คำ ผกา | คนยังคงยืนเด่น

คำ ผกา

ฉันไม่แน่ใจว่าระหว่างภาพของเพนกวิน รุ้ง สมยศ ไผ่ หมอลำแบงค์ อานนท์ในชุดนักโทษที่ถูกเบิกตัวมายังศาลเพื่อร้องขอการประกันครั้งแล้วครั้งเล่า ย้ำว่าภาพที่พวกเขาสวมชุดนักโทษ ผมสั้นเกรียน เดินลงมาจากรถของเรือนจำ พร้อมกับการชูสามนิ้วอย่างทระนงองอาจ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีภาพของเพนกวินที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือและภาพวาดเมื่อเขาลุกขึ้นอ่านคำแถลงการณ์ต่อหน้าผู้พิพากษา (ที่ลุกออกไปก่อน) เพื่อถามถึงเหตุผลว่าเหตุใดไม่ให้พวกเขาประกันตัว

ระหว่างภาพนี้กับภาพที่ประยุทธ์ใช้สเปรย์แอลกอฮอล์ฉีดใส่นักข่าวทำเนียบเมื่อถูกจี้ถามเรื่องการปรับ ครม. แล้วนักข่าวหัวเราะคิกคัก มากกว่านั้น นักข่าวอีกคนหนึ่งอธิบายภาพนี้ว่า “นายกฯ หยอกนักข่าว”

ระหว่างสองภาพนี้ฉันไม่แน่ใจว่าภาพไหนทำให้ฉันโกรธและรู้สึกอัปยศอดสูกับสังคมไทยมากกว่ากัน

สําหรับประเทศที่อนุญาตให้คณะบุคคลที่ทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สถาปนาระบบกินเมืองและอยู่ในอำนาจมายาวนานกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไหนๆ จะอยู่ได้ และไม่ได้อยู่ได้อย่างธรรมดา แต่สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าตนเองนั้นมีความสามารถในเรื่องอะไรบ้าง

และมันน่าอัศจรรย์ใจมากที่คณะรัฐบาลระบบกินเมืองนี้สามารถอยู่ในอำนาจได้บนการทำงานที่ล้มเหลวไปวันๆ!

แล้วก็ยังมีชนเผ่า “สลิ่ม”

รักใคร่ใหลหลงเทิดทูนบูชาทั้งโดยการจ้างวานและโดยสมัครใจอีกประมาณครึ่งประเทศ

อันเป็นเหตุให้ระบบกินเมืองนี้เชื่อว่าตนเองมีความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจ

ในระบบนิเวศน์ทางการเมืองเช่นนี้การเรียกร้องประชาธิปไตยย่อมกลายเป็นอาชญากรรม เป็นภัยต่อความมั่นคง (ของระบบกินเมืองและสลิ่ม) และเป็นศัตรูของชาติ

ประชาชนที่ตาสว่างรู้ว่าถ้าทำลายระบบกินเมืองสำเร็จ สถาปนาอำนาจของประชาชนและประชาธิปไตยลงไปในสังคมไทยได้ คุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ลูกหลานย่อมดีกว่านี้ ก็คงมีอยู่ประมาณครึ่งประเทศไทย

แต่ทุกคนก็รู้ว่าการลุกขึ้นมาเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าต่อตาอำนาจกินเมืองย่อมเป็นภัยต่อตนเองและครอบครัว

เราทั้งหลายรวมถึงฉันจึงไม่ออกไปยืนอยู่ข้างหน้านั้นและกระทำในสิ่งที่เพนกวิน รุ้ง หรืออานนท์ทำ

รุ้ง เพนกวิน อานนท์ ไมค์ ไผ่ หมอลำแบงค์ คุณสมยศ และคนอื่นๆ ที่ออกไปอยู่แนวหน้าวันนี้คือคนที่เลือกแล้วว่าจะไม่ยอมจำนนต่ออำนาจของระบบกินเมืองแม้จะต้องแลกมาด้วยชีวิตและอิสรภาพ

สิ่งที่น่าสะเทือนใจสำหรับฉันผ่านยุคของ นปช.มาแล้ว

คือ ในยุคของ นปช.นั้นเราต่อสู้ทางอุดมการณ์อย่างโดดเดี่ยว สังคมไทยในเวลานั้นยังไม่รู้แจ้งเท่าสังคมไทยในเวลานี้

แต่เรากลับมีมวลชนตัวเป็นๆ มานั่งในม็อบเป็นพันคนหมื่นคนทุกวันต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

