28 ก.พ. 51 : ปรากฏการณ์ “อาฟเตอร์ช็อค” ทักษิณกลับไทย กราบแผ่นดินแม่ แต่ไปอยู่บ้านอนุทิน ?

ปรากฏการณ์”อาฟเตอร์ช็อค” “ทักษิณ”…โก โฮม เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 07 มีนาคม พ.ศ. 2551 (ปีที่ 28 ฉบับที่ 1438 คอลัมน์ ในประเทศหน้า 10) 

การทรุดตัวก้มลงกราบ “แผ่นดินแม่” ของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทันทีที่เดินทางถึงประเทศไทย เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2551 กลายเป็น “ช็อตกระชากใจ” กลุ่มคนรากหญ้าและกลุ่มคนรักทักษิณ แบบเต็มร้อย

ก่อนจะตามด้วย “วาทะกระชากใจ” เมื่อเปิดใจครั้งแรกที่โรงแรมเพนนินซูล่า ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า “…วันนี้ผมขออาศัยเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง เพราะต้องการจะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ผมไประเหเร่ร่อนมาทั่วโลก ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่มีแผ่นดินไหนที่จะให้ความอบอุ่นแก่ผมและครอบครัวเท่ากับแผ่นดินไทย เพราะฉะนั้น ผมจะขอกลับมาอาศัยอยู่อย่างมีความสุข อย่างมีความอบอุ่น และขอตายในผืนแผ่นดินไทยนี้…”

เหล่านี้คือปรากฏการณ์กระชากใจ ในการเดินทางกลับประเทศไทยในรอบ 1 ปี 5 เดือนของ พ.ต.ท.ทักษิณ นับจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ถูกมองจาก “ศาสตรา โตอ่อน” อาจารย์นิติศาสตร์ ม.รังสิต ว่า หากมองในแง่ประชาชนธรรมดา ว่าเป็นการจากบ้านเมืองไปนานก็ซาบซึ้งใจแล้วกราบ แต่ถ้ามองแบบการตลาด มองได้ด้านเดียวคือ การเป็นนักการตลาดชั้นเยี่ยม อะไรก็ตามที่จะติดตาตรึงใจคนได้ก็จะหยิบขึ้นมาใช้หมด

ขณะที่ “พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์” อาจารย์ภาควิชาการปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เล่นกับสื่อ เล่นกับความรู้สึกของคนจำนวนมาก ว่ากลับมาถึงบ้านเกิดแล้ว ที่สำคัญนี่คือความรู้สึกชาตินิยม

จะเห็นว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นถูกมองได้ใน 2 มุม

มุมหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่เกิดจากภายในจริงๆ ของคนจากบ้านจากเมืองไปนานนับปี

อีกมุมหนึ่ง เป็นการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเรียกคะแนนสงสาร

แต่ไม่ว่าจะมองมุมใด การเดินทางกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ปรากฏการณ์ “อาฟเตอร์ช็อค” ทั้งทางการเมือง และความรู้สึกของประชาชนมากพอสมควร

09.45 น. เครื่องบินของสายการบินไทย เที่ยวบินทีจี 603 ที่เดินทางจากฮ่องกง แตะพื้นรันเวย์สนามบินสุวรรรภูมิ

ประชาชนจากชมรมคนรักทักษิณ กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างและกลุ่มฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ รวมถึงประชาชนทั่วไป กว่า 3,000 คน มารอให้การต้อนรับ ท่ามกลางการวางกำลังตำรวจ 300 นาย ในการรักษาพื้นที่ และเตรียมพร้อมไว้ 200 นาย เพื่อการดูแลรักษาความปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังมีกำลังชุดต่อต้านการก่อการร้าย หน่วยอรินทราช 26 ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล 21 นาย กระจายกำลังอยู่ตามจุดแผนเป้าหมายที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปตลอดเส้นทาง เนื่องจากก่อนหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับแค่วันสองวัน ปรากฏข่าวว่าปืนยิงระยะไกล 2,000 เมตร อานุภาพสูง ยี่ห้อ Sig Sauer SSG 3000 หายไปจากคลังอาวุธของทหารบกหน่วยหนึ่ง ใน จ.ลพบุรี 3 กระบอก

แต่ทุกอย่างก็ราบรื่น…!!

ทันทีที่ลงจากเครื่องบิน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตรงเข้าสวมกอดคุณหญิงพจมาน ภริยา น.ส.พิณทองทา และ น.ส.แพทองธาร บุตรสาว ที่ตั้งแถวรอรับอยู่ เป็นที่น่าสังเกตว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีน้ำตาคลออยู่ตลอดเวลา ก่อนจะหันไปทักทายเครือญาติ และบรรดาอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย และรัฐมนตรีในรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” ที่มารอให้การต้อนรับกันอย่างเนืองเแน่น

 AFP PHOTO/Pornchai KITTIWONGSAKUL / AFP PHOTO / PORNCHAI KITTIWONGSAKUL

พ.ต.ท.ทักษิณใช้เวลาพูดคุยกับครอบครัวในห้องวีไอพี นาน 10 นาที ก่อนจะเดินออกมาจากห้องรับรองเพื่อทักทายประชาชนที่มารอให้การต้อนรับ ก่อนจะก้มกราบพื้นดินเรียกน้ำตาจากประชาชนที่รักและศรัทธา

