73 ปี บุญเกียรติ โชควัฒนา ‘ผมกำหนดวันตายไว้แล้ว อยู่แค่ 84 ปี’ / รายงานพิเศษ

รายงานพิเศษ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

 

73 ปี บุญเกียรติ โชควัฒนา

‘ผมกำหนดวันตายไว้แล้ว อยู่แค่ 84 ปี’

 

ครั้งก่อน “มติชนสุดสัดสัปดาห์” สนทนากับคุณบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) แฝดผู้พี่

วันนี้ได้คุยกับคุณบุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) แฝดผู้น้อง ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนลูกชายลูกสาว 8 คนของ ดร.เทียมและคุณสายพิณ โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งเครือสหพัฒนฯ

ก่อนจะพูดคุยกันในหลากหลายประเด็น ได้สอบถามเรื่องสุขภาพ

บอสใหญ่แบ่งไอ.ซี.ซี.ฯ เล่าด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มว่า “ตอนนี้อายุ 73 ย่าง 74 ปี เป็นเรื่องที่ผมภูมิใจที่ไม่มีโรคอะไรเลย ยกเว้นเบาหวาน ที่เป็นมาเกือบ 20 ปีแล้ว สาเหตุเพราะชอบกินน้ำตาล ส่วนโรคที่คนแก่เป็นกัน ผมไม่เป็นเลย เบาหวานนี่เป็นกรรมพันธุ์ ในตระกูลผมน่าจะเป็นกัน 80% คุณพ่อคุณแม่ผมก็เป็น”

“ส่วนวิธีดูแลสุขภาพ ใช้วิธีออกกำลังด้วยการบนสายพาน เดินแบบไม่หยุดได้ประมาณ 40-45 นาที รู้สึกดี เพราะคุมน้ำตาลได้ดีมีการเผาผลาญ เรื่องอาหารระวังระดับหนึ่ง คือนานๆ ถ้าอยากกินก็กิน แต่ธรรมดามื้อเย็นพยายามหลีกเลี่ยง กินผลไม้แทน ปกติจะกินไม่ให้มากเกินไป”

“อีกไม่กี่เดือนก็ 74 ผมเป็นคนที่โชคดี เพราะร่างกายแข็งแรงมาก แข็งแรงกว่าคนอายุ 40 เพราะผมตั้งใจจะแข็งแรง คือเราต้องตั้งใจก่อน เขาเรียกว่ากำหนดจิตว่าจะต้องแข็งแรง ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม พอกำหนดจิตแล้วเราจะเตรียมตัว และทำอะไรหลายๆ อย่างที่สอดคล้องกับการที่ทำให้แข็งแรง อย่างเช่น การกินอาหาร การนอน และการออกกำลังกาย ต้องมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คนอายุมากๆ แข็งแรง”

“ขณะที่บางคนพอแก่ ไม่อยากทำอะไรแล้ว เบื่อ คิดว่าไม่นานก็ตาย ก็ได้ตามนั้นแหละ แต่ผมเป็นคนที่รู้ว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ ผมกำหนดการตาย วันตายไว้แล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังอยู่ก็ต้องอยู่ให้ดีๆ อยู่ให้แข็งแรง เพราะการอยู่แบบแข็งแรงทำให้เราได้ประโยชน์ เมื่อไหร่ที่อายุถึงจุดหนึ่งแล้วไม่แข็งแรง ร่ายกายมีปัญหาก็ไม่ต้องอยู่ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีคนมาดูแล”

“ผมเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครมาดูแล อันนี้เป็นตัวอย่างความคิด เราต้องใช้วิธีกำหนดจิต รวมทั้งสายตา สมัยก่อนผมเป็นคนที่ใส่แว่น และเมื่อประมาณ 24 ปีที่แล้ว ไปเข้าใจในเรื่องสั่งจิตว่าไม่ต้องใส่แว่นตาแล้วมองเห็น วันนี้ไม่ต้องใส่แว่นตา และตัวเลขเล็กๆ ทุกคนก็อ่านสู้ผมไม่ได้ เพราะผมสั่งจิตให้อ่านออกทั้งไกลทั้งใกล้”

