Dream Lover ‘หญิงร้าย’ เปื้อนสี ในโลกภาพยนตร์/บทความพิเศษ มีเกียรติ แซ่จิว

บทความพิเศษ

มีเกียรติ แซ่จิว

 

Dream Lover

‘หญิงร้าย’ เปื้อนสี ในโลกภาพยนตร์

 

ลองหลับตาแล้วนึกถึง ‘หญิงร้าย’ ในภาพยนตร์สักเรื่องสองเรื่องดู คุณจะนึกถึงใคร?

ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงผู้หญิงอย่างใน Poision ivy (1992) แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไม้เลื้อยชนิดนี้พิษสงร้ายมากเพียงใด และนักแสดงในยุคนั้นอย่าง ‘ดรูว์ แบร์รี่มอร์’ ก็เซ็กซี่อย่าบอกใคร หรือในบทเจ้านายสุดยั่วขาดใจใน Disclosure (1994) ที่ ‘เดมี่ มัวร์’ แสดงกับ ‘ไมเคิล ดักลาส’ ได้อย่างถึงพริกถึงขิง (ฉากบนโต๊ะทำงานอาจทำให้คนดูลืมหายใจ)

แต่ที่ร้อนร้ายไปกว่านั้นก็แม่สาวตาไข่ห่านอย่าง ‘อแมนด้า ไซเฟร็ด’ ที่มารับบทเป็นเลสเบี้ยนประกบปากกับ ‘จูเลียน มัวร์’ ใน Chloe (2009) ซึ่งบทบาทของเธอก็แสบสันต์ถึงขนาดสร้างความร้าวฉานให้ครอบครัวหนึ่งแทบป่นปี้! (ร้ายขนาดไหนไปชมกันเอาเอง)

แต่หนึ่งในงานที่ดีเด่นไม่แพ้เรื่องอื่น บทและนักแสดงเล่นกันได้อย่างเข้าขาลงตัว เรียกว่าไล่หลังภาพยนตร์ Poision ivy มาเพียงแค่หนึ่งปี ‘หญิงร้าย’ (ที่คุณอยากรัก) ในภาพยนตร์เรื่อง Dream Lover (1993) งานกำกับฯ เพียงชิ้นเดียวของมือเขียนบทอย่าง ‘นิโคลัส คาซาน’ ก็เขย่าหัวใจคนดูได้อยู่หมัด

โดยเฉพาะ ‘เจมส์ สเปเดอร์’ ที่ภาพลักษณ์แนวหนุ่มโรคจิตดูจะกลมกลืนเข้ากับเขาไม่น้อย (Crash, Secretary) และ ‘แมดเซน อามิก’ ที่ความสวยสะพรั่งของเธอกับการเปลือยหัวนมยันหัวเข่าก็ลวงหัวใจชายให้ตกหลุมรักได้อย่างไม่ยากเย็น เคมีประจวบเหมาะเช่นนี้ บวกกับพล็อตความฝันความจริงหลอนหลอกดูสมจริงไปหมด จึงทำให้ Dream Lover เป็นผลงานอีกเรื่องที่ในบทความชิ้นนี้อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

รวมถึงความเป็น ‘หญิงร้าย’ ที่มักถูกป้ายละเลงป้ายสีแดงอยู่เสมอ

 

Dream Love เปิดฉากด้วย ‘ความฝัน’ เรย์ (เจมส์ สเปเดอร์’) กำลังนอนหลับ เขาฝันถึงสวนสนุกกลางแจ้ง ชิงช้าสวรรค์หมุนไปอย่างช้าๆ จากเย็นจรดค่ำ (ภาพโฟกัสชวนเวียนหัว) จนคนมาเดินเต็มสวนสนุก

ในขณะเดียวกันเรย์กำลังยืนงง สับสนว่าตัวเขามาทำอะไรที่นี่ ก็มีตัวตลกหน้าตายียวนคนหนึ่งสะกิดถามว่า “เรย์ เมียนายสบายดีเหรอ?”

จากนั้นหนังก็ตัดไปในฉากศาล เขากับภรรยากำลังฟ้องหย่ากัน เธอนอกใจ เขาทำร้ายเธอ (เธออ้างว่าเขาตบ เขาว่าผลักไม่ใช่ตบ) ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาจะยอมความ ต่างฝ่ายต่างเลิกราจบกันด้วยดี ปิดฉากคู่ชีวิตมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

ในสองฉากที่เหมือนไม่เกี่ยวเนื่องกัน แต่ก็สัมพันธ์กันอย่างลงตัว ทั้ง ‘ความฝันในสวนสนุก’ กับ ‘การเลิกจากชีวิตคู่’ เรย์อยู่ในสวนสนุกแต่ก็งงว่าเขามาทำอะไร