จากนั้นได้เดินทางเข้ามอบตัวที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามหมายจับในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ก่อนจะเข้ามอบตัวในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก

คดีแรก พ.ต.ท.ทักษิณวางหลักทรัพย์ 8 ล้านบาท ประกันตัวออกมา ขณะที่คดีที่สอง วางหลักทรัพย์ประกันตัวจำนวน 1 ล้านบาท

จากนั้นช่วงบ่าย พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้โรงแรมเพนนินซูล่า เปิดใจเป็นครั้งแรก

“…วันออกไปก็เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ออกไปประชุม เพื่อช่วยหาเสียงให้ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย แต่วันนี้กลับมาถูกกล่าวหา ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ เปรียบเหมือนเป็นผู้ต้องหาสำคัญ ก็รู้สึกเสียใจ สิ่งที่เกิดกับผมและครอบครัว เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ แต่ก็ขอแสดงความเสียใจกับประชาชนกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา คนที่เหนื่อยที่สุดคือประชาชน เหตุที่กลับมา เพราะหลังจากประชาชนไปใช้สิทธิ เหตุการณ์คลี่คลาย ประชาธิปไตยกลับคืนมา ผมจำเป็นต้องมาพิสูจน์และรักษาชื่อเสียงของผมที่ถูกทำลายอย่างไม่เป็นธรรม และการกลับมาวันนี้ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง…”

พ.ต.ท.ทักษิณใช้เวลาเปิดใจไม่ถึง 30 นาที ก่อนจะขอตัวพักผ่อน เพราะได้จองห้องพักของโรงแรมเพนนินซูล่าแบบยกชั้น บนชั้น 33, 34 และ 35 รวม 11 ห้อง เพื่อเป็นที่พักของครอบครัวและผู้ติดตาม ในราคาห้องคืนละ 106,000 บาท

จะเห็นว่าทุกอย่างเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง นับจากเที่ยวบินที่ ทีจี 603 แตะรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ

แต่เป็น 5 ชั่วโมง ที่สั่นสะเทือนและเกิด “อาฟเตอร์ช็อค” ทางความรู้สึกกับคนหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในทางการเมือง

เพราะต้องไม่ลืมว่า การเดินทางกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ เป้าหมายหลักไม่ใช่การมอบตัวเพื่อ “สู้คดี” หากแต่เป็นการแก้ไขปัญหาความวุ่นวายในพรรคพลังประชาชน

ไม่แปลกที่ “สมัคร สุนทรเวช” จะฉุนเมื่อถูกสื่อตั้งคำถามถึงการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ เสมือนว่า “นายกฯ ตัวจริง” กลับมาสะสางปัญหาที่ “นายกฯ นอมินี” แก้ไขไม่ได้

“…พวกคุณเขียนกันเองน่ะสิ หนังสือพิมพ์ไปเขียนนั่งเก้าอี้ซ้อนกัน มันเป็นความคิดของคนระดับพวกคุณเท่านั้นแหละ ต้องกระแทกแดกดัน พูดจาเสียดสีให้เสียให้หาย เสี้ยมเขาควายให้ชนกัน ทำไมสติปัญญาในการแสดงความคิด มีได้เพียงแค่นี้เหรอ… ทำไมคิดว่าต้องมีนายกฯ 2 คน นายกฯ มาแล้ว นายกฯ สมัครเหมือนไอ้คนแก่หง่อมๆ ไปเดินหง่อมๆ ไม่มีคนมาหา พวกคุณคิดกันเอง ทำกันเอง สติปัญญาพวกคุณมันมีแค่นี้ น่าสงสารนะ…”

แต่ก่อนที่ภาพของ “ผู้นำซ้อน” จะถูกขยายและกลายเป็นความบาดหมาง และแรงกระเพื่อมใหญ่ทางการเมือง ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ต.ท.ทักษิณได้ “ยกเลิก” ภารกิจในการเป็นประธานเปิดคลีนิคอบรมสอนเทคนิคการเล่นฟุตบอลแก่เยาวชน ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

มีกระแสออกมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะอยู่ในที่โล่ง

หากแต่คนใกล้ชิดยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ต้องการตกเป็นเป้าหมายของสื่อมวลชนที่ตามรุมล้อม และจะต้องถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ซึ่งหวั่นว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง โดยเฉพาะกับ “สมัคร สุนทรเวช” และอดีตคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.

ซึ่งก็เป็น “ความจริง”…??

เพราะจากนั้นอีกแค่ 1 วัน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เช็คเอาท์ ออกจากโรงแรม หายตัวไปอย่างไร้ร่องลอย เพื่อไม่ต้องการให้เป็น “เป้าของสื่อ” และ “เป้าในทางการเมือง”

ทั้งที่จองโรงแรมเอาไว้นานถึง 2 สัปดาห์

ว่ากันว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้หลบไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านของ “อนุทิน ชาญวีรกุล” ย่านบางนา

ทั้งหมดคือปรากฏการณ์ “อาฟเตอร์ช็อค” ที่เกิดจากการเดินทางกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี…?

บทความก่อนหน้านี้เครื่องเคียงข้างจอ : สัญญากับผมนะครับ พ่อ / วัชระ แวววุฒินันท์
บทความถัดไปคนมองหนัง : ‘บ่มีวันจาก’ : ‘วังวน’ ของ ‘เวลา’