เรื่องสั้น : ขี้หมูราขี้หมาแห้ง (จบ) / ธารา ศรีอนุรักษ์

เรื่องสั้น

ธารา ศรีอนุรักษ์

 

ขี้หมูราขี้หมาแห้ง (จบ)

 

“หลวงพ่อครับ ได้กลิ่นขี้หมูไหมครับ…”

เจ้าอาวาสวัยหกสิบเศษ มองหน้าขวางที่เข้ามาไหว้แล้วเอ่ยประโยคนี้ขึ้นเหมือนเป็นการชวนคุย

“ก็ได้กลิ่นนะโยม แต่ไม่ถึงกับรบกวนอะไรมาก ดีเหมือนกันจะได้ฝึกตัวเองให้คุ้นเคยกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพราะว่ากันจริงๆ แล้ว ร่างกายเรามีแต่สิ่งเหม็นเน่า มีแต่สิ่งปฏิกูล…”

ตอนแรกขวางรู้สึกสาธุกับถ้อยคำของท่านเจ้าอาวาสที่เหมือนท่านจะปล่อยวางเรื่องต่างๆ ได้หมดสมกับเป็นเพศบรรพชิตผู้สละแล้วซึ่งโลก หากว่าไม่เผลอไปเห็นทีวีจอแบนขนาดใหญ่ ตู้เย็น ห้องนอนติดแอร์อย่างดี และพอเงยหน้าขึ้นไปมองที่ฝาผนังด้านหนึ่งของกุฏิ มีอักษรจารึกบนแผ่นหินอ่อนติดอยู่ว่า ‘ครูประเสริฐและครอบครัวสร้างถวาย’ จึงรีบนมัสการลาด้วยความผิดหวัง

หลังจากวันประชุม สถานการณ์ระหว่างบ้านครูประเสริฐกับขวางเหมือนจะตึงเครียดยิ่งขึ้น กลิ่นขี้หมูไม่มีทีท่าจะเบาบางลงไป กลับยิ่งเหม็นรุนแรงขึ้นเหมือนยั่วยุ แถมยังแกล้งทำน้ำปฏิกูลในบ่อพักล้นไหลเข้ามาในที่ดินของขวาง แมลงวันจำนวนมหาศาลยกโขยงกันมาไต่ตอมกับข้าวกับปลาจนกินข้าวกลางแจ้งไม่ได้ เพื่อนบ้านที่เคยสนิทกับพ่อของขวางเข้ามาพูดคุยด้วยความเป็นห่วง คล้ายเตือนให้ขวางทำใจ เรียกร้องต่อสู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ครูประเสริฐสร้างอิทธิพลฝังลึกมานาน ทั้งปล่อยเงินกู้ เจ้ามือหวยใต้ดิน แถมคราวเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน ครูประเสริฐยังเป็นหัวคะแนนให้ ไม่มีทางที่ผู้ใหญ่จะกล้าเอาผิดครูประเสริฐได้ เผลอๆ คนเดือดร้อนไปเรียกร้องอาจกลายเป็นคนผิดเสียเอง

นอกเหนือจากกลิ่นที่เหม็นหนักขึ้นทุกวันแล้ว น้ำในบ่อยังมีกลิ่นขี้หมูด้วย เพราะว่ากันตามจริงแล้วบ่อพักปฏิกูลจากเล้าหมูของครูประเสริฐขุดเป็นสระใหญ่ นานวันเข้าน้ำในบ่อพักไหลซึมลงใต้ดินรวมกับตาน้ำ ทำให้แหล่งน้ำบริเวณใกล้ๆ มีกลิ่นขี้หมู ไม่สะอาด ไม่สามารถใช้อาบใช้บริโภค ล้างถ้วยล้างจานอะไรได้เลย ความโกรธเกลียดเหมือนระเบิดเวลาถูกตั้งไว้ในใจของขวาง เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปล่อยวาง ทำใจให้อยู่กับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์นั้น แต่จนแล้วจนรอดก็ทำไม่ได้

นิสัยของเขายอมใครไม่เป็น และไม่เคยยอมด้วย

 

“ถ้าเกิดมีเรื่องอะไรกับพี่ ขายที่ดินผืนนี้แล้วพาลูกกลับไปอยู่บ้านที่อีสานนะ”