แต่ต่อมาเขาก็ได้สนุกกับชีวิตอีกครั้งในฐานะ ‘หนุ่มโสด’ ไม่มีพันธะผูกพัน เพื่อนๆ มาฉลองกัน ‘แลร์รี่’ กับ ‘นอร์แมน’ คุยตลกโปกฮา โดยเฉพาะรายหลังชอบคุยเรื่องใต้สะดือและชอบมาหยิบยืมเงินเรย์ไปลงทุน

ต่างจากแลร์รี่ที่เหมือนเป็นที่ปรึกษาพูดคุยเรื่องส่วนตัวกันได้มากกว่า

จนกระทั่งในงานแกลเลอรี่งานหนึ่งที่นอร์แมนจัดขึ้นเพื่อให้เรย์ได้เจอใครสักคน หญิงในชุดแดงคนหนึ่งเดินมาคุยกับเรย์อย่างสนิทสนม แต่เขาไม่รู้จัก จำไม่ได้ว่าเธอคนนี้เป็นใคร

และเมื่อเขาขอตัว (ทำหญิงคนนั้นเสียหน้า ร่ำๆ จะร้องไห้) ผลีผลามหันหลังเดินจาก เขาก็ชนเข้ากับ ‘หญิงชุดแดง’ อีกคน ไวน์หกรดเสื้อแดงแปร๊ดของเธอ เธอด่าว่าเขาแล้วจากไปอย่างไม่สบอารมณ์

เวลาถัดมา หญิงชุดแดงคนเดียวกับที่ด่าเขาในวันงานก็เปลี่ยนมาใส่ชุดยีนส์ตอนเจอกันอีกครั้งในซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งสองเริ่มทำความรู้จักกันใหม่ เขาแนะนำตัว ส่วนเธอบอกเขาว่าชื่อ ‘ลีน่า’ (แมดเซน อามิก)

และตอนหนึ่งเธอพูดว่า “การได้รู้จักคนก็เหมือนกับการปอกหอมใหญ่…มีหลายชั้น หลายขั้นตอน”

ทั้งนี้ เธออาจกำลังบอกเขากลายๆ ว่าให้ดูกันไปนานๆ อาจเพราะจิตใจคนยากแท้หยั่งถึง

แต่เขาคงกำลังมองว่าการได้มาเจอ ‘นางฟ้า’ สวยหยาดเยิ้มเปรียบเสมือนสวนสนุกของชีวิตหลังการหย่า

ยิ่งนางฟ้าพร้อมพลีกายตรงหน้าด้วยแล้ว ก็แน่นอนว่าเขาคงจะตาพล่าและพร้อมดำดิ่งสำรวจเรือนร่างมากกว่าเพียงแค่มอง สะกดกลั้นและเรียนรู้กันไป ผู้ชายส่วนใหญ่จึงมักพ่ายต่อตัณหาโดยมิทันละเลียดปอกเปลือก

กลเกมเช่นนี้ จึงมักทำให้ชีวิตวิบัติมานักต่อนัก ยิ่งเธอพาเขาจมดิ่งในเซ็กซ์มาราธอนข้ามวันข้ามคืนจนล่วงเข้าสู่เช้าวันใหม่ที่เขาต้องไปทำงาน เธอก็ยังจะขออาบน้ำกับเขาและร่วมรักก่อนจาก ความลุ่มหลงมัวเมาจากจุดนี้เอง จึงนำไปสู่การแต่งงานใหม่ พร้อมเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่อีกครั้ง

การละเลยศึกษาดูใจ เรียนรู้กันก่อนแต่ง ก็ค่อยๆ เผยธาตุแท้ของความเป็น ‘หญิงร้าย’ ในเวลาต่อมา อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ ‘สวยลวงตา รักลวงใจ’ ที่ครอบด้วยกามารมณ์และเกมปั่นหัว จากรักจึงกลายเป็นหึงหวง จากหึงหวงจึงกลายเป็นสืบค้นหาต้นตอตัวตนที่แท้ของหญิงคนที่เขาแต่งงานและมีลูกด้วยกัน

ร้ายแรงจนถึงขั้นพาเขาไปสู่จุดตกต่ำสุดของชีวิต เมื่อเขาถูกกล่าวหาใส่ร้ายว่าทำร้ายร่างกายภรรยา (หน้าตาเนื้อตัวฟกช้ำ) และถูกตำรวจจับ ศาลรับฟ้องดำเนินคดี ให้ไปปรับสภาพจิต พักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล!

