อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ค่ำคืนแห่งความทรงจำ

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

 

ปากะศิลป์ฉบับอ่านใหม่ (70)

อุทยานรส (จบ)

 

“คล้ายดังความฝัน

คล้ายดังเกลียวคลื่น

คล้ายดังหยดน้ำค้าง

ข้าพเจ้ามาสู่โลกนี้ไม่ต่างจากเมฆหมอก

ซึ่งจะสลายไปในยามสาย”

บทกวีของชินจิ นากามูระ

 

งานเลี้ยงจบลงเมื่อใกล้รุ่ง เมื่อแสงแรกของวันมาถึง ผู้คนทั้งหลายก็หายสาบสูญไป ชินจิ นากามูระ นั่งมองการสลายเลือนในร่างของผู้คนเหล่านั้นทีละคน หญิงสาวที่มีผมยาวสลวยจากไปเป็นคนแรกทิ้งไว้เพียงหวีไม้ของเธอ ชายชราผู้ชื่นชมรสชาติจากไปเป็นคนถัดมาหลงเหลือเพียงตะเกียบคู่หนึ่งที่เขาใช้คีบอาหารครั้งแล้วครั้งเล่า

หญิงสาวสวยจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจากตัวเธอ ส่วนชายสามคนนั้นทิ้งร่องรอยของเวลาเป็นคราบน้ำหนักตนบนเก้าอี้ หญิงกลางคนทิ้งเงาร่างของเธอเป็นภาพสีดำบนผนัง ฝาแฝดสองคนทิ้งรากไม้ที่เกาะเกี่ยวกันไว้แท่งหนึ่ง ทารกน้อยทิ้งของเล่นเป็นลูกแก้วเม็ดกลม บุคคลไม่ชายไม่หญิงทิ้งตลับแป้งไว้ ส่วนแม่ของเขานั้นทิ้งไว้เพียงรสสัมผัส

เป็นรสสัมผัสแห่งความทรงจำ

แม่ของชินจิ นากามูระ โอบกอดเขาไว้อย่างเนิ่นนานก่อนที่ร่างของเธอจะเลือนหายไปอย่างช้าๆ มือของแม่ลูบไล้เส้นผมของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสมือนั้นเองที่ทำให้ความโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงาทั้งปวงของเขาในช่วงเวลาที่แม่ได้จากไปมลายไปสิ้น

เขารู้สึกได้ว่าแม่นั้นยังคงอยู่ อย่างน้อยก็ยังคงอยู่ในใจเขา

 

ชินจิ นากามูระ นั่งนิ่งอยู่กับที่หลังจากนั้น เขานั่งอยู่อย่างสงบจนแสงสว่างเข้าครอบครองห้องทั้งห้องนั้นจนไม่หลงเหลือพื้นที่ว่างใดเลยให้ความมืดดำรงอยู่ เมื่อถึงเวลานั้น ชินจิ นากามูระ ลุกขึ้นจากที่นั่ง เขาเก็บสิ่งของต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่บนโต๊ะใส่ลงในกล่องใบเล็กๆ ที่เขาพบภายในบ้านก่อนจะทำความสะอาดครัวและจานชาม

หลังจากนั้นเขาขึ้นไปชั้นบน นำผ้าปูที่นอนและเครื่องนอนไปทำความสะอาดที่ลำธาร ตากมันในแสงแดดจนมีกลิ่นหอม ก่อนจะลงมือปัดกวาดทุกซอกมุมของบ้านจนสะอาดเอี่ยม เป็นเวลาบ่ายแล้วที่กิจกรรมเหล่านั้นจบสิ้นลง

แต่ชินจิ นากามูระ หาได้เกิดความหิวกระหายใดไม่ อาหารที่เขาลิ้มลองเมื่อวันก่อนน่าจะดับความกระหายของเขาได้อย่างน้อยเป็นเวลาอีกหลายวัน

หลังชงชาขึ้นดื่มหนึ่งถ้วย ชินจิ นากามูระ ก็พบว่าเขาไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้ทำอีกต่อไป เขาเก็บสัมภาระทั้งหมด ปิดหน้าต่างทุกบาน ปิดประตู ขึ้นม้าที่เขาขี่มา แต่แทนการเดินทางต่อไป ชินจิ นากามูระ ขี่ม้ากลับในทางเดิม ชินจิ นากามูระ กำลังมุ่งหน้ากลับโซล

