รู้จักสรรพคุณ “กระเทียม” ของใกล้ตัว ไม่ต้องกลัวลิ่มเลือดอุดตันในวิกฤตโควิด-19

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ/โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

กระเทียมไทยใกล้ตัว

ไม่ต้องกลัวลิ่มเลือดอุดตันในวิกฤตโควิด-19

 

ทอล์กออฟเดอะทาวน์เดือนมีนาคมนี้เห็นจะไม่มีประเด็นข่าวไหนดังเท่ากับกรณีที่นายกรัฐมนตรีไทยรอดพ้นจากการโชว์ฉีดวัคซีนสายพันธุ์อังกฤษยี่ห้อออกซ์ฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรกไปอย่างหวุดหวิดชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด (ฮา)

หลังจากรัฐบาลเดนมาร์กกับอีก 6 ประเทศยุโรปประกาศระงับการฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม เมื่อพบภาวะลิ่มเลือดอุดตันในฝรั่งที่ฉีดวัคซีนตัวนี้โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตด้วย และต่อมาในวันที่ 15 มีนาคมนี้เองเนเธอร์แลนด์ก็เป็นประเทศที่ 8 ที่ประกาศระงับการฉีดวัคซีนสายพันธุ์ออกซ์ฟอร์ด

เป็นอันว่าทั้งคณะรัฐมนตรีและคนไทยผู้สูงอายุทั้งหลายต้องร้องเพลงรอลุ้นไปอีก 14 วัน เพื่อรอผลสอบสวนหาสาเหตุของภาวะข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ดังกล่าว แม้ว่าคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะฟันธงว่าไม่น่าจะเกิดจากวัคซีนก็ตาม ทั้งยังให้ความเห็นว่าอุบัติการณ์โรคลิ่มเลือดอุดตันเป็นภาวะโรคที่เกิดกับพันธุกรรมของชาวยุโรปและแอฟริกา แต่ไม่เป็นปัญหากับพันธุกรรมไทย

และแล้ววันประวัติศาสตร์ 16 มีนาคม ท่านนายกฯ และคณะรัฐมนตรีก็ได้สัมผัสวัคซีนที่เลื่อนออกมาได้แล้ว

 

ประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียงในหมู่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยกัน จำได้ว่ามีบทความทางวิชาการแพทย์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งเรื่อง “โรคไม่ติดต่อ ภัยเงียบที่กำลังคุกคามสุขภาพประชาชน” ในหนังสืออนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุขครบรอบ 45 ปี เขียนโดย นพ.ศรีวงศ์ หะวานนท์ อดีตนายแพทย์ใหญ่กรมการแพทย์

ที่น่าสนใจคือคุณหมอท่านนี้ไม่ใช่อายุรแพทย์ แต่เป็นอดีตกุมารศัลยแพทย์เอกแห่งโรงพยาบาลเด็กและเป็นหมอเด็กปั้นของ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว รัฐบุรุษแห่งวงการสาธารณสุข

คุณหมอศรีวงศ์เป็นนักวิชาการแพทย์คนแรกๆ ที่พูดถึง “โรคไม่ติดต่อ” หรือโรค NCD (Non Communicable Disease) เมื่อกว่า 30 ปีก่อน โดยที่ตอนนั้นกระทรวงสาธารณสุขยังไม่รู้จัก “โรคไม่ติดต่อ” เพราะยังมีแต่ “กรมควบคุมโรคติดต่อ” ซึ่งมีภารกิจควบคุมเฉพาะโรคติดเชื้อเป็นหลัก

อันว่า “โรคไม่ติดต่อ” นั้นท่านให้นิยามสั้นๆ ว่า “โรคตะวันตก (Western Disease) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคเรื้อรังที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เกิดจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (life style) หรือการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมซึ่งสัมพันธ์กับสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม รูปแบบการบริโภคและสิ่งแวดล้อม

เช่น การเปลี่ยนจากสังคมเกษตรไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม เปลี่ยนวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบชนบทไปเป็นชีวิตคนเมืองที่เร่งรีบแข่งขัน

ที่สำคัญคือการเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคจากอาหารธรรมชาติที่ไขมัน โซเดียมต่ำไปสู่ฟาสต์ฟู้ดและอาหารแปรรูปที่มีไขมัน โซเดียมและน้ำตาลสูง

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสถานภาพดังกล่าวเป็นสาเหตุของ “โรคไม่ติดต่อ” ชนิดร้ายแรงที่เกิดขึ้นในสังคมตะวันตกก่อน เขาจึงเรียกกลุ่มโรคใหม่นี้ว่า “โรคตะวันตก” ได้แก่ มะเร็งชนิดต่างๆ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรคลิ่มเลือดอุดตัน เบาหวาน โรคอ้วน โรคเครียด โรคภูมิแพ้ เป็นต้น

เมื่อชาวตะวันออกเปลี่ยนวิถีชีวิตและสังคมเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น ก็รับเอาภาวะโรคไม่ติดต่อเหล่านั้นมาด้วย ซึ่งมิใช่เกิดจากพันธุกรรมเพียงปัจจัยเดียว

