ครัวอยู่ที่ใจ l ทางรอดอยู่ในครัว : ได้เป็นคนที่นี่ (เสียที) / อุรุดา โควินท์

อุรุดา โควินท์

 

ทางรอดอยู่ในครัว

: ได้เป็นคนที่นี่ (เสียที)

 

เขาบอกว่า เรากินแกงเมืองบ่อยๆ ก็ได้ เขากินได้

ฉันยิ้ม ฉันรู้ว่าเขากินได้ แต่เขาไม่ได้ชอบมันเหมือนแกงภาคกลาง หรือแกงใต้ เขาชอบอาหารรสจัด และชอบกินข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว

ใช่แล้ว แกงเมืองประหยัดกว่ามาก เพราะส่วนใหญ่เป็นแกงผัก ไม่มีกะทิ อย่างจอผักกาด หม้อหนึ่งไม่ถึงร้อย กินได้หลายมื้อ

ตั้งแต่มีโควิด เราประหยัดขึ้น แต่เมื่อเราตัดสินใจเรื่องย้ายบ้าน ฉันต้องใช้คำว่า รัดเข็มขัดแน่นเท่าที่สามารถ

ฉันไม่เข้าไปดูเพจเสื้อผ้า-เครื่องสำอางเลย ฉันบอกตัวเองว่า มีเยอะแล้ว มากพอแล้ว ของเก่าสวยกว่าเป็นไหนๆ เอาออกมาใส่สิ

แต่กับเรื่องกิน ฉันเห็นว่า เราควรประหยัดพองาม เพราะเราทำเอง ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ถูกกว่าไปกินนอกบ้าน

กินแกงเนื้อบ้าง กินน้ำพริกบ้าง แกงกะทิบ้าง และก็ควรแกงผักบ้าง เพราะความหลากหลายทำให้เราเจริญอาหาร และสุขภาพดีด้วย (ฉันเชื่ออย่างนั้น)

เวลาจ่ายตลาด บางครั้งฉันคิดไว้ก่อน ว่าอยากกินอะไร แต่ส่วนใหญ่ฉันชอบไปดูหน้างาน เห็นวัตถุดิบน่ากิน เมนูจะผุดขึ้นมาเอง

 

“กินแกงเมืองนะ” เขาบอกระหว่างทางไปตลาด

ฉันจ้องตาเขา

“ไม่ได้กินนานมากแล้ว” เขายิ้ม

“ก็จริง ทำไมนะ”

“เพราะว่ามันค่อนข้างจืดมั้ง” เขาว่า

“นัวต่างหาก เขาเรียกว่านัว นัวหมายถึง ไม่มีรถไหนนำ”

“ทุกแกงเลยเหรอ มันต้องมีบ้างสิ สักแกง ที่รสค่อนข้างจัดน่ะ เพราะว่าจริงๆ แล้ว คนเหนือก็กินเผ็ดนะ ลาบก็เผ็ด”

ฉันคิด แกงอะไรน้า…

แล้วฉันก็โพล่งออกมา “แกงแค”

เขาหัวเราะ “นั่นไง มันต้องมี”

แกงแคสามารถแกงให้เผ็ดได้ มีความร้อนของเครื่องเทศ แกงแคผักเยอะ มีผักอะไรก็ใส่ได้หมด

 

ตลาดของเชียงรายมักมีแม่ค้าทำผักแกงแคขายเป็นจาน ประกอบด้วยผักหลากชนิดที่ควรใส่ลงในแกงแค แต่ถ้าไม่ซื้อแบบนั้น เราก็อาจใช้ผักอะไรก็ได้ที่เราอยากกิน

ใส่ได้ตั้งแต่ผักใบเขียว อย่างตำลึง เชียงดา ชะอม ชะพลู

ผักอิ่มน้ำอย่างบวบ หรือบวบงู

มะเขือนั้น ใส่ได้ทั้งมะเขือเปราะและมะเขือพวง ฉันใส่ไปเลยสองอย่าง ไม่ต้องเลือก อร่อยคนละแบบ

ผักตามฤดูกาล อย่างผักขี้หูด ดอกข่า ก็ขาดไม่ได้ ควรใส่

ตอนที่ฉันหยิบถั่วฝักยาวกับถั่วพู เขาถาม “ยังไม่ครบอีกเหรอ”