ขวางเอ่ยกับภรรยาขณะล้มตัวลงนอนคืนหนึ่ง เขารู้ตัวเองดี ระเบิดเวลากลางหัวใจเริ่มนับถอยหลัง อีกไม่นานความแตกหักระหว่างเขากับครอบครัวครูประเสริฐคงต้องเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาไม่ขอหนีไปไหนอีกแล้ว ที่นี่คือบ้านเกิด เหมือนเป็นสถานที่สุดท้ายสำหรับชีวิต เกิดมาชีวิตเดียว ตายครั้งเดียว แต่ก่อนตายก็ขอสู้อย่างหมาจนตรอก

“เมื่อพึ่งสังคมในหมู่บ้านไม่ได้ เราลองพึ่งพลังชาวโซเชียลดีไหมพี่…”

ภรรยาของขวางเสนอความคิด เมื่อเห็นว่าหมดสิ้นหนทางจะขจัดปัญหานี้ออกไป หมู่บ้านนี้ถูกระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึกเกินกว่าแรงคนสองคนจะถอดรากถอนโคนปรับเปลี่ยนอะไรได้ เธอคลุกคลีอยู่กับโลกออนไลน์ เป็นแม่ค้าทางอินเตอร์เน็ต ไลฟ์สดขายผลผลิตทางเกษตรมีคนเข้ามาชมมาติดตามเป็นพันๆ คน

เมื่อขวางไม่ว่าอะไร รุ่งขึ้นเธอดำเนินการทันที เริ่มจากไปถ่ายรูปโรงเรือนเลี้ยงหมูของครูประเสริฐ บ่อพักปฏิกูลที่ล้นปริ่มด้วยขี้หมู จนไหลลามข้ามแดนเข้ามาถึงแปลงผัก ถ่ายคลิปวิดีโอฝูงแมลงวันหัวเขียว ใช้ไมโครโฟนจิ๋วอัดเสียงหึ่งๆ ฟังดังชัดเจนจนน่ากลัว เธอโพสต์ภาพข้อความประกอบ และคลิปทั้งหมดลงในเฟซบุ๊กก่อน จากนั้นแชร์ไปยังหน้าเพจนักต่อสู้เพื่อความถูกต้องในสังคมต่างๆ ชั่วข้ามคืนเดียว เรื่องราวของเธอถูกแชร์ในสังคมออนไลน์กลายเป็นไวรัลเหมือนไฟลามทุ่ง สื่อหลักๆ เข้ามาเล่นด้วย ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรงเลี้ยงหมูถูกสื่อไปสัมภาษณ์ ยิ่งขุดคุ้ยกลับพบว่า สร้างไม่ถูกต้อง แต่ละฝ่ายปฏิเสธกันพัลวัน เมื่อสื่อเจาะลงลึกไปอีก ปรากฏว่าครูประเสริฐหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเกี่ยวกับทำฟาร์มหมู แจ้งเอกสารเท็จว่าเลี้ยงแค่ในครัวเรือนไม่ได้ทำเป็นฟาร์ม พอคนทำผิดมีลูกเป็นตำรวจระดับสารวัตรด้วยแล้ว ยิ่งถูกสื่อละเลงตีข่าวอย่างไม่มีชิ้นดี ในด้านกลิ่นขี้หมู กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจอย่างจริงจัง ถึงตอนนี้ชาวบ้านที่เคยเกรงกลัวอิทธิพลครูประเสริฐเริ่มให้ข้อมูลอันเป็นจริงว่าเป็นทุกข์กับกลิ่นขี้หมูมานานปี แต่ไม่กล้าเรียกร้องอะไร

สื่อเข้าไปสัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้านถามถึงความเห็นเรื่องนี้ “ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ทราบไหมคะ ว่ากลิ่นขี้หมูสร้างความเดือดร้อนให้กับลูกบ้าน”

สื่อจากสำนักข่าวหนึ่งขึ้นชื่อเรื่องกระชากหน้ากากเจ้าหน้าที่รัฐฉ้อโกง ยิงคำถามต่อผู้ใหญ่บ้านแบบตรงประเด็นชัดเจน

“ก็ไม่เห็นมีใครแสดงความเดือดร้อนอะไรนี่ครับ ชาวบ้านทั้งหมดที่นี่เราอยู่ด้วยกันอย่างพี่ๆ น้องๆ มีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร เรามีการประชุมกันทุกเดือน…”

ร้อยวันพันปีผู้ใหญ่บ้านไม่เคยถูกสื่อสัมภาษณ์ พอโดนไมโครโฟนและกล้องทีวีจ่อหน้า ไม่ต่างถูกอาวุธอานุภาพร้ายแรงเล็งเป้าอยู่ ไม่ทันกลั่นกรองอะไร พูดไปเพื่อปัดสวะให้พ้นตัว