ตลอดทาง ชินจิ นากามูระ ทบทวนถึงสิ่งที่เขาได้พบ ได้เรียนรู้ ในโลกของอาหาร เขาพบว่ามีหลายสิ่งที่ถูกเข้าใจผิด ในโลกของอาหาร เขาพบว่ามีหลายสิ่งที่เขาได้มองข้ามไป เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องของสมดุลของรสชาติมาก่อนเลย เฉกเช่นเดียวกัน อัตราส่วน เวลา อุณหภูมิและสิ่งปรุงรส ล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้แยแสและใส่ใจ

ทว่าสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเลยนั้นได้แก่ความทรงจำนั่นเอง

 

ความทรงจำเป็นสิ่งที่อยู่ในมนุษย์ทุกคน แต่หลายคนเข้าใจว่าความทรงจำอยู่ในความคิดคำนึงเท่านั้น ทว่าสำหรับเรื่องของอาหารแล้ว ความทรงจำอยู่ที่ลิ้นเหนือสิ่งอื่นใด ภายใต้การรับรู้ของลิ้น ความทรงจำถูกสั่งสมขึ้นทีละน้อย จนในที่สุดมันได้ตกผลึกเป็นกลุ่มก้อน เป็นความประทับใจ เป็นสัญญะที่ไม่อาจแปรเปลี่ยน

ความทรงจำนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกหยิบฉวยได้โดยผู้ใด ไม่อาจถูกปล้นชิง ไม่อาจแบ่งปัน มันเป็นสิ่งเฉพาะตัว

การที่เขา ชินจิ นากามูระ จดจำในรสมือของแม่ได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในเร็ววัน และเช่นเดียวกับมนุษย์ทุกผู้นาม พวกเขาล้วนมีความทรงจำต่ออาหารที่แตกต่างกันออกไป เราทุกคนล้วนนั่งลงบนโต๊ะอาหารด้วยความทรงจำต่ออาหารเบื้องหน้าที่แตกต่างกันออกไป

ดังนั้น อาหารจึงดูเป็นสิ่งที่เป็นเสรี อาหารเป็นระบบเปิด เป็นระบบแห่งการแลกเปลี่ยนและไม่มีบทสนทนาใดที่เปิดเผยและจริงใจเท่าบทสนทนาที่ว่าด้วยอาหารอีกแล้ว

โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นบทสนทนาที่ว่าด้วยความทรงจำต่ออาหารในตัวเรา

 

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากการเดินทางตลอดคืน ชินจิ นากามูระ ก็บรรลุถึงกรุงโซล เขาตรงเข้าไปรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา

โทษในการหนีทหารนั้นร้ายแรง โดยเฉพาะในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ทว่าด้วยผลงานชั้นเลิศที่เขามีต่อกองทัพของพระจักรพรรดิ ชินจิ นากามูระ ได้รับโทษเพียงการกักขังและการเนรเทศ

หลังช่วงเวลาสิบห้าวันอันเดียวดายในห้องขังเดี่ยว ชินจิ นากามูระ ก็พบตนเองอยู่ในเรือสินค้าลำหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่น

หลังกลับถึงประเทศเกิด ชินจิ นากามูระ ใช้บ้านเก่าของเขาเปิดร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งขึ้น รายการอาหารของเขานั้นไม่มีสิ่งใดซับซ้อน

วัตถุดิบหลักของเขาคือรากบัว เขาใช้ความทรงจำทั้งหมดที่เขามีต่อผู้เป็นแม่สร้างรสชาติที่เขาได้ลิ้มลองในวันนั้น หากแม่จะเดินทางกลับมาจากอดีตเพื่อเตือนเขาถึงความทรงจำในรสชาติ เขาก็จะสืบต่อความทรงจำดังกล่าวไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

ร้านอาหารของชินจิ นากามูระ ประสบความสำเร็จอย่างช้าๆ ผู้คนที่เคยมาที่นี่จะกลับมาอีกครั้ง ส่วนผู้คนที่ไม่เคยมาเยี่ยมเยือนก็จะได้ยินคำร่ำลือถึงมัน

สงครามระหว่างญี่ปุ่นและจีนเกิดขึ้นในที่สุด แต่ร้านของชินจิ นากามูระ ก็ยังคงเปิดทำการต่อไป สงครามเป็นเรื่องภายนอกที่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเขา สงครามระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐเกิดขึ้นในที่สุด แต่ร้านของชินจิ นากามูระ ก็ยังคงเปิดทำการต่อไป สงครามเป็นเรื่องภายนอกที่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเขา

โลกของชินจิ นากามูระ ไม่มีสงคราม โลกของเขาสุขสงบ มีแต่เพียงเรื่องของรสชาติและความทรงจำต่อรสชาติเท่านั้นเอง