คุณบุญเกียรติระบุวิธีการก่อนไปสั่งจิตว่า

“ผมเองใช้เวลาประมาณ 2 เดือน แต่ต้องเริ่มจากการที่เรากล้าทำก่อน ผมก็สั่งจิต กลางวันผมขับรถได้ไม่ต้องใส่แว่นตา เวลาขับกลางคืนเราต้องทำได้ด้วย แล้วเราก็ทำได้ ผมสั่งจิตว่าจะขับรถไปเรื่อยๆ จนวันสุดท้ายของชีวิต อันนี้คือการกำหนดจิตทั้งหมด”

กับคำถามที่ว่ากำหนดจิตเรื่องอายุจะอยู่ถึงเมื่อไหร่ เจ้าตัวตอบอย่างไม่ลังเลว่า “84 ปี รู้สึกว่าต้องไปตอน 84 เพราะตอนนั้นอาจจะทำประโยชน์ได้ไม่มากแล้ว ไปดีกว่า”

มองว่าการกำหนดจิตแบบนี้ ทุกคนสามารถทำได้หรือไม่

“บางคนเข้าใจก็สั่งได้ บางคนเข้าใจว่าการสั่งจิตไม่มีสาระเขาก็ไม่ทำ แต่ผมเข้าใจว่าการสั่งจิตสำคัญมากๆ ผมเลยสั่งจิตตัวเองมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ผมเปลี่ยนจิตใต้สำนึกมา ผมเลยเข้าใจตรงนี้ เพราะการเปลี่ยนจิตใจสำนึกเป็นเรื่องของการคิดบวกมากๆ การคิดบวกคือการที่คิดเรื่องดีๆ จิตใต้สำนึกก็จะรับเรื่องดีๆ เข้าไป จุดเด่นของจิตใต้สำนึกคือพลังเหนี่ยวนำ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากๆ อย่างเช่น คิดเรื่องดีๆ บ่อยมากๆ จะได้รับเรื่องดีๆ เพราะจิตใต้สำนึกจะดึงสิ่งนั้นเข้ามา”

“ตรงกันข้ามถ้าเรามองว่าจะต้องแย่อย่างนั้น แย่อย่างนี้ มองว่าคนแก่ๆ จะต้องป่วย เห็นคนอื่นป่วยเราป่วยเหมือนเขา พอถึงเวลาจิตใต้สำนึกเราคิดได้ว่าเราจะป่วย เขาจะให้ เราก็ได้ตามนั้น (ยิ้ม) อันนี้คือคอนเซ็ปต์ อย่างผมนึกตลอดเวลาว่า ผมอายุ 70 จะแข็งแรงเหมือนคนอายุ 40 เมื่อก่อนผมวิ่งเร็วกว่าคนอายุ 20 กว่าด้วยซ้ำ”

ในเรื่องของการกำหนดจิตนั้น คุณบุญเกียรติบอกว่า อาจารย์อมรา ตัณฑ์สมบุญ เป็นคนสอน แล้วนำมาทบทวน นำมาเชื่อมโยง เข้าหากัน นำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเชื่อมด้วย คิดดี พูดี ทำดี ก็คือ การคิดบวก พูดบวก ทำบวก

 

วกมาคุยเรื่องธุรกิจกันบ้าง โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตโควิด-19 ประเด็นนี้คุณบุญเกียรติแจกแจงว่า “ผมดูแลอยู่หลายบริษัท แต่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือไอ.ซี.ซี.ฯ เพราะช่วงมีนาคม-กรกฎาคม ปี 2563 ปิดห้างสรรพสินค้า ซึ่งผมมองว่าไม่ค่อยถูก เพราะในห้างมีวิธีที่บริหารจัดการ ป้องกันได้ดีกว่า

