ผลประโยชน์ ไม่เข้าใครออกใคร ไม่มีพี่ ไม่มีน้อง!

จัตวา กลิ่นสุนทร

ถ้าหากศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วเป็นความจริงตามรายละเอียดของข่าวว่าพ่อสั่งจ้างวานฆ่าลูกของตัวเองเพราะเรื่องไม่ยอมให้เงิน ก็นับได้ว่าเป็นเรื่องเศร้าอันโหดร้ายผิดปกติทั่วไปอีกเรื่องหนึ่ง

แต่ก็มิได้หมายความว่าเรื่องแปลกประหลาดประเภทโหดร้ายจนคิดไม่ถึงประเภทพ่อฆ่าลูก ลูกฆ่าพ่อแม่จะไม่เคยมี มันเกิดได้เสมอๆ ในสภาพสังคมที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับการมีชีวิตอยู่

ส่วนกรณีของพี่น้องทำร้ายกันจนกระทั่งถึงเข่นฆ่ากันเองนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างจะปกติธรรมดา เกิดขึ้นเสมอๆ ในสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะในประเทศนี้ที่เรียกกันว่าเป็นเมืองพุทธ ศาสนาสอนสั่งว่าไม่ให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือสังคมมนุษย์ในประเทศอื่นๆ

แต่ก็อีกนั่นแหละรายละเอียดลึกๆ ของความรู้สึกภายในที่คนทั่วไปไม่รู้มันอาจจะมีมากจนเกินที่จะแบกรับเอาไว้อีกต่อไป เหตุการณ์อันแสนโหดร้ายทารุณดังที่กล่าวจึงเกิดขึ้น

บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพาะสายพันธุ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน ความละเอียดอ่อนรวมสิ่งที่โหดร้ายภายในจิตใจของคนเรานั้นอาจเป็นกรรมพันธุ์ แต่ได้ติดตามบทวิเคราะห์วิจัยของท่านผู้รู้ระดับศาสตราจารย์หลายท่านก็บอกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นสำหรับสายเลือด สัญชาตญาณ การอบรมสั่งสอนจากครอบครัว การศึกษา สังคมแวดล้อมก็สามารถอบรมหล่อหลอมให้จิตใจละเอียดอ่อนดีงามได้

สังคมที่อยู่อาศัยปัจจุบันกำลังยื้อแย่งช่วงชิงการนำ สาดใส่กันไปมาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเป็นคนไม่ดีไม่ซื่อสัตย์ คดโกงแสวงหาแต่ประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องบริวารอย่างไม่คำนึงถึงประชาชน กลุ่มของตนเองต่างหากที่ยึดถือกฎหมาย เสียสละเพื่อประเทศนี้ ถึงขนาดขนพลพรรคที่มากกว่า ใช้กำลังซึ่งสามารถมีอำนาจตามกฎหมายสั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ได้เข้า “ยึดอำนาจ” เพื่อเคลื่อนตัวเข้าเป็นผู้นำ เพื่อที่จะใช้อำนาจ ใช้กำลังนั่นแหละบอกกล่าวให้เจ้าของประเทศซึ่งขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งกันให้หันมาปรองดองคืนดีกันเสีย

การบริหารบ้านเมืองการปกครองประชาชนคนส่วนใหญ่ด้วยการใช้กำลังเข้าบีบบังคับนั้นคงเป็นไปได้ยากยิ่งสำหรับสังคมโลกปัจจุบัน การปกครองในระบอบอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” ไม่อาจเป็นที่ยอมรับอีกต่อไป ประชาชนต้องการปกครองตนเอง ต้องการสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สังคมโลกนิยมที่จะคบค้าสมาคม ดำเนินธุรกิจทำมาค้าขาย การลงทุนทำธุรกรรมการเงินกันอย่างเสรีมากกว่า

กติกาสังคม กฎหมายบ้านเมืองจะต้องเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมแบบมาตรฐานเดียว ไม่ว่าประชาชนจะแตกต่างกันด้วยชั้นวรรณะ ยากดีมีจนสักเพียงไหนก็ควรจะพึ่งพาอาศัยกฎหมายอันเป็นกติกาสังคมฉบับเดียวกัน เช่นเดียวกัน

