เดือดร้อนขึ้นมา อย่านึกถึงทหารก็แล้วกัน / ชกคาดเชือก วงค์ ตาวัน

ชกคาดเชือก

วงค์ ตาวัน

 

เดือดร้อนขึ้นมา

อย่านึกถึงทหารก็แล้วกัน

 

ประเด็นหนึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ 9 รัฐมนตรีที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความร้อนแรง คือการอภิปรายถึงการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ในท่ามกลางความยากลำบากของประชาชนในสถานการณ์โควิด ที่ทำให้เศรษฐกิจพังพินาศ ธุรกิจการค้าซบเซา ทำมาหากินไม่ได้ รวมไปถึงการอภิปรายชำแหละการจัดซื้อจัดจ้างในกองทัพ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงคำอภิปรายของ ส.ส.พรรคก้าวไกล ทำให้เกิดถ้อยคำสะดุดหู เป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่ว

โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึง ส.ส.พรรคก้าวไกลด้วยคำว่า

“ท่านไม่ชอบทหารแน่นอน ผมรู้อยู่ เมื่อถึงเวลาเดือดร้อนขึ้นมา อย่านึกถึงทหารก็แล้วกันนะพวกท่าน”

ส่งผลให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ตามมา ด้วยการใช้คำพูดดังกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงตัวตนเสมือนยังเป็นผู้นำทางทหารอยู่ ซึ่งลึกๆ แล้วก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงมีความเป็นรัฐบาลทหารอยู่เต็มเปี่ยม

เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์เข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารล้มรัฐบาลประชาธิปไตยเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 แล้วตั้งรัฐบาลที่เป็นนายกฯ เองยาวนานถึง 5 ปี

ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ยังคงเป็นนายกฯ ต่อหลังจากนั้น โดยระหว่างการหาเสียงก่อนเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้แสดงตัวดังเช่นผู้อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ เหมือนรายอื่นๆ

ไม่แสดงความเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยปกติ

โดยเป็นที่รู้กันว่าพร้อมจะเป็นนายกฯ ต่อไป เพราะมี 250 ส.ว.พร้อมโหวตให้อยู่แล้ว เป็นเหมือนนายกฯ หวยล็อก รวมไปถึงยังมีกลไกองค์กรอิสระ ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้บางพรรคได้โอกาสได้ประโยชน์มากที่สุด

ดังนั้น การดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อสมัยที่ 2 ภายใต้การเลือกตั้ง จึงไม่ได้ทำให้ภาพของ พล.อ.ประยุทธ์หลุดพ้นจากความเป็นนายกฯ แห่งรัฐบาลทหาร หรือที่เรียกกันว่ารัฐบาลสืบทอดอำนาจ คสช.

ท่วงทำนองของ พล.อ.ประยุทธ์จึงยังคงมีความเป็นผู้นำกองทัพ และเป็นที่รู้กันว่ารัฐบาลนี้มั่นคงแข็งแกร่ง โดยกองทัพหนุนหลังอย่างสุดตัว

พร้อมๆ กัน ก็มองกันว่า รัฐบาลนี้อยู่ในอำนาจในฐานะตัวแทนของขุนศึกขุนนาง จึงกำหนดนโยบาย ไปจนถึงการจัดงบประมาณ ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ เรือดำน้ำก็ยังจัดซื้อไม่มีเลิกรา

ดังนั้น เมื่อฝ่ายค้านอภิปรายแตะต้องงบประมาณกองทัพ จึงถูกตอบโต้จาก พล.อ.ประยุทธ์แบบเสียงแข็ง

ปกป้องกองทัพอย่างสุดตัว

 

พรรคฝ่ายค้านชุดนี้ เรียกกันว่าพรรคฝ่ายประชาธิปไตย แน่นอนว่ามีจุดยืนตรงข้ามกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีรากฐานเชื่อมโยงมาจากการรัฐประหาร คสช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคก้าวไกล เดิมทีคือพรรคอนาคตใหม่ ที่มักถูกผู้นำกองทัพคนที่แล้วและผู้นำรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นผู้ต่อต้านกองทัพและสถาบัน

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหนนี้ ส.ส.พรรคก้าวไกลหลายราย เช่น นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ลุกขึ้นชำแหละการจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพ

กลายเป็นโดนโต้ตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ด้วยถ้อยคำว่า ท่านไม่ชอบทหารแน่นอน ผมรู้

เป็นเหมือนการเหมารวมว่า ส.ส.พรรคนี้ หรือรายนี้ อภิปรายโจมตีเพราะไม่ชอบทหาร ขณะที่เจ้าตัวก็ยืนยันว่า ที่พูดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของทหารส่วนใหญ่ และตรวจสอบผู้มีอำนาจในกองทัพบางรายที่มีพฤติกรรมทุจริต

ที่สำคัญคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ว่า เมื่อถึงเวลาเดือดร้อนขึ้นมา อย่านึกถึงทหารก็แล้วกันนะพวกท่าน

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ทหารสามารถเลือกจะช่วยเหลือประชาชน โดยฝ่ายที่ชอบโจมตีทหารอาจจะไม่ช่วยเหลือก็ได้ด้วยหรือ