แต่เนื่องจากเขาตกใจ ไม่เคยเจอกันมาก่อนเลยใช้วิธีปิดห้างก่อนเลย เลยปิดทั้งประเทศ และไอ.ซี.ซี.ฯ มีสินค้าขายในห้างสรรพสินค้าเยอะมาก 60-70% เป็นสินค้าที่ขายในห้าง เลยมีผลกระทบมาก

ยอดขายลงไปเยอะ ประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ที่ไม่ลงมาเยอะกว่านี้เพราะขายออนไลน์มากขึ้น เพิ่มยอดขายออนไลน์เท่าตัว เลยไปชดเชย และสินค้าบางอย่างที่ไม่ได้ผ่านห้างสรรพสินค้าก็ตกน้อย ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์

ถามว่าเอาคนออกไหม ไม่ได้เอาออกเป็นแบบหมู่คณะ ไม่มีการปลดเป็นล็อตใหญ่ เรียกว่าเป็นการบริหารการจัดการด้านบุคลากรให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เจาะจงคนที่ไม่ทำงาน ใช้วิธีการเจรจาให้ลาออกแล้วจ่ายชดเชย ส่วนคนที่ต่ออายุเกษียณให้เรื่อยๆ อาจไม่ต่อในบางคน

: ในปีนี้มีแผนอะไรเป็นพิเศษบ้างไหม

เราต้องมีการวางแผนงานลดค่าใช้จ่าย ครั้งที่แล้วลดแบบกะทันหัน แต่ครั้งนี้จะลดค่าใช้จ่ายเราก็ต้องมองให้ละเอียดขึ้น คือจะดูทุกบรรทัดเลยว่าค่าใช้จ่ายตรงนี้จำเป็นต้องจ่ายไหม ถ้าไม่จำเป็นเราก็ไม่จ่าย รวมถึงคนที่ทำงานทับซ้อนกัน

: คาดว่าผลประกอบการปีนี้เป็นอย่างไร

ยังบอกอะไรไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าโควิดจะหายเมื่อไหร่ คือถ้าโควิดยังอยู่ คนก็ยังปอดไม่กล้าออกไปซื้อของ ตอนนี้ยอดขายเดือนมกราคมตกไปจากปีที่แล้ว 40% ทำให้บริษัทขาดทุน คือถ้าคิดเป็นรายเดือนเคยขาดทุนแบบนี้มาแล้ว แต่ถ้าคิดรวมๆ เป็นรายปี ยังไม่เคยขาดทุน อย่างปีที่แล้วก็ไม่ขาดทุน เพราะลดค่าใช้จ่ายได้เร็ว

: ทราบว่าปี 2563 ได้กำไรลดลง

ลดลงไปเยอะ จากที่เคยได้ จริงๆ แล้วในปี 2562 บริษัทมีกำไร 700 ล้านบาท ในปี 2563 เนื่องจากยอดขายตกมาก และที่บริษัทนำเงินไปลงทุนที่อื่นแล้วปันผลกำไรมา เอามาหักกลบลบกันเหลือไม่ถึง 50 ล้านจากที่กำไร 700 ล้าน แล้วปีนี้เงินปันผลที่ได้มาจากการลงทุนอาจจะน้อย จะจ่ายปันผลน้อย ปีที่แล้วได้เงินปันผล 600 ล้าน ปีนี้อาจจะได้แค่ 200 ล้าน มันเป็นอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ถามว่าโควิดทำเรากระทบเยอะไหม ถือว่าเยอะที่สุดตั้งแต่ตั้งไอ.ซี.ซี.ฯ มา ตั้งแต่ก่อตั้งมา 57 ปี ช่วงปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งกำไร 100 ล้าน ปี 2539 ไอ.ซี.ซี.ฯ กำไรพันล้าน เห็นได้ว่าวิกฤตปีนี้หนักมาก

 