มิใช่ว่ามีฐานะทางสังคมสูงกว่า มีฐานะทางการเงิน ตลอดจนมีสมัครพรรคพวกผู้สนับสนุนคอยให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลปกป้องเหมือนดังที่ปรากฏเป็นตัวอย่างอยู่เป็นระยะๆ ทุกเมื่อเชื่อวัน กฎหมายก็เดินไปตามขั้นตอนไม่ได้ ไม่ได้ละเว้นแต่ดูเหมือนยื้อกันอยู่อย่างนั้นทำอะไรไม่ได้

ว่ากันว่าต้องรอให้บ้านเมืองเป็น “ประชาธิปไตย” เสียก่อนจึงจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย อย่างนี้แล้วอีกสักเมื่อไรจะถึงเวลาประชาชนจะได้รู้เรื่องเสียทีว่า ทำอะไรผิดหรือไม่? แค่ไหนอย่างไร? เอาเงินจากหยาดเหงื่อของประชาชนที่พยายามสะสมกันมาตลอด ไปทำอะไรจริงหรือไม่?

เรื่องของผลประโยชน์ ทรัพย์สินเงินทองเป็นเรื่องบาดใจเป็นอย่างยิ่ง รุ่นพ่อรุ่นแม่ก็พยายามสั่งสอนตักเตือนสืบต่อกันมานักหนาแล้วว่าอย่าไปทำตัวเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางเมตตาปล่อยให้กู้ยืมเงินเป็นจำนวนมากๆ โดยเด็ดขาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ใช้คำว่า “เพื่อนรัก” เพราะมันสร้างความเจ็บปวดผิดหวังเสียหายกับผู้ให้ความช่วยเหลือ ช่วยค้ำประกันมาตลอดในอดีต ถึงขั้นต้องหมดสิ้นสินทรัพย์มรดกที่พ่อแม่ปู่ย่าตายท่านอุตส่าห์สะสมไว้ให้เลี้ยงลูกหลานต่อไป กระทั่งกลายเป็น “บุคคลล้มละลาย”

ความจริง ก่อนที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือก็ได้ตรวจสอบมาบ้างพอสมควร แต่ผู้มีประสบการณ์ทั้งหลายบอกว่า ไม่ว่าจะเป็น “เพื่อนรักมิตรแท้” สักแค่ไหน เวลาจะล้มก็ลากเพื่อนให้ล้มไปด้วยเสมออย่างไม่มีความรับผิดชอบแต่อย่างใดทั้งนั้น ลูกเมียครอบครัวของเขาต้องมาก่อนความรับผิดชอบที่มีต่อเพื่อนเสมอ

ประสบการณ์มากมายยาวนานบอกให้รู้ว่าแม้จะเป็นญาติสนิทเกี่ยวดองทางคู่ชีวิตก็มิได้หมายความว่าจะมีความผูกพันด้านจิตใจมากพอถึงขนาดจะยื่นมือเข้ามารับผิดชอบ หลังจากที่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างจริงใจด้วยการยื่นมือลงไปฉุดขึ้นมาจาก “หลุมลึกที่ขุดฝังตัวเอง” และครอบครัวซึ่งเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดของความไม่รู้ ด้อยการศึกษาแต่อวดเก่งถือดีดื้อรั้นดันทุรัง

เมื่อโผล่พ้นหลุมขึ้นมาพบกับแสงสว่างกลับหันมาเหยียบย่ำผู้หยิบยื่นความช่วยเหลือ แบบที่จะใช้คำว่า “อกตัญญู” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

ไม่ตอบแทนบุญคุณเหมือนพุทธศาสนิกชนทั่วไปในประเทศนี้ ยังซ้ำเติมแย่งชิงด้วยการเอารัดเอาเปรียบทุกสิ่งทุกอย่าง

ยิ่งกว่านั้นยังเป็นตัวอย่างในทางเลวของครอบครัว เพราะไม่มีการอบรมสั่งสอนลูกหลานให้เดินไปในทิศทางของคนดีในสังคม ยังย่ำตามรอยพ่อแม่ในทางเลวร้าย ดำรงชีวิตด้วยการคดในข้องอในกระดูก

ไม่เคยมองตัวเองและครอบครัวของตนเองว่าประพฤติปฏิบัติอย่างไรกับญาติสนิท พี่ป้าน้าอานอกจากความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวอย่างมาก