มีเพลงแดงทั้งแผ่นดินร้องกระหึ่มไปทุกที่ มีการประกาศหมู่บ้านเสื้อแดงไปทั่วภาคเหนือภาคอีสาน

ณ เวลานั้น นปช.ถูกแปลกแยกเหยียดหยามจากสังคมไทยกระแสหลัก

แต่มีมวลชนตัวเป็นๆ นับล้านอยู่เคียงข้างตลอดเวลา

ทว่าการต่อสู้ของประชาธิปไตยของเด็กๆ ในวันนี้ได้รับการตอบรับจากสังคมอย่างล้นหลาม

จำนวนคนที่เข้าใจแล้วว่าทำไมต้องต้านรัฐประหาร ทำไมต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมีมากขึ้น

สลิ่มกลับใจมีมากขึ้น

แต่พวกเขากลับไม่มีมวลชนตัวเป็นๆ อยู่เคียงข้างสักเท่าไหร่

และมวลชนตัวเป็นๆ ที่เคยเป็นเสื้อแดงอย่างแข็งขันในยุค นปช. กำลังจะถูกทำให้เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองที่กลับไปใช้วัฒนธรรมการเมืองระบบเก่าคือ ระบบอุปถัมภ์ เจ้าพ่อ การใช้อิทธิพล บุญคุณ ในการเลือกตั้งซึ่งจะยิ่งใช้ได้ดีเป็นพิเศษในยามผู้คนถูกทำให้อ่อนแอ ยากจน เปราะบางจากความห่วยแตกของรัฐบาล

และปฐมบทแห่งวงจรอุบาทว์คนโง่ จน เจ็บ ก็วนกลับมาหาสังคมไทยอีกรอบ

ซึ่งถ้าไม่มีการรัฐประหารปี 2549 เราน่าจะพ้นบ่วงกรรมนี้ไปตั้งนานแล้ว

ด้วยระบบนิเวศน์ทางการเมืองแบบนี้ แล้วมีเด็กอายุ 22 ปี อย่างรุ้ง หรือเพนกวิน ออกไปเผชิญหน้ากับอำนาจอำมหิต สบตากับอำนาจนั้น โถมความจริงให้ลงไปกองอยู่ตรงหน้าอำนาจนั้นอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม

ฉันคิดว่า เขาไม่ได้คิดเพียงแค่อยากมีประชาธิปไตยเพื่อ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

แต่พวกเขากำลังกู่ร้องตะโกนออกมาว่า กูเป็นคน กูเป็นคน และกูเป็นคนเหมือนกันกับมึง

ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เป็นสิทธิที่ติดตัวเรามาแต่กำเนิดและสิ่งนั้นจะถูกทำลายลงไปมิได้

ถ้าหากมันถูกทำลายลง การมีชีวิตอยู่ของเราก็ไร้ความหมาย และหากมีใครพยายามมาทำลายมัน เราก็จะต่อสู้ให้ถึงที่สุด

ฉันคิดว่านี่คือเหตุผลที่คนอย่างรุ้ง อย่างเพนกวิน อานนท์ คุณสมยศ หมอลำแบงค์ ไผ่ ไมค์ และอีกหลายคนผู้ยังอยู่นอกเรือนจำแต่มีคดีติดตัวกันหลายสิบคดียังคงเคลื่อนไหวต่อไปไม่หยุดไม่หย่อน

การชูสามนิ้วในชุดนักโทษ

การลุกขึ้นยืนแถลงต่อหน้าศาล

การประกาศอดอาหาร ทั้งหมดนี้มันคือการบอกว่าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ผู้หนึ่งกับมนุษย์ผู้หนึ่งจะถูกทำลายลงไม่ได้และอย่างไม่มีเงื่อนไข

การแถลงของเพนกวินในวันนั้น ไม่เพียงแถลงต่อศาล แต่แถลงถึงพวกเราคนไทยทุกคนด้วย

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสลิ่มอีกค่อนประเทศที่เกิดมาไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจว่าคำว่าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ และความเสมอภาคนั้นคือ แก่นสารแห่งการได้เป็น “คน” หาไม่แล้ว ชีวิตที่กิน ขี้ ปี้ นอน ไปแต่ละวันนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากหมูไก่ในฟาร์มที่มีชีวิตเพื่อจะกินให้อ้วน สำนึกในบุญคุณเจ้าของฟาร์มและคนให้อาหาร