“แล้วกรณีที่ลูกบ้านชื่อนายขวาง ดำดวง เคยลุกขึ้นเรียกร้อง ทำไมท่านผู้ใหญ่ถึงไม่รับเรื่องแล้วดำเนินการให้ล่ะคะ…”

สมเป็นสื่อจอมกระชาก ผู้ใหญ่บ้านเจอคำถามแบบนี้ ถึงกับไปไม่เป็น แต่ด้วยนิสัยชอบเอาดีใส่ตัว เอาชั่วป้ายผู้อื่น รีบตอบเสียงตะกุกตะกักว่า

“ไม่ใช่ผมไม่เคยตักเตือน เคยเหมือนกัน แต่เล้าหมูครูประเสริฐสร้างถูกต้อง เกษตรอำเภอก็เคยมาเยี่ยม แถมครูประเสริฐยังเป็นบุคคลตัวอย่างด้านเกษตร เคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นติดกันหลายปี มีหรือครูจะเชื่อคำเตือนจากผม”

วันรุ่งขึ้น ทีวีช่องเดิมเชิญครูประเสริฐมาสัมภาษณ์สดออกรายการ พิธีกรได้เอาภาพข่าวบทสัมภาษณ์ของผู้ใหญ่บ้านฉายขึ้นกลางรายการระหว่างออกอากาศ ครูประเสริฐถึงกับแสดงอาการเดือดดาล ชี้แจงไปว่า ตนไม่เคยถูกผู้ใหญ่บ้านกล่าวตักเตือน เป็นเรื่องโกหกพกลม พร้อมกันนั้นได้แฉพฤติกรรมคดโกงหลายอย่างของผู้ใหญ่บ้านออกรายการบ้าง ไม่เว้นเรื่องซื้อเสียงหัวละหนึ่งพัน กลายเป็นว่ายิ่งสื่อคุ้ยลึกลงไป ฝนตกขี้หมูไหลนำเอาเรื่องเหม็นๆ มาร่วมกัน

ในที่สุดเมื่อเรื่องสุกงอมเต็มที่ มีการจัดคณะทำงานเฉพาะกิจเข้าไปตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องกับฟาร์มหมูทั้งหมด ผลลงเอยด้วยการเอาผิดลงทัณฑ์เจ้าหน้าที่รัฐหลายระดับ ฟาร์มหมูถูกสั่งปิด สารวัตรลูกชายถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ความผิดฐานพัวพันกับธุรกิจเงินกู้และหวยเถื่อน

 

แดดสายสาดกระทบร่างหนั่นแน่นไปด้วยมัดกล้ามของขวาง เหงื่อผุดพรายใบหน้าและกลางหลัง ขวางใช้จอบเล่มเก่าขุดดินยกร่องสำหรับลงผักบุ้ง มีออเดอร์จากลูกค้าออนไลน์สั่งผักบุ้งปลอดสารพิษมาหลายคน ขณะภรรยาและลูกชายขะมักเขม้นกับการให้อาหารปลาดุกในบ่อปูนที่เลี้ยงไว้ห้าบ่อด้านหลังบ้าน ตอนนี้ปลาดุกร้าเป็นที่ต้องการจากกลุ่มลูกค้าออนไลน์จนผลิตกันไม่ทัน ต้องเพิ่มบ่อเลี้ยงขึ้นอีกสองบ่อ จากเดิมแค่สามกลายเป็นห้า ลูกค้าที่ซื้อชื่นชอบในขั้นตอนการทำแบบสะอาดปลอดสารพิษ รสชาติอร่อย

ขณะทุกอย่างกำลังเป็นไป จู่ๆ สายลมวูบหนึ่งพัดมาจากทางทิศตะวันออก หอบเอากลิ่นบางอย่างมาด้วย เป็นกลิ่นหอมของแผ่นดินที่แสนสดชื่น และกลิ่นนี้เองที่ขวางตามหามาชั่วชีวิต เขาหยุดลงจอบแล้วยืนเงยหน้านิ่ง จนภรรยาหันมาเห็น เธอรีบผละจากงานให้อาหารปลาดุก เดินไปหาสามีแล้วร้องถามด้วยความสงสัย

“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า เห็นยืนหลับตานิ่ง ไม่สบายหรือเปล่า…”

ขวางค่อยๆ ลืมตา หันมาทางภรรยาแล้วพูดเบาๆ

“น้องลองหลับตาแล้วเงยหน้าขึ้นสิ”