ทรัพย์สินมรดก อันเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ จากที่ดินซึ่งเป็นสวนผลไม้นานาชนิด เต็มไปด้วยท้องร่องและสภาพลุ่มต่ำในการทำเกษตร ได้เปลี่ยนเป็น “ทองคำ” อย่างไม่น่าเชื่อในเพียงแค่ข้ามคืนเมื่อเมืองเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการตัดถนนเพิ่มขึ้น มีสะพานข้ามเชื่อมต่อระหว่างสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่แบ่ง “กรุงเทพฯ-ธนบุรี”

ยิ่งกว่านั้นยังเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าวิ่งผ่านซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ประกอบการอาคารชุด สร้างบ้านอยู่อาศัย โดยเฉพาะที่เรียกว่าคอนโดมิเนียม นั้นท่านมีอะไรพิเศษแบบว่าหูทิพย์ ตาทิพย์ทราบได้อย่างไร? ก่อนประชาชนอื่นๆ

เพราะอาคารชุดตามแนวรถไฟฟ้านั้นผุดขึ้นในสองข้างเส้นทางอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีราคาสูงจนผู้มีรายได้ธรรมดาๆ ไม่มีทางเข้าไปครอบครองเป็นเจ้าของได้

แต่อาคารเหล่านี้ก็ผุดเกิดอย่างไม่หยุดยั้งในสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดีเช่นปัจจุบัน

พี่น้องซึ่งเคยคิดกันว่าเป็นครอบครัวอันอบอุ่นมีความรักใคร่ผูกพันยามพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อต่างคนต่างเดินไปตามเส้นทางของตัวเอง แยกย้ายกันไปมีครอบครัวซึ่งมีทั้งคนดีไม่ดีปะปนเข้ามาเกี่ยวข้องดองกันได้กลายเป็นตัวแปรทำให้เกิดความแตกแยกในเรื่องการแก่งแย่งผลประโยชน์เมื่อพ่อแม่ต้องจากไปตามอายุขัย และสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงจนที่ดินมีราคาสูงอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้

แต่ละคนต่างก็อยากได้มากๆ โดยการอ้างเอาเหตุผลซึ่งไม่น่าจะเป็นเหตุเป็นผลอ้างกับบุพการีว่า ตนเองมีคู่ชีวิตถึงสองคนผลิตทายาทออกมาเยอะต้องรับผิดชอบเลี้ยงดู จึงอยากได้มากๆ บางคนอ้างว่าคู่สมรสเป็นคนมียศตำแหน่งทางราชการ หากมีฐานะดูไม่ดีพอจะอายเพื่อนพ้องในสังคมของเขา เพราะฉะนั้น จึงขอส่วนแบ่งมากกว่า ขณะเดียวกันก็แอบรุมถล่มน้องคนอื่นๆ ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อไม่ให้ได้มาก เช่นว่า เขามีฐานะค่อนข้างดีอยู่แล้วอะไรประมาณนั้น

ในยามที่สามัคคีกลมเกลียวมีการร่วมมือลงขันทำงานเพื่อส่วนรวมในครอบครัวก็จะบอกว่าครอบครัวนั้นมีฐานะดีกว่าก็ควรลงขันมากกว่าคนอื่นๆ

ขณะเดียวกันเมื่อถึงเวลาจะได้รับรางวัล แบ่งทรัพย์สมบัติอันเป็นสิทธิ์ในฐานะลูกๆ ทุกคนควรจะได้ในสัดส่วนเท่าๆ กัน หรือ ไม่ควรแตกต่างกันมาก กลายเป็นว่า ครอบครัวนั้นมีฐานะดีกว่า “ควรรับส่วนแบ่งไปน้อยกว่าก็แล้วกัน”?

ไม่ควรแปลกใจอะไรเลยกับเรื่องราวข่าวคราวที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น การทะเลาะเบาะแว้งจนถึงการเข่นฆ่าห้ำหั่นถึงเอาชีวิตกันเพราะแบ่งมรดกไม่ลงตัว พ่อแม่รักลูกแบบลำเอียงจนน่าเกลียดเกินกว่าที่ลูกคนอื่นๆ จะรับได้ เพราะผลประโยชน์ต่างๆ เรื่องของเงินทองไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องที่คลานตามกันออกมา

ความ “ยุติธรรม” ควรมีมาตรฐานเดียวทั้งในครอบครัว และในสังคมประเทศชาติ