จากนั้นถูกนำไปเชือดเพื่อเป็นอาหารต่อไป

ตัดภาพมาที่นักข่าวทำเนียบซึ่งในระบบกินเมืองนี้พวกเขาปฏิบัติต่อนายกฯ ครม. และเหล่าผู้มีอำนาจอย่างพินอบพิเทา ประจบประแจง ถ้อยคำภาษา ทั้งคำว่า “บิ๊ก” คำว่า “ท่าน” อีกทั้งใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าหนู

การเข้าหา การสัมภาษณ์ อุดมไปด้วยภาษากายที่ต้องย่อ ต้องคุกเข่า ต้องค้อม ต้องก้ม ซึ่งในระยะยาวน่าจะส่งผลถึงสุขภาพของกระดูกสันหลังเป็นอย่างยิ่ง

นี่เป็นภาพที่ฉันสะเทือนใจ และโกรธมาโดยตลอด

เพราะโดยความเป็นนักข่าว สื่อมวลชน หน้าที่ของพวกเขาคือการ “แถลง” ความจริงต่อสังคม

เสรีภาพสื่อถูกสถาปนาในโลกใบนี้ก็เพื่อให้พวกเขาได้เปิดเผยความจริงออกมาสู่สังคมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

โดยวิชาชีพสื่อมวลชนเกิดมาเพื่อหล่อเลี้ยงความยุติธรรมในสังคมด้วยอีกโสตหนึ่ง ยกเว้นเกาหลีเหนือเสียแล้ว สื่อมวลชนกับประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดมาด้วยกันด้วยซ้ำไป

แต่ฉันไม่รู้ว่าสื่อไทยคิดอะไรอยู่?

แน่นอนมันมีสื่อและนักข่าวที่ “ขายตัว” ให้กับอำนาจรัฐไปแล้วอย่างโจ่งแจ้ง

ดังนั้น หน้าที่ของพวกเขาจึงเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลอย่างไม่อ้อมค้อม

แต่สื่อที่ไม่ได้ถูกซื้อก็ไม่เคยคิดหรือตั้งคำถามต่อศักดิ์ศรีของตนเองเลยหรือ?

นักข่าวไม่ว่าจะเด็กหรืออาวุโส สื่อไม่ว่าจะสื่อใหญ่หรือสื่อเล็ก ในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และวิชาชีพ

พวกคุณมีเท่าๆ กับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและนายพลทุกคน

สื่อไม่ใช่ “หนู” ที่ต้องก้ม ค้อม คลาน แล้วไปเรียกคนเหล่านั้นว่าท่านคะ ท่านขา

และต่อให้คำถามของสื่อมันจี้ใจจำหรือพยายามจะบี้เอาคำตอบแค่ไหน มันก็ยังอยู่ในไวยากรณ์ต้องค้อมต้องคลาน ต้องคะต้องขา ต้องท่านต้องบิ๊ก ต้องวิ่งดิ๊กๆๆ ไล่ตามอย่างไร้ศักดิ์ศรี

ทำไมเราไม่สามารถวางมาตรฐานว่าสื่อก็เป็นคน เป็นเท่าๆ กับที่นายกฯ เป็น

งานของสื่อก็มีค่าเท่าๆ กับงานของนายกฯ และคนเก็บขยะด้วย

ดังนั้น สื่อควรจะนั่ง ยืน สบตา และใช้ภาษาสุภาพมาตรฐานปกติกับนายกฯ

ไม่ใช่ทำตัวเป็นหนูอยู่กับแมว หรือเด็กน้อยอยู่กับผู้ใหญ่

สื่อต้องรู้ว่าตัวเองก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ดังนั้น เลิกงี่เง่าทำตัวเป็น “หนู” ก้มๆ หลบๆ คะๆ ขาๆ เสียที

เริ่มต้นที่จะยืน นั่ง คุย และตั้งคำถามต่อคนที่อยู่ในอำนาจรัฐเหล่านั้นอย่างที่ผู้ใหญ่สองคนพึงคุยกัน

เมื่อฉันพูดหรือเขียนอย่างนี้ ก็จะมีคนบอกว่า – นักข่าวเขาแค่เนียน แค่แกล้งทำ เพื่อล่อหลอกเอาข่าวจากคนเหล่านี้

ฟังแล้วฉันอยากจะถุยส์ออกมาดังๆ ไอ้คำพูดแบบนี้ก็เหมือนคนในยุคหนึ่งที่ไม่เชื่อว่าวันหนึ่งเราจะขับรถไม่ใช่นั่งเกวียน หรือคนที่มีชีวิตทั้งชีวิตกับการจุดเทียนเพื่อแสงสว่าง และไม่เชื่อว่าวันหนึ่งเราจะมีไฟฟ้าใช้นั่นแหละ

