สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ลากไส้ขบวนการขวางประชาธิปไตย อยากสืบทอดอำนาจ ชัดเจน ‘พวกเขากลัวถูกเช็กบิล’

รายงานพิเศษ พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

“ทุกวันนี้ทุกคนมีความรู้สึกเหมือนกัน เพียงแต่ไม่อยากจะพูดออกมาว่า พวกเขากลัวถูกเช็กบิล ถามว่าทำไมเขาถึงกลัว ในเมื่อคุณมั่นใจว่าสิ่งที่คุณทำที่ผ่านมาตลอด 7-8 ปีหลังจากสืบทอดอำนาจมา คุณทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง คุณสามารถไปนั่งอยู่ในหัวใจของประชาชนได้ คุณมีอะไรจะต้องกลัว กลัวทำไม? การที่คุณกลัวจะถูกเช็กบิลนั้นแสดงว่าคุณนั้นรู้ตัวเองใช่หรือไม่ ว่าคุณทำอะไรอยู่”

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภา กล่าวถึงขบวนการสืบทอดอำนาจที่พยายามขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สมศักดิ์ขยายความถึงคำให้สัมภาษณ์ของผู้นำและคนในรัฐบาล บ่อยครั้งที่สะท้อนลักษณะของความเป็นเผด็จการเหยียดผู้อื่น ดูถูกผู้อื่น คิดว่าตัวเองเก่ง เป็นคนดี เป็นผู้ที่มีความสามารถ แล้วต้องเป็นตัวเองเท่านั้นถึงจะนำพาประเทศชาติรอดไปได้ ซึ่งคิดว่าต้องเปลี่ยนวิธีคิดนะแบบนี้มันไม่ใช่แล้ว

แม้ว่าสถานการณ์วันนี้ทั่วไปดูเหมือนว่าเขาสามารถควบคุมอะไรได้หมด

แต่บนสถานการณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่วันนี้คุณจะปิดกั้นพรรคการเมืองเขาได้หรือไม่ คุณต้องไม่ลืมนะว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคเขามีฐานเสียงประชาชนอยู่ทั้งนั้น

วันนี้ผมท้าให้คุณลองทำประชามติ ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะมีพรรคการเมืองไหนที่จะไปบอกประชาชนว่าอย่าให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

คุณคิดว่าพรรคการเมืองจะกล้าพูดอย่างนี้หรือเปล่า

ประชาชนเขาจะได้จำไว้ว่าพรรคการเมืองนี้ มึงมาบอกกับกูว่าไม่ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นั่นแสดงว่าพวกมึงยังผูกพันต้องการจะสืบทอดอำนาจของกลุ่มเผด็จการอยู่อีกหรือ แล้วพวกเขาก็จะลงโทษในที่สุดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

วันนี้เหมือนว่าคุณสามารถควบคุมอะไรได้ทุกอย่าง แต่คุณไม่สามารถไปจับมือเขาตอนกาบัตรในคูหาได้หรอก มันก็เหมือนกับการเลือกตั้งในอดีต เราก็เห็นอยู่แล้วเสียงดีแต่คะแนนไม่ดี ตราบใดที่คุณไปเอาปืนจ่อหัวประชาชนในคูหาไม่ได้ คุณอย่าหวังเลย เป็นไปไม่ได้หรอก ผมยังมีความหวังความเชื่อมั่นประชาชนอยู่ แม้ว่าทุกองคาพยพจะอยู่กับผู้มีอำนาจ

แต่เรื่องของรัฐธรรมนูญมันเป็นความเป็นความตาย และเป็นอนาคตของคนทั้งประเทศ คิดว่าสถานการณ์มันจะเปลี่ยนไป วันหน้าอาจจะไม่ใช่มีแค่เด็กๆ แล้วมีภาคประชาชนเข้ามาสมทบ รวมถึงคนที่เรารักและฝ่ายประชาธิปไตย ผมคิดว่ามีอยู่ไม่น้อยก็แล้วกันเขาจะออกมาทำให้เกิดการสั่นสะเทือนได้

คุณจะกล้าเสี่ยงหรือไม่?