ฉันหัวเราะ “เกือบแล้วละ ขาดใบมะกรูดกับผักชีฝรั่ง ไม่มีไม่ได้นะ กลิ่นมันไม่ใช่แกงแคน่ะ”

ตอนเราใกล้ถึงบ้าน เขาว่า “หม้อคงใหญ่น่าดู ผักเยอะอย่างกับจับฉ่าย”

“ไม่หรอก ขายกันมัดเล็กๆ ใส่แล้วก็ยุบ น่าจะกินสักสามมื้อ” ฉันบอก

 

ถึงบ้าน ฉันตำน้ำพริกแกง ซึ่งประกอบด้วย พริกขี้หนูแห้ง กระเทียมไทย หอมแดง ข่า ตะไคร้ซอย เกลือ ตำให้ละเอียด แล้วใส่ปลาร้าต้มสุกลงไปสักตัว กะปิหนึ่งช้อนชา

มีแกงเหนือไม่กี่ชนิดที่ใช้พริกขี้หนูแห้ง แต่แกงแคจัดจ้านกว่านั้น นอกจากใช้พริกขี้หนูแห้งตำน้ำพริกแกง เรายังใส่พริกขี้หนูสดเป็นเม็ดๆ ลงในหม้อด้วย

เนื้อสัตว์ จะเป็นไก่ กบ ปลาแห้ง หรือเนื้อวัวก็ได้ แต่ไม่ค่อยเห็นใครแกงแคใส่หมู

วันนี้ฉันจะใส่ไก่ เพราะเรามีไก่ ตั้งใจจะแกงน้ำน้อยๆ ใส่ข้าวคั่วลงไปนิดหน่อย ให้เป็นลูกผสมของคั่วแค

เจียวกระเทียมให้หอม เอาน้ำพริกแกงลงไปผัดไฟอ่อน รอกลิ่นน้ำพริกลอยขึ้นมา ค่อยใส่ไก่สับลงไป ผัดพอให้ตึง แล้วเติมน้ำนิดหน่อย

ใส่ผักสุกยากลงไปก่อน แล้วใส่ผักสุกง่ายทีหลัง

ปรุงรสด้วยน้ำปลา หรือจะเติมน้ำปลาร้าอีกก็ได้

ตามด้วยข้าวคั่วเล็กน้อย และมะแขว่นเป็นอย่างสุดท้าย-อยากได้กลิ่นเป็นพื้นหลัง ไม่โดดเด่น แต่ควรมี

 

ถ้าถามว่า แกงแคกินกับอะไรอร่อยที่สุด

คำตอบของฉันคือข้าวเหนียว

สำหรับคนเหนือ แกงถ้วยเดียว และข้าวเหนียว เรากินกันได้ทั้งบ้าน

บ่อยครั้งที่ฉันคิดถึงการกินง่ายๆ แบบนั้น ตักแกงผักใส่ชามใบใหญ่ มีช้อนกลาง ล้อมวงกันกินข้าวเหนียวกับแกง

ฉันหุงข้าวทิ้งไว้ เพราะเขาชอบกินแกงเหนือกับข้าวหุง

แล้วเดินไปซื้อข้าวเหนียวจากบ้านตรงกันข้าม

ตอนนี้ในซอยมีร้านเล็กๆ ผุดขึ้นมากมาย ขายกันหน้าบ้าน มีข้าวเหนียว หมูปิ้ง ผลไม้จากสวน หรือแคบหมูทอดใหม่ๆ

“วันนี้กินข้าวนึ่งครึ่งกิโลเลยเหรอ” เพื่อนบ้านถาม

“ไม่น่าจะหมดค่ะ แต่ก็ซื้อเผื่อไว้น่ะ” ยิ้มอายๆ “แกงแคอร่อยมาก คิดว่าอาจกินเยอะกว่าทุกวัน”

เธอยังไม่ทอนเงิน วิ่งกลับเข้าไปในบ้าน ออกมาพร้อมกับถุงใบเล็ก “จิ้นควายย่าง กินกับแกงแคเหมาะขนาด”

ฉันยังไม่ทันพูดอะไร เธอรีบว่า “เอาไปเตอะ รับรองบ่ผิดหวัง” เธอส่งเงินทอนให้ก่อน ตามด้วยจิ้นควาย

อืม…ฉันเป็นคนของซอยนี้แล้วจริงๆ เพิ่งรู้สึกเอาก็ตอนนี้ ตอนที่กำลังเตรียมตัวย้ายพอดี