 

ใส่ร้ายป้ายสีความรุนแรงด้วยสีแดง

สีแดงมักเป็นสีของการกระทำและถูกกระทำในภาพยนตร์เสมอๆ

ในภาพยนตร์สืบสวนแอ๊กชั่นสุดมันอย่าง Red Sparrow (2018) ของหญิงแกร่ง ‘เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์’ นอกจากโปสเตอร์จะราดรดด้วยสีแดงจนเต็มเฟรมภาพแล้ว หนังดังอีกเรื่องอย่าง The Hunger Games : Mockingjay, Part 2 (2015) ชุดขึ้นครองบัลลังก์ของเธอ ก็ยังรัดแน่นไปด้วยสีแดงอีกต่างหาก

การเข้ามายุ่มย่ามในครอบครัวของเพื่อน จนสร้างความร้าวฉานให้กับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะคนเป็นพ่อที่ห้ามใจไม่ไหวกับเพื่อนของลูกสาวที่ชื่อ ‘ไอวี่’ ในภาพยนตร์ที่ฉาบไปด้วยสีแดงอย่าง Poision Ivy เธอมาพร้อมกับชุดแดง กระโปรงแดงสั้นเหนือหัวเข่า ลิปสติกแดง และรถยนต์คันสีแดง อารมณ์รักร้อนแรง อยากครอบครอง อยากเป็นที่รักและส่วนหนึ่งในครอบครัวของคนอื่นจึงยิ่งร้อนระอุ!

ซึ่งในอีกหลายปีต่อมา Chloe ก็เดินย่ำพล็อตในแนวทางเดียวกันนี้ คือเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งและสร้างความร้าวฉานให้กับครอบครัวหนึ่งที่เธอหมายปอง

แต่ในเรื่องดังกล่าว ‘โคลอี้’ เธอมีได้ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง และ Font ใบปิดหนังชื่อของเธอก็เด่นตระหง่านด้วย ‘สีแดง’ ราวจะบอกว่าชื่อนี้นี่แหละกำลังเข้าคุกคามทุกคน

ส่วนในเรื่อง Disclosure ก็เล่นกับ Font อักษรสีแดงเช่นกัน ซึ่งเนื้อเรื่องก็ตรงไปตรงมาตามชื่อที่ ‘เปิดเผย’ ให้เห็นตั้งแต่ระบบการทำงานที่มีนายเป็นผู้หญิง ‘เมเรดิธ’ (20 กว่าปีก่อน ผู้หญิงเป็นนายยังใหม่อยู่) และมีอดีตคนรักเก่า ‘ทอม’ เป็นลูกน้องที่ในตอนนี้มีครอบครัวแล้ว แต่ก็ยังหวังจะได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้า หนังเล่นกับประเด็นการล่อลวงในฐานะนายกับลูกน้อง การมีเพศสัมพันธ์กันในที่ทำงาน รวมไปถึงการร้องกล่าวหาว่าถูกลูกน้องข่มขืน ทอมจึงต้องหาทางเปิดเผยความจริงว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ก่อนที่ครอบครัวของเขาจะพังทลาย

หรือใน American Beauty (1999) ในฉากฝันโรยกลีบกุหลาบของ ‘เลสเตอร์’ (เควิน สเปซีย์) ที่ฝันว่าจะได้แอ้มเพื่อนลูกสาว ‘แองเจลา’ (มีนา ซูวารี) เรือนร่างเปลือยเปล่าของเธอถูกห่มด้วยสีแดงสดของกลีบกุหลาบนับพันปกปิดตรงส่วนเว้าส่วนโค้งเหมือนเธอกำลังนอนใส่ชุดว่ายน้ำ Two-Piece และกำลังรอให้เลสเตอร์มาหยิบกลีบกุหลาบออกจากร่าง เธอเล่นหูเล่นตากับเขา ยั่วยวนเขา จนเขากลับมาปฏิวัติตนเอง สูบกัญชา ฟิตหุ่น โดยหวังคืนร่างกำยำกลับมาอีกครั้ง สีแดงสดของกุหลาบ จึงเป็นทั้งกิเลส ตัณหา และกำลังใจที่เบ่งบานขึ้นใหม่

ดังเห็นว่าการขับเน้น ‘สีแดง’ ในแต่ละเรื่องให้ความหมายของการ ‘ครอบงำ’ โดยผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ และบทบาทของ ‘หญิงร้าย’ ทำลายครอบครัวก็ดูจะเหมาะสมเข้าท่ามากกว่าการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเพื่อกำหนดทิศทาง เป็นผู้นำ หรือแสดงอำนาจเหนือกว่าผู้ชาย

จึงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่า ‘สีแดง’ แสดงบทบาทอันตรายได้ดีเมื่ออยู่บนตัวของผู้หญิงมากกว่าที่จะไปทำหน้าที่เดียวกันนี้บนตัวของผู้ชาย