อีกทั้งเป็นการพูดที่แสดงถึงการวางฐานะกองทัพอย่างผิดๆ

ขณะที่ภารกิจสำคัญที่สุดของทหารนั้นก็คือการปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ

คำว่า “ประเทศเป็นบ้าน ทหารเป็นรั้ว” คือประโยคสั้นๆ ที่อธิบายความได้ชัดเจนยิ่ง

ทหารก็ต้องดูแลชายแดน ไม่ใช่เข้ามามีบทบาททางการเมือง พร้อมจะแทรกแซงทางการเมือง พร้อมจะยึดอำนาจการเมือง การอ้างว่านักการเมืองโกงกินนั้น การแก้ทุจริตคอร์รัปชั่นต้องแก้ไขด้วยวิธีการอื่น ไม่ใช่ด้วยการล้มกระดานการเมือง แล้วทหารเข้ามามีอำนาจการเมืองเสียเอง

ขณะเดียวกัน คำกล่าวที่ว่า เวลาเดือดร้อน อย่านึกถึงทหารก็แล้วกัน

คำว่าเดือดร้อน อาจจะหมายถึงเมื่อเกิดภัยพิบัติร้ายแรง ภัยธรรมชาติรุนแรง เกิดความเดือดร้อนของประชาชน

หากเป็นความเดือดร้อนทำนองนี้ ต้องเป็นหน้าที่รัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชน จะใช้กลไกมหาดไทย หรือของกองทัพ ซึ่งมีเครื่องมือ อุปกรณ์พร้อม เช่น รถบรรทุกยีเอ็มซีที่สามารถฝ่าน้ำสูง เข้าถึงพื้นที่ยากลำบาก

ทหารก็ต้องพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล และช่วยเหลือประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษี

การยกฐานะให้หน่วยงานไหนเป็นฮีโร่ เป็นผู้เสียสละ นั่นอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดถึงสถานะของประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศตัวจริงอีกด้วย!

 

อันที่จริงกองทัพนั้นเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญยิ่ง แต่ต้องอยู่จุดที่ถูกต้องเหมาะสม นั่นคือ เป็นรั้วที่ดีที่แข็งแกร่ง และรั้วต้องอยู่รอบบ้าน ไม่ใช่อยู่กลางบ้าน อยู่กลางทำเนียบรัฐบาล อยู่กลางศูนย์อำนาจการปกครอง

กองทัพมีความยิ่งใหญ่เกรียงไกร น่านับถือยกย่อง ถ้าหากอยู่ในจุดที่คอยปกป้องประเทศชาติจากศัตรูผู้รุกราน

หลายครั้งที่กองทัพถูกนำมาเป็นเครื่องมือแทรกแซงการเมือง นั่นทำให้กองทัพกลายเป็นคู่กรณี และถูกฝ่ายประชาธิปไตยต่อต้านตอบโต้

อีกทั้งบทบาทของกองทัพ ที่ทำให้กลายเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายประชาธิปไตย เนื่องจากการรัฐประหาร โดยเฉพาะ 2 หนหลังสุด คือ 19 กันยายน 2549 และ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งถือเป็นการยึดอำนาจที่เกี่ยวพันต่อเนื่องกัน จึงยังติดพันในวังวนความขัดแย้งขณะนี้อยู่

ดังนั้น กระแสการเรียกร้องให้นำกองทัพออกไปจากการเมือง ต้องหยุดวงจรการนำเอากองทัพมาเป็นเครื่องมือล้มประชาธิปไตย จึงยังเต็มไปด้วยความร้อนแรง สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษาที่มีการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งล่าสุดเหตุการณ์วิกฤตการเมืองในพม่า เมื่อทหารล้มรัฐบาลประชาธิปไตย เพราะไม่พอใจผลการเลือกตั้ง ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำ ทำให้คนรุ่นใหม่ในบ้านเราได้ออกมาร่วมสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนพม่าในการต่อต้านกองทัพพม่าในขณะนี้ด้วย

เพราะการเมืองไทยก็อยู่ในวิกฤตจากบทบาทกองทัพที่พัวพันการเมืองอยู่เช่นเดียวกัน!

คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ในการชี้แจงกลางสภาต่อคำอภิปรายของ ส.ส.ฝ่ายค้านที่ว่า เมื่อถึงเวลาเดือดร้อน อย่านึกถึงทหารก็แล้วกัน

นั่นยิ่งตอกย้ำความเป็นคู่ขัดแย้งระหว่างกองทัพกับประชาชนบางส่วนอยู่ต่อไป

ที่สำคัญ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นผู้นำรัฐบาล โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยปกติ ยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำเอื้ออำนวยการผูกขาดอำนาจ

โดยยังมีกองทัพเป็นฐานสนับสนุนอันแนบแน่นเช่นนี้

ย่อมทำให้วิกฤตความขัดแย้งการเมืองไทยยังคงดำรงอยู่ และกองทัพยังคงถูกจับตาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงต่อไป!!

บทความก่อนหน้านี้เส้นทางการต่อสู้ เยาวชน และพรรคการเมือง อุปสรรค และปัญหา / กรองกระแส
บทความถัดไปการต่อสู้ที่ว้าเหว่ยิ่ง / เมนูข้อมูล นายดาต้า