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี.ฯ ให้แนะนำสำหรับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ว่า ก่อนอื่นต้องเชื่อว่าตัวเองจะต้องผ่านพ้นไปได้ เพราะคนที่คิดว่าจะผ่านพ้นไปได้จะหาวิธี ส่วนคนที่เอาแต่โอดครวญ หรือรอแต่รัฐบาลช่วย จะไม่คิดว่าจะทำอย่างไรให้ผ่านพ้นไปได้ คนที่จะผ่านพ้นไปได้ต้องทำอะไรให้ไม่เหมือนเดิม แตกต่างจากที่เคยทำ

ต้องคิดว่าเราสามารถกู้สถานการณ์ได้ พอคิดว่ากู้ได้ก็มีวิธีการต่างๆ ที่หลากหลายพอ มันไม่ใช่วิธีเดียว ตอนปี 2540 จากที่ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เรียกว่าทำวันละเกือบ 16 ชั่วโมง คือทำตลอดเวลา ปีนี้ก็เหมือนกัน เราทำงานเยอะมาก บางทีนอนผมยังเอาไปฝันเลย

: สรุปปีนี้ทำงานหนักกว่าปี 2540

“ปี 2540 คือบริษัทมีปัญหาหมด ผมต้องช่วยทั้งเครือ ตอนนั้นมีปัญหาเรื่องเงิน แต่ปีนี้ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องโควิด เพราะบางธนาคารเขาตกใจเห็นท่าไม่ค่อยดี พอตกใจเขาก็ขอเงินคืน คือธรรมดาเขาเสนอให้เราใช้เงินอันนี้คือตอนปี 2540 พอค่าเงินบาทลอยตัว ธนาคารกลับมาเรียกเงินคืนอีก อันนี้เป็นอาการของพวกธนาคารที่เราเรียกว่าเวลาฝนตกหุบร่ม เป็นศัพท์ที่คนจีนใช้ในสมัยก่อน ทุกคนเอาตัวรอดหมด เรียกว่าหุบร่ม”

: ใช้หลักการคิดบวกในการบริหารงานมาตลอดใช่ไหม

ผมบริหารงานด้วยวิธีนี้ตลอด ผมเจอคนที่สอนยากสอนเย็นเยอะมาก ถ้าเราเป็นคนคิดบวกก็ต้องมีจุดเมตตาสอนเขาต่อไป ถ้าเป็นคนคิดลบ เขาจะจัดการทันที

: ตอนนี้เครือสหพัฒนฯ มีคนรุ่นลูกรุ่นหลานเข้ามาบริหารเป็นรุ่น 3 มีวิธีการถ่ายทอดหลักการบริหารอย่างไร

เจน 3 เขาไม่ค่อยสนใจของเราเท่าไหร่ เขาสนใจกูเกิล สนใจเฟซบุ๊ก เขาโชว์เฟซบุ๊กทั้งวัน เวลาที่พูดเขาทำเป็นไม่สนใจ เราก็จะใช้วิธีพูดบ่อยๆ จนมันเข้าไปในจิตใต้สำนึก เขาอาจรำคาญแต่เขาได้ ซึ่งคุณพ่อผมก็ทำวิธีแบบเดียวกัน คุณพ่อพูดเรื่องดีๆ ซ้ำๆๆๆ จนเราซึมซับเข้ามาในตัวเรา ตอนเด็ก ทุกวันพฤหัสฯ และวันอาทิตย์เป็นวันหยุด คุณพ่อจะชวนผมกับคุณบุญชัย ไปฟังคุณพ่อประชุม ตอนนั้นยังไม่ถึง 10 ขวบ จะไปนั่งอยู่ใต้โต๊ะ เห็นขาคนเต็มไปหมด คือซึมซับโดยที่เราไม่รู้ความหมายสักเท่าไหร่ ถ้าเรียกว่าเป็นจิตใต้สำนึก เรียกได้ว่าจิตใต้สำนึกจะรับทุกเรื่อง