 

กล่าวเฉพาะภาวะโรคลิ่มเลือดอุดตัน ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ได้เผยตัวเลขว่า คนไทยตายและพิการเพราะโรคเลือดสมองเป็นอันดับหนึ่ง คือ ตายปีละ 5 หมื่นคน และพิการอีกปีละสองแสนห้าหมื่นคน โดยที่ร้อยละ 80 เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันในสมอง

นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงสาเหตุการตายอันดับรองลงมาที่เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ซึ่งมักพบในผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด

ส่วนกรณีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก ชนิดที่พบในผู้ป่วยชาวยุโรปที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้านั้น อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่เรื่องพันธุกรรม ได้แก่ การไหลเวียนของเลือดช้าลง มักพบในผู้ป่วยมะเร็ง ผู้สูงอายุที่ขาดการออกกำลังกาย ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต สตรีมีครรภ์หรือคนที่ร่างกายไม่ขยับตัวเป็นเวลานานๆ เช่น คนนั่งทำงานในออฟฟิศทั้งวัน นั่งเครื่องบินหรือจับเจ่าอยู่ในรถที่ติดจราจรเป็นเวลาหลายชั่วโมง เป็นต้น

และยังพบในผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดนานกว่า 4 เดือนอีกด้วย

ปัจจุบัน ยาที่ใช้ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่รู้จักกันดี คือ ยาเฮพารินและยาแอสไพริน ซึ่งเป็นยาที่ต้องให้แพทย์สั่งเท่านั้น เพราะเป็นยาอันตราย

ในที่นี้จึงขอแนะนำ กระเทียมไทย ใช้ละลายลิ่มเลือดได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์

 

วงการวิจัยสมุนไพรรู้กันมานานแล้วว่าในกระเทียมมีสารออกฤทธิ์ลดไขมันในเลือดสองชนิดคือ อัลลิซิน และสคอร์ดินิน ผลจากการวิจัยพบว่าการกินกระเทียมสับเพียงวันละ 5 กรัม หรือ 1 ช้อนชาพูน ก็สามารถควบคุมไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้ สำหรับคนที่มีไขมันในเลือดสูง

แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงกลไกที่กระเทียมสามารถละลายลิ่มเลือดได้

นักวิจัยในอเมริกาพบว่ากระเทียมลดการรวมตัวของเกล็ดเลือดได้ โดยไปยับยั้งไม่ให้ร่างกายสร้างสารทรอมโปเซน บี2 ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อนอุดตันในหลอดเลือด

ส่วนในไทยแลนด์ของเราเอง พญ.เผือดศรี วัฒนานุกูล และคณะแห่งคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ทดลองผลของกระเทียมต่อการละลายลิ่มเลือด โดยนำกระเทียมมาสกัดด้วยน้ำแล้วฟรีซดราย บรรจุแคปซูลขนาด 350 ม.ก. พบว่าขนาดที่เหมาะสมในการละลายลิ่มเลือดอย่างปลอดภัยคือ ครั้งละ 4 แคปซูล เริ่มออกฤทธิ์หลังรับประทานภายใน 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ออกฤทธิ์ได้นาน 20-150 นาที

สารสกัดกระเทียม 1 แคปซูลเท่ากับกระเทียมสดหนัก 2.19 กรัม ดังนั้น จึงต้องกินกระเทียมสดครั้งละ 8.76 กรัม หรือกระเทียมสับ 2 ช้อนชา จึงจะออกฤทธิ์ละลายลิ่มเลือดได้ประมาณ 2 ชั่วโมง

เคล็ดลับในการกินกระเทียมสดเป็นยาละลายลิ่มเลือดอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยคือ ต้องกินกระเทียมไทยเท่านั้น เพราะมีสารสำคัญสูง และต้องกินพร้อมข้าวโดยเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อให้สารสำคัญในกระเทียมแตกตัวและออกฤทธิ์เต็มที่ ทั้งยังป้องกันการระคายเคืองในช่องปากและกระเพาะอาหาร

ข้อควรระวังคือไม่ควรกินกระเทียมเกินขนาดที่ใช้เป็นยา

และห้ามกินกระเทียมพร้อมกับยาละลายลิ่มเลือด

ใครที่กำลังฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรก หรือยังไม่ถึงคิวฉีดก็ตาม จะกินกระเทียมป้องกันภาวะเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันไว้ด้วยก็ดีนะ จะบอกให้

บทความก่อนหน้านี้พปชร. ป้องรัฐบาล ส่งตัวแทนร่วมวันกองทัพพม่า เป็นหลักการทูตที่ฉลาด บอกเพื่อไทยนิ่งบ้าง
บทความถัดไป‘แรมโบ้’ ซัดณัฐวุฒิ อย่าหูหนวกตาบอด ม็อบทำผิดกฎหมาย-ทำเดือดร้อน ซัดมีสมองหรือไม่ถึงเข้าข้าง