‘นางในฝัน’ หรือ ‘ฝันร้าย’

 

วกกลับเข้ามาสู่เรื่อง Dream Lover กันอีกครั้ง ผู้ชายที่ทำให้ลีน่าเกลียด ฝังใจ แต่มิได้ชังจนมองหน้ากันไม่ติดก็คือ ‘พ่อ’ ที่ชอบแสดงอำนาจบาทใหญ่ใส่แม่ (ฉากดังกล่าวถูกย้ำหลายครั้งทั้งตอนที่เรย์มาหาครอบครัวของเธอที่เท็กซัสและตอนที่เขาพาพ่อ-แม่ของเธอมาที่นิวยอร์ก) รวมถึงความจนของครอบครัวที่ทำให้เธอพยายามขจัดตัวตนเดิมจาก ‘ซิสซี่’ มาเป็น ‘ลีน่า’ ย้ายจากเท็กซัสมาสู่นิวยอร์กก็เพื่อกลบปมด้อยในใจกลายเป็นคนใหม่ที่พร้อมจะควบคุมโชคชะตาของตัวเองมากกว่าถูกชีวิตกำหนดให้เป็นไปตามยถากรรม

“ฉันเชื่อในเรื่องความต้องการของร่างกาย ถ้าเราอยากกินอะไร ร่างกายเราก็คงต้องการสิ่งนั้น…”

ซึ่งนั่นจึงทำให้เห็นว่า เมื่อเธอเลือกที่จะกินแล้ว (เธอมาบอกในภายหลังว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เจอกัน เธอเฝ้ามองเขามาตลอดและหวังจะได้ตัวเขามาครอบครอง) เธอจึงพิถีพิถันทั้งเรื่องการแต่งตัว ฉีดน้ำหอม หาทางเข้าใกล้เขา ทั้งในฉากแกลเลอรี่และในซูเปอร์มาร์เก็ต เธอใช้เสน่ห์หว่านสะกดให้เขาเข้ามาติดกับทั้งในบ่วงรักและกามารมณ์

เธอเป็นคนจัดฉากเองทั้งหมดแต่ต้น โดยหวังจับสถาปนิกหนุ่มผู้ร่ำรวยมีฐานะอย่างเขาเพื่อเสริมสร้างสถานะทางสังคมให้กับตัวเอง

แต่เพียงเท่านี้ ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับความต้องการที่มากยิ่งไปกว่านั้นของเธอที่ยังคงต้องการเซ็กซ์มาปรนเปรอไม่ยอมหยุด โดยเธอปกปิดเรื่องการนอกใจเขามาโดยตลอดจนเขาจับได้ แต่ไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นใคร จนกระทั่งมารู้ในภายหลังเมื่ออยู่ในโรงพยาบาลโรคจิตว่าใครคนนั้นก็คือ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเขานั่นเอง ทั้งสองหวังกอบโกยบ้านและฮุบสมบัติทั้งหมดของเขาไปใช้ปรนเปรอด้วยกันยังต่างประเทศ

แต่ทั้งนี้ สิ่งที่สมาทานต่อการกระทำทั้งหมดของเธอ ทั้งแผนการที่เตรียมการไว้ ก็มีผลเป็นไปในแบบ ‘ร้ายมาก็เจอร้ายกลับ’ เป็นไปตามหลักสัจธรรมของชีวิต! ซึ่งผู้เขียนคงไม่เฉลยว่าจบอย่างไร บอกได้แต่เพียงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะเป็นฝันร้ายของผู้ชายหลงรูปทุกคนที่ดันมาเจอ ‘นางในฝัน’ ในรูปของ ‘หญิงร้าย’ แบบนี้

ภาพฝันถึงสวนสนุกกับตัวตลกในหลายฉากที่เข้ามาพูดจาหยอกล้อจึงเป็นขำขันชวนขื่นขมมากกว่า เมื่อถึงที่สุดแล้วชีวิตของชายผู้เพียบพร้อมคนหนึ่งกลับต้องมาผีซ้ำด้ำพลอยผิดหวังซ้ำซากกับความรักที่น่าจะเป็น ‘ฝันร้าย’ เสียยังดีกว่าตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ร้ายยิ่งกว่า!

เครดิตภาพประกอบ

Dream Lover (1993) from 90s

บทความก่อนหน้านี้‘มุก โอลีฟส์’ : ‘เราควรมีชีวิตที่ดีในช่วงอายุที่ดีที่สุด’ / เปลี่ยนผ่าน
บทความถัดไปสมาคมคณะชาติ : ‘The Conservative Party’ พรรคแรกแห่งสยาม/My Country Thailand ณัฐพล ใจจริง