จดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 2-8 เมษายน 2564

จดหมาย

 

เสนอ

เรียน บ.ก.มติชนสุดสัปดาห์

ในประเทศไทยมีสิ่งแปลกอยู่สองเรื่องใหญ่

นั่นคือ ค่าแรงขั้นต่ำ

ประเทศอื่นในอาเซียน เขาปล่อยให้มันลอยตัว

เป็นไปตามกลไกของตลาดแรงงาน ตามอุปสงค์ อุปทานของแรงงาน

ไม่ใช่ให้เป็นไปตามกฎหมายบังคับ

มันบังคับไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของนายจ้างและลูกจ้าง

เป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือวิสัยของมนุษย์

เหมือนบังคับดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ไม่ได้

เลิกงมงายเสียที

นี่เรื่องแรก

ประกันสังคม ทั่วโลกเขาเป็นแบบทวิภาคี

นั่นคือ ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น

ไม่มีรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง ไปจ่ายเงินสมทบด้วยหรอก

ไม่เหมือนประเทศไทย เป็นประเทศเดียวเอาเงินภาษีของคนทั้งประเทศไปจ่ายเบี้ยสมทบ

เอาง่ายๆ ในอาเซียนสิบประเทศ เก้าประเทศรัฐบาลเขาไม่จ่ายเงินเบี้ยสมทบด้วย

แต่ประเทศไทยประเทศเดียวอุปโลกน์เอาเงินภาษีของประเทศ ของประชาชน ที่บางคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไปจ่ายเป็นเบี้ยสมทบด้วย

ยังเป็นแบบไตรภาคีประเทศเดียว

อันนี้เป็นเรื่องที่แปลก

นี่เป็นเรื่องที่สอง

อนึ่ง เวลาเกือบสิบปี สมัยนายกฯ ตู่มีคนตกงานมากที่สุด คนยากจนมากที่สุด ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

และจะยากจนต่อไปหากนายกฯ ตู่ไม่ลาออกไปเสีย

ลาออกไปเถอะ

นับถือ

คนจน

 

เรื่องที่หนึ่งและสอง

เกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ และเงินประกันสังคม

ที่ว่าชาติอื่นๆ รัฐบาลไม่เข้าไปเกี่ยวนั้น

ไม่มีความรู้จริงๆ

ใครมีข้อมูล โปรดชี้แนะ

แต่วิธีที่ใช้อยู่ตอนนี้ ก็พอรับได้นะ

รัฐบาลควรมีส่วนรับผิดชอบ ไม่น่าจะลอยตัวไปเฉยๆ

ส่วนเรื่องที่ห้อยท้ายมา

ให้นายกฯ ตู่ลาออกนั่น

ก็พอได้ยิน (ดัง-ดัง) เหมียนกัน (ฮา)

 

อวยตัวเอง

เรียน บ.ก.คอลัมน์จดหมาย มติชนสุดสัปดาห์

คืนหนึ่ง เกิดนิมิตในขณะหลับลึก

จนทะลึ่งตื่นมาเขียนบทกวีอย่างลื่นไหล

พอเขียนเสร็จ แก้ไขเพียงเล็กน้อยจึงสำเร็จ นับเป็นบทกวีที่ใช้เวลาเขียนน้อยที่สุด

ขอใช้ชื่อสำนวนว่า “ฟ้ามีตา”

ดังนี้

 

คนอย่างกูรู้ด้วยญาณบ้านเมืองนี้

จะป่นปี้เพราะโหลนโจรภายหน้า

ปล้นแผ่นดินปล้นชาติถือศาสตรา

ซื้อขายค้าให้ต่างด้าวท้าวต่างแดน

 

เซ็นสัญญาตราสารปานมัดหมาย

ไม่รู้วัวไม่รู้ควายอายนับแสน

หนี้ท่วมหัวประชาราษฎร์จนขาดแคลน

ลูกหลานแบกหลังแอ่นง่อนแง่นมา

 

ก่อนกูจะละสังขารเนิ่นนานโข

บอก “พ่อโตพนัญเชิง” อย่างเริงร่า

ภาคภูมิใจได้กู้พสุธา

สละชีพไพร่ฟ้าทั่วหน้ากัน

 

กว่าสี่ร้อยปีผ่านสานใยรัก

เสาประจักษ์หลักเมืองเขื่องตั้งมั่น

สัญลักษณ์ศักดิ์ศรีแท้แต่ปางบรรพ์

เอกสัมพันธ์เอกราชเอกรัฐไทย

 

วิญญาณกูกู่ก้องดั่งฆ้องโศก

ร่างโศลกตรอมตรมห่มร่ำไห้

ยุคข้าวยากหมากแพงแล้งน้ำใจ

ความเหลื่อมล้ำห่างไกลไปทุกที

 

ก็แผ่นดินผืนนี้มิใช่หรือ?

พวกกูสู้ป้องภัยเลือดไหลปรี่

สืบมรดกตกทอดปลอดโปร่งดี

ไยเสียงยี้ระงมถ่มน้ำลาย

 

มองลงดินหินชาติอนาถนัก

พวกมึงวางกับดักยากสลาย

ต่างสมรู้ร่วมคิดถ้อยแล้วลอยชาย

เขียนกฎหมายชั่วชั่วอวยตัวเอง

สมบัติ ตั้งก่อเกียรติ

 

ไอ้กลอนบทสุดท้าย

ที่หาว่า เขียนกฎหมายอวยตัวเอง

อวยตรงไหน

ไปแก้มา

แก้ให้ได้

ก็แล้วกัน (ฮา-ฮา)

บทความก่อนหน้านี้ญาติวีรชนพฤษภา’35 ย้ำม็อบสามัคคีทุกสี ไล่ประยุทธ์ กระหายอำนาจ หาทางออกให้กับประเทศที่เจอทางตัน
บทความถัดไปเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์/สัพเพเหระพาที