 

ช่วงเวลาหลายปีหลังจากนั้น ญี่ปุ่นแพ้สงคราม มากมายหลายสิ่งเกิดขึ้น มีอยู่บ่อยครั้งที่ชินจิ นากามูระ จะนั่งลงเงียบๆ เพียงลำพังหลังจากที่ลูกค้าคนสุดท้ายกลับไป เขาจะนึกถึงผู้คนมากมายที่เขาได้พบในคืนนั้น

หญิงสาวผู้นั้นยังคงหวีผมอันยาวสลวยของเธอหรือไม่

ท่านป้าเงายังคงล่องลอยอยู่ในโลกไหม

ชายชราผู้นั้นเล่ายังคงตระเวนชิมรสชาติตามที่ต่างๆ อีกหรือไม่ สมดุล อัตราส่วนยังมีชีวิตที่สุขสบายหรือไม่หนอ

และแม่ของเขาจะกลับมาเยือนเขาอีกไหมก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไป

สงครามจบลงเนิ่นนาน โอลิมปิกเกิดขึ้นในที่สุด ญี่ปุ่นฟื้นจากการเป็นผู้พ่ายแพ้ ชินจิ นากามูระ ซื้อวิทยุเครื่องหนึ่งหมุนคลื่นไปมา เขาแก่ชราลงมาก แต่ยังแข็งแรงยามประกอบอาหาร เสียงเพลงโฆษณาอายิโนะโมะโต๊ะดังขึ้นในคลื่นเป็นบางครั้ง

คำว่า “อูมามิ” หรือรสชาติอันกลมกล่อมไม่ใช่คำที่แปลกปลอมอีกต่อไป

บัดนี้ชนชาวญี่ปุ่นได้ล่วงรู้แล้วพวกเขาได้ปรุงรสชาติต่างๆ จากสิ่งใด มีบางครั้งที่เขาจะขึ้นเขาไปเพียงลำพัง ออกแสวงหาเห็ดมัตซึตาเกะ แต่เห็ดที่ว่าก็ดูจะหายสาบสูญไป ธรรมชาติแปรเปลี่ยน

ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่การเป็นอุตสาหกรรม โรงงานขนาดใหญ่ถูกก่อสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ชินจิ นากามูระ ก็ยังคงเปิดร้านของเขาเหมือนเคยมา เขาไม่มีครอบครัว ไม่มีทายาท สิ่งเดียวที่มีค่าสำหรับเขาดูจะเป็นเพียงหีบใบนั้นนั่นเอง

 

ในหีบใบนั้น เมื่อชินจิ นากามูระ เปิดมันขึ้นมา เขาจะระลึกถึงค่ำคืนนั้นเสมอ เขาระลึกถึงเสียงเปิดประตู บทสนทนา รอยยิ้มของทารกน้อย เส้นผมของหญิงสาว เขาไม่เคยเหงา เขาไม่เคยโดดเดี่ยว ผู้คนที่เขาได้พบเจอในคืนนั้นมากเพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในชีวิต

เช้าวันหนึ่งในปีที่ไม่มีใครจดจำ ลูกค้าที่มาที่ร้านของชินจิ นากามูระ ได้ยินเสียงวิทยุที่เปิดทิ้งไว้ เขาเข้าไปในร้าน พบร่างของชินจิ นากามูระ นอนสิ้นใจอยู่กับพื้นร้าน โอบกอดกล่องไม้เก่าคร่ำคร่าใบหนึ่ง

ใบหน้าของชินจิ นากามูระ เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม

พิธีศพของเขาถูกจัดอย่างเรียบง่าย ผู้มาร่วมงานมีเพียงลูกค้าร้านอาหารของเขาเท่านั้น ทว่าในพิธีศพนั้นหากจะมีใครหันหลังมองย้อนกลับไปก่อนที่ร่างของชินจิ นากามูระ จะถูกเผาไหม้ด้วยฟืนฟอน พวกเขาจะแลเห็นแม่ของชินจิ นากามูระ ยืนอยู่ เธอส่งรอยยิ้มอันน่าพึงใจก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป

เดินจากไปในดินแดนแห่งความทรงจำ

จบ

บทความก่อนหน้านี้สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘เผาข้าว’ สมัยอยุธยา ไม่ได้เผานาเผาไร่
บทความถัดไป‘หญิงหน่อย’ จี้ทุกฝ่ายเร่งแก้ รธน.พาประเทศพ้นวิกฤตการเมือง