ณ วันนี้ทุกคนมองเห็นแล้วว่ารัฐบาลก็ดี ส.ว.ก็ดีที่ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งผ่านวาระที่ 1 แล้วก็ผ่านวาระที่ 2 เสนอให้มี ส.ส.ร.ว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจำนวน 200 คน ก็เริ่มมองเห็นอนาคตแล้วว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

แล้วอยู่ๆ คุณก็ไปดับความหวังของเขา คุณคิดหรือไม่ว่าความรู้สึกของเขาจะเป็นอย่างไร?

ผมถึงบอกว่านี่คือฟางเส้นสุดท้าย พวกคุณหลอกเขา อาจจะหลอกได้แค่บางครั้ง แต่คุณไม่สามารถหลอกเขาได้ตลอดเวลาหรอก ไม่มีใครหรอกครับที่จะยอมให้ พวกคุณหลอกได้ตลอดชีวิต

คุณหลอกได้ชั่วคราว

 

เมื่อถามถึงโอกาสในการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาลในเวลานี้ อดีตกุนซือการเมืองพรรคชาติไทยมองว่าชั่วโมงนี้เขาคงไม่กลัวแล้ว เพราะเวลาล่วงเลยมา 2 ปีแล้วก็พอสมควรแก่เวลา

ยิ่งมามีความรู้สึกเรื่องของการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมาที่ จ.นครศรีธรรมราช ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์เขาจะยึดหลักการของเขาอยู่แล้ว

เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับภูมิใจไทยที่เขาประกาศชัดเจนว่าจุดยืนของเขาก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขาก็เสนอและยืนยันบทบาทนี้ตีคู่กันมาตลอด

เพราะฉะนั้น วันนี้ผมจึงเชื่อว่าการที่จะประคองตัวไม่อยากจะเห็นสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ก็จะต้องมีทางออกทางใดทางหนึ่งให้สังคมนี้

ผมเชื่อว่าวันนี้ไม่มีใครหรอกอยากจะเอาฟืนเข้าไปสุมในกองไฟแล้วก็ราดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอีก

วันนี้ต้องช่วยกันชักฟืนออกมาแล้วก็พยายามทำให้ไฟสงบ มีเหตุมีผลบอกกับสังคมให้ได้ แล้วก็ชี้ทางอนาคตเลยว่าหลังจากร่างประชามติผ่านแล้วจะเร่งจะทำอย่างไร และกระตุ้นประชาชนให้มามีส่วนร่วมต่อการลงคะแนนเสียงว่าจะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ผมมองว่าตรงนั้นแหละเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันได้ แต่เหตุผลต้องมีคำตอบให้ประชาชนรับฟังได้

สำหรับทางเลือกยุบสภา อดีตรองประธานสภามองว่า หากมีการตัดสินใจในช่วงเวลานี้ ความรู้สึกของประชาชนก็คงจะไม่ยอมเพราะเขาอยากจะเดินไปสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลง ถ้ามีการยุบขึ้นมาหมายความว่าทุกอย่างจะต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ รัฐบาลยังคงมีความได้เปรียบในการที่จะสืบทอดอำนาจต่อเพราะยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมอยู่ ส.ว.ก็ชุดเดิม ประชาชนก็จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกว่ารัฐบาลต้องการจะสืบทอดอำนาจต่ออายุตัวเอง

ตรงนั้นผมก็ไม่อยากรับรองว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะยิ่งสุมฟืนเข้ากองไฟหรือไม่

บทเรียนการเมืองนอกสภาใน พ.ศ.นี้ สมศักดิ์นึกถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ถ้าคุณไม่กล้าต่อสู้ คุณไม่มีทางชนะ วันนี้ทำไมเหตุการณ์ในเมียนมาไม่ยิ่งกว่าประเทศไทยอีกหรือ แต่ทำไมเขาถึงไม่กลัว

นี่คือคำตอบว่าวันนี้มันถึงเวลาแล้ว คงไม่มีใครหรอกที่จะยอมรับก้มหน้ากับชะตากรรมการกดขี่ไปตลอดชีวิต