ภรรยาทำตามอย่างว่าง่าย

“รู้สึกอะไรไหม”

“ก็ไม่เห็นรู้สึกอะไรนี่คะ เฉยๆ”

“น้องได้กลิ่นอะไรหรือเปล่า…”

“ไม่นี่คะ ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย”

ขณะตอบ เธอรู้สึกตกใจกลัวว่าสามีจะได้กลิ่นขี้หมูขึ้นมาอีก ไม่อยากให้เกิดเรื่องเกิดราวอะไรขึ้นอีก

“ได้กลิ่นหอมของดินไหม…”

ภรรยาพอได้ยินขวางพูดแบบนี้ เธอหัวเราะออกมาอย่างสบายใจ แล้วทั้งสองก็ยิ้มให้กันอย่างมีความสุข

สามเดือนต่อมา ถึงช่วงหน้าฝน ชุมเห็ดบานชูดอกเหลืองราวพระภิกษุนั่งบำเพ็ญเพียรสุขสงบ เสียงระฆังวัดใกล้ๆ ดังแว่วบอกสัญญาณพิธีกรรมทางศาสนา ขวางกำลังจับด้ามจอบขุดดินยกร่องเตรียมลงผักรุ่นใหม่แทนรุ่นเก่าที่เพิ่งเก็บขายไปเมื่อสองวันก่อน สายลมเช้าหอมฉ่ำกลิ่นน้ำฝน แสงแดดหมาดสดสาดชื่นผืนดินฉ่ำชุ่ม ทันใดนั้นเองเสียงแปลกปลอมจากเครื่องมือทำลายล้างชีวิตที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นก็กัมปนาทราวฟ้าถล่ม ปัง! ปัง! ปัง! ร่างของขวางล้มหงายหลังลงเหมือนต้นไม้โดนฟ้าฝ่า ไก่ส่งเสียงร้องลั่นกระพือปีกหวาดกลัวไปทั่วบ้าน นกเล็กๆ ตื่นตระหนกบินพุ่งออกไปจากต้นไม้ใกล้ๆ อึดใจต่อมาเสียงร่ำไห้ลั่นปริ่มๆ ขาดใจของภรรยาแผดขึ้น ขณะวิ่งมาโอบกอดร่างไร้วิญญาณสามี เลือดไหลนองท่วมร่องผัก พ่อจ๋า พ่อจ๋า อย่าทิ้งหนูไป…ลูกร้องไห้น่าเวทนา…ใครทำพี่ ใครมันทำอย่างนี้ ฮือๆๆๆ…ภรรยากอดศพคร่ำครวญเจียนขาดใจ

ข่าวขวางโดนยิงตายกระฉ่อนไปทั่วหมู่บ้าน สารวัตรลูกครูประเสริฐนำลูกน้องมาที่เกิดเหตุในอีกครึ่งชั่วโมงถัดจากนั้น ตรวจสอบดูร่องรอยหลักฐานปลอกกระสุน จากนั้นก็จากไป ชาวบ้านหลายคนมามุงดู วิจารณ์ คาดเดากันต่างๆ นานาแล้วจากไป ผู้ใหญ่บ้านและครูประเสริฐยืนอยู่ในกลุ่มด้วย ตอนนี้เหมือนทั้งสองปรับความเข้าใจกันได้แล้ว ข่าวการตายของขวางถูกโพสต์ลงในโลกโซเชียล ทว่าไม่กลายเป็นกระแสเหมือนเรื่องขี้หมู เพราะถูกข่าวนักร้องโกงค่าตัวลูกน้องในวงแย่งพื้นที่ไปหมด

หลังเสร็จสิ้นทำศพขวาง คดียังไม่คืบหน้า สารวัตรลูกครูประเสริฐคนเดิมบอกว่า หลักฐานที่ได้ไม่เพียงพอ ไม่มีใครเห็นหน้าตาคนร้าย ไร้กล้องวงจรปิด จับมือใครดมไม่ได้ สุดท้ายภรรยาของขวางตัดสินใจขายที่ดินพร้อมบ้านให้ครูประเสริฐในราคาถูกๆ พาลูกกลับภาคอีสานตามที่ขวางเคยสั่งไว้ก่อนหน้า

กลิ่นขี้หมูกลับมาโชยครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านนี้อีกครั้ง

บทความก่อนหน้านี้อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ : ศิลปะแห่งเครื่องแบบ ที่สะท้อนการใช้ความรุนแรงโดยอำนาจรัฐ
บทความถัดไปOn History : The Dig : เรือ กับความตาย / ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