คือคนเราอยากมีวิธีคิดของตัวเอง เขาไม่ค่อยสนใจว่ารุ่นพ่อทำอย่างไร แต่พอถึงเวลาเขาจะรับไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราทำดีๆ คือเขาอาจทำเป็นไม่สนใจ ทำเป็นบ่นว่าเราแก่ แต่เขาจะรับไปเองโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้น การทำตัวดีๆ เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ตอนนี้ผมมีธรรมะเยอะมากเลย แล้วก็ใช้ธรรมะในชีวิตประจำวัน ใช้ทุกอย่าง ทั้งขันติธรรม อภัยทาน ธรรมทาน

: แสดงว่าศึกษาศาสนาพุทธจริงจัง

สมัยก่อนผมนั่งสมาธิเป็นและเคยไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อจรัญด้วย พอพิจารณาดีแล้ว การนั่งกรรมฐานเพื่อให้มีสติ ให้มีสมาธิ ซึ่งมีสมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ทั้ง 2 อย่างนี้ไม่เหมือนกัน สมถะกรรมฐาน คือให้จิตเรานิ่งๆ มีสติ ส่วนวิปัสสนากรรมฐาน คือยุบหนอ พองหนอ ก้าวหนอ ย่างหนอ ตรงนั้นให้สัจธรรม ตอนแรกก็ไม่รู้นึกว่าจะไม่ไหว คือเขาให้นอนเสื่อ แต่เราเคยนอนแต่ฟูก ไม่เคยนอนเสื่อ เรานอนไม่หลับ แต่ก็ปฏิบัติอยู่จนครบอาทิตย์

: อยากให้รุ่นลูกรุ่นหลานที่มาสานต่อธุรกิจคิดถึงการทำธุรกิจของ ดร.เทียมในแง่ไหน

คุณพ่อมีหลักทำธุรกิจแบบมีคุณธรรม ผมเชื่อว่าลูกๆ หลานๆ ผมต้องทำธุรกิจแบบมีคุณธรรมเท่านั้น เพราะเราถูกหล่อหลอมมา ถามว่าเหมือนกันหมดไหม ก็ไม่ใช่ บางคนก็คุณธรรมมาก บางคนก็ว่าคุณธรรมน้อย แต่ทุกคนไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ธุรกิจที่ผิดศีลเราจะไม่ทำ รวมทั้งโรงนวดด้วย และเรื่องโกหกลูกค้าก็ไม่มี คุณพ่อไม่ได้สั่ง แต่ผมคิดแบบนี้เพราะคุณพ่อทำธุรกิจแบบซื่อสัตย์ยุติธรรม แบบเปาบุ้นจิ้น

: วางแผนจะทำงานไปถึงอายุเท่าไหร่

ทำไปเรื่อยๆ แต่อาจลดดีกรีมากกว่า เพราะการที่เราหยุดทำงานเท่ากับเตรียมตัวตาย สำหรับผมนะ คืออายุมากๆ แล้วหยุดทำงานสมองจะเสื่อมเร็ว คือมันเตรียมจะเสื่อมอยู่แล้ว พอเราไม่ได้คิดอะไร

: มีอะไรฝากถึงนักการเมืองบ้าง

ไม่มีความคาดหวัง เพราะฝากไปไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก เขาก็ทำของเขาไป ไม่มีอะไรฝากรัฐบาล เราโชคดี รัฐบาลเราดีมากนะ แต่คุณประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) ของเราอาจจะพูดจาโผงผาง แต่รวมๆ เขาก็ดี

เขามีความเข้าใจคน

บทความก่อนหน้านี้ดวงชะตารัฐประหารในเมียนมา / รายงานพิเศษ
บทความถัดไปวัคซีนโควิด : “ซิโนแวค” 2 แสนโดส ถึงไทยแล้ว นายกฯจัดต้อนรับ ‘คืนรอยยิ้ม ประเทศไทย’