง สนุก และเต็มอิ่มในทุกอารมณ์เพลงโดยแท้

 

Polk Legend L200 เป็นลำโพงที่มีโทนเสียงโดยรวมราบรื่น เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ให้สมดุลเสียงออกมาได้ดี การทำงานจากย่านความถี่กลางขึ้นไปถึงปลายเสียงแหลมมีความต่อเนื่อง กระจ่าง อุดมไปด้วยรายละเอียด ขณะที่เบสให้ออกมาได้ต่ำลึกอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงขนาดของไดรเวอร์

ซึ่งนั้นน่าจะเนื่องมาจากเทคโนโลยีการออกแบบท่ออากาศที่เรียกว่า Power Port ที่นอกจากให้เบสออกมาด้วยพลังเกินตัวแล้ว ยังเป็นเบสที่สะอาด มีความสมดุลสูง และถูกควบคุมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

ภาพรวมของเสียงที่ให้ออกมามีความเป็นดนตรีอย่างน่าประทับใจ เป็นน้ำเสียงที่อบอุ่นและมีความเป็นธรรมชาติสูง ทั้งยังให้รับรู้ได้ถึงมิติที่ชัดเจน ซาวด์เทจที่กว้างขวาง เป็นลำโพงที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยงแนวดนตรีแต่อย่างใด เพราะให้การทำงานกับดนตรีหลากหลายรูปแบบออกมาได้อย่างน่าพอใจในระดับที่เท่าเทียม

ท้ายที่สุดแล้วบอกได้ว่าหาแอมป์ที่ ‘ถูกคอ’ มาร่วมทำงานด้วยได้แล้วละก็ ลำโพงเกินครึ่งแสนหลายๆ คู่ มีหนาวครับ!!!

บทความก่อนหน้านี้เขย่าสนาม/เด็กเก็บบอล/ไขข้อข้องใจทำไม ‘ซิโก้ฟีเวอร์’ อิน ‘วีลีก’
บทความถัดไปก่อสร้างที่ดิน/นาย ต./ปมใหญ่ปัญหาเศรษฐกิจ