ฉันไม่ได้บอกให้ไปด่า ไปก้าวร้าว

ฉันแค่บอกว่า นักข่าวกับนายกฯ และผู้มีอำนาจทั้งหลายควรสนทนากันอย่างสุภาพชนที่เป็นผู้ใหญ่สองคนคุยกันได้แล้ว

และถ้าไอ้การเป็นสุภาพชนสองคนคุยกันมันทำให้คุณไม่ได้ข่าว ทำงานต่อไม่ได้ ฉันก็อยากจะบอกว่า ถ้าเช่นนั้นก็ไปตายซะ หรือเปลี่ยนอาชีพ

ถ้าคนเราจะต้องขายความเป็นคนของเรา เพียงเพื่อให้มาซึ่งข่าวกากๆ หาแก่นสารอะไรไม่ได้อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ไอ้การไปก้มๆ คลานๆ แล้วอ้างว่าตีเนียนเอาข่าว ล้วง ลับ พราง ล่อ เอาข้อมูลวงใน

ฉันไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรแตกต่างจากข่าวก๊อสซิปดารา

ความเจ๋งของมันมีแค่อย่างเดียวว่า ข้อสอบจะรั่วมาที่ใครก่อน โผปรับ ครม.ใครจะรู้ก่อน เมื่อวัดความสามารถกันแค่นี้ก็เลยต้องแข่งกันว่าใครเป็นนักข่าวคนโปรดของใครก่อน

นี่เป็นการทำงานข่าวที่ทุเรศสิ้นดีสำหรับฉัน เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรต่อสังคม เพราะข่าวที่ดีคือข่าวที่บรรจุข้อมูลอันทำให้อำนาจของประชาชนถูกทำให้เข้มแข็งขึ้น ศักดิ์ศรีของประชาชนถูกทำให้ปรากฏชัดขึ้น อำนาจในการตรวจสอบการทำงาน และการชี้นำให้รัฐบาลต้องทำงานให้คำตอบแก่ประชาชนอย่าง constructive มากขึ้น

แต่งานของนักข่าวไทยไม่แม้แต่จะเฉียดกรายไปในทางนั้น

ตรงกันข้าม การทำงานของนักข่าวไทยไปสนับสนุนทั้งอุดมการณ์อำนาจนิยม ลัทธิเผด็จการบูชาตัวบุคคล ลัทธิฮิฮะประจบสอพลอผู้มีอำนาจ ขายทั้งตัว ขายทั้งศักดิ์ศรี ขายทั้งวิญญาณให้ทรราช

ในการทำงานของนักข่าวก็เต็มไปด้วยคำถามโง่ๆ รัฐมนตรีจะอนุญาตให้เราเล่นสงกรานต์ไหม จะห้ามการแต่งตัวอะไรบ้าง บิ๊กโจ๊กได้กลับไป สตช. บิ๊กป้อมว่าไง ลุงตู่จะเผลอหลุดชื่อ รมต.ใหม่หรือไม่

ทุกคำถามเป็นการมอบความชอบธรรมให้กับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

และไม่มีความสามารถที่จะสร้างคำถามให้เป็นกระจกส่องไปยังผู้มีอำนาจว่า อำนาจนี้ท่านควรมีหรือไม่?

ฉันไม่เคยเห็นสื่อในยุคไหนจะตกต่ำเท่าสื่อและนักข่าวในยุคนี้

และไม่แปลกใจที่จะมีนักข่าวออกมาเขียนบทความว่า ประยุทธ์เป็นคนขี้เล่น การฉีดแอลกอฮอล์ใส่นักข่าวเป็นแค่การหยอกเอิน – น่าร้ากกกกกกก

และแล้วฉันก็เข้าใจว่า ลำพังการได้เกิดมาเป็น “คน” ไม่ได้ทำให้คนคนนั้นกลายเป็น “คน” ไปโดยอัตโนมัติ

บทความก่อนหน้านี้โพลนานาประเทศเกิน 70% หนุนยกเลิก-เลื่อน โอลิมปิก 2020
บทความถัดไปภาคีรธน.ฯแถลงร่วม ร้องรัฐบาล-สภาร่วมมือเร่งมีฉบับใหม่โดยเร็ว ย้ำตัดอำนาจ ส.ว.โหวตนายกฯ