ผมเชื่อมั่นเรื่องของความเปลี่ยนแปลง คุณเหนี่ยวรั้งกาลเวลาไม่ได้ หยุดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันจะต้องมาถึงในสักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว

ที่สำคัญผมคิดว่าเพียงพอแล้วนะสำหรับการสืบทอดอำนาจ คุณต้องยอมรับความจริงว่ารัฐธรรมนูญความเป็นประชาธิปไตยของคุณที่อ้างถึงในวันนี้ มันเป็นประชาธิปไตยจริงๆ หรือว่าเป็นประชาธิปไตยกำมะลอ

สิ่งที่เขาแสดงออกต่อสาธารณชนนั้นก็คือการสร้างภาพเล่นละครตบตาประชาชน ทำเสมือนว่าตัวเองมีความต้องการอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยเฉพาะการที่มีรัฐธรรมนูญมาจากรัฐประหาร มันไม่มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ เลยทำทีเสมือนว่าต้องการยอมจะเปลี่ยนแปลง แต่จู่ๆ ก็ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ว่าใช่อำนาจหน้าที่ของสภาหรือไม่ ถ้าจะพูดภาษาที่ไม่สุภาพหน่อยก็คือ “กำลังเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า”

ขณะนี้เรียกได้ว่ามีขบวนการที่จะเหนี่ยวรั้งการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัดเจน

ตั้งแต่การร่วมสืบทอดอำนาจหลังรัฐประหารปี 2557

จะเห็นได้เลยว่ารัฐบาลตั้ง สนช.มาเพื่อมีการดำเนินการอ้างว่าเหมือนกับเป็นประชาธิปไตยให้ครบกระบวนการ

ต่อมาก็มีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เราคงจำได้ครั้งแรกมอบให้อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เข้ามาร่าง แต่พอร่างเสร็จแล้วก็ให้ สนช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคือความไม่จริงใจ

ประจวบเหมาะกับสิ่งที่ อ.บวรศักดิ์เคยแสดงความรู้สึกออกมาว่า เขาอยากอยู่ยาวเขาก็เลยต้องทำเป็นกระบวนการขึ้นมา ไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของรูปแบบโครงสร้างอำนาจที่มองเห็นได้ชัดคือเรื่องของรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระ ถามว่ามาจากไหน ก็มาจากคณะ สนช.

8 ปีที่ผ่านมาจึงเพียงพอแล้วสำหรับการสืบทอดอำนาจ

ถึงวันนี้จะต้องนำบ้านเมืองไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้เป็นประชาธิปไตยสักทีหนึ่ง

แล้วก็เห็นอยู่ว่าสถานการณ์แบบนี้เป็นอย่างไร คุณลองไปสอบถามประชาชนในชนบทสิว่าวันนี้เขามีความรู้สึกอย่างไร

ผมคิดว่าเขากำลังหลอกตัวเองอยู่ วันนี้ถ้าเป็นจัดทำประชามติสอบถามประชาชนว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ สถานการณ์วันนี้กับสถานการณ์ก่อนหน้าที่จะมีสภามันต่างกัน

ตอนนั้นพรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้เลย แล้วที่ชอบอ้างว่าผ่านความเห็นชอบจากประชาชน 18 ล้านเสียง แต่คุณเคยรู้บ้างไหม ว่าสิ่งที่เขาต้องการคือเขาต้องการให้มีการเลือกตั้งสักทีหนึ่ง อยากมีคนที่เป็นตัวแทนประชาชน

และที่สำคัญอยากให้รัฐบาลทหารไปซะที คือความรู้สึกของประชาชนจริงๆ

แต่วันนี้เขาก็เริ่มมองเห็นแล้วว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาหวัง

ดังนั้น วันนี้ความหวังก็คือการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ทำประชามติกัน

ชมคลิป 2 EP

บทความก่อนหน้านี้อ.นิด้า ฉายภาพความเป็นเผด็จการของประยุทธ์ ชี้เผด็จการชอบใช้อารมณ์-ความเชื่อมากกว่าเหตุผล
บทความถัดไปศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : กอบกู้ประเทศ จากระบอบที่ไร้อนาคต