ภาพยนตร์ : THE DIG ‘กาลเวลา’ / นพมาส แววหงส์

นพมาส แววหงส์

THE DIG

‘กาลเวลา’

กำกับการแสดง

Simon Stone

นำแสดง

Carey Mulligan

Ralph Fiennes

Lily James

Johnny Flynn

Ben Chaplin

 

The Dig เล่าเรื่องราวของการค้นพบซากเก่าแก่ทางโบราณคดีครั้งสำคัญที่สุดอังกฤษใน ค.ศ.1939 ขณะเมื่อฮิตเลอร์กำลังแผ่อำนาจรุกรานยุโรป และอังกฤษกำลังยืนอยู่ตรงธรณีประตูที่จะก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง

ปัจจุบัน โบราณวัตถุที่ค้นพบทั้งหมดในแหล่งขุดค้นแห่งนี้ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของอังกฤษ ในส่วนที่เรียกว่า The Sutton Hoo Treasure ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวแองโกล-แซกซอนในอังกฤษสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 6 เป็นชนชาติที่มีศิลปวัฒนธรรม

แต่หนังเรื่องนี้ก็มีอะไรมากกว่าเรื่องราวการขุดค้นทางโบราณคดีหรือประวัติศาสตร์ และไม่ใช่เรื่องราวการผจญภัยของนักโบราณคดีอันพิสดารและน่าตื่นเต้นแบบอินเดียนา โจนส์

จริงๆ แล้วเป็นหนังดีชวนดูและตรึงตราในเชิงอารมณ์มาก

ก่อนหน้านั้นเพียงไม่ถึงยี่สิบปี ใน ค.ศ.1922 มีเรื่องราวการค้นพบทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในยุคของเรา เมื่อนักโบราณคดีชาวอังกฤษ เฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ร่วมกับทีมงานชาวอียิปต์ ขุดไปเจอสุสานของฟาโรห์ตูตังคามุนในสภาพที่ยังไม่มีใครแตะต้องมานับตั้งแต่มีการสร้างเมื่อกว่าสามพันปีมาแล้ว

และนี่คงต้องเป็นแรงบันดาลใจให้สตรีม่ายเจ้าของที่ดินในแคว้นซัสเซ็กซ์ของอังกฤษ นึกสงสัยใคร่รู้ว่าอาจมีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้เนินดินหลายลูกในที่ดินที่สามีของเธอซื้อมาสร้างคฤหาสน์อยู่อาศัยและทิ้งมรดกไว้ให้เธอกับลูกชายคนเดียว

เอดิธ พริตตี้ (แครี มัลลิแกน) ว่าจ้างผู้ที่เรียกตัวเองว่า “นักขุด” ซึ่งเกิดมาเป็นลูกชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษา ไม่มีปริญญาทางโบราณคดี แต่เรียนรู้ด้วยตัวเองเพราะความคลั่งไคล้สนใจในโลกรอบตัว โดยเฉพาะความเป็นมาในอดีตที่ทำให้เราเป็นเราอย่างในทุกวันนี้

เธอได้ตัว “นักขุด” ผู้นี้มาจากคำแนะนำของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่อิปสวิก ซึ่งว่าจ้างเขาทำงานขุดด้วยค่าแรงที่ต่ำมากเนื่องจากไม่มีปริญญาทางโบราณคดี ทว่าเบซิล บราวน์ (เรฟ ไฟน์ส) สนใจศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองจนเชี่ยวชาญ

เขาอ้างว่าเขารู้จักดินทุกแห่งในแถบนี้ และบอกได้ด้วยซ้ำว่าดินก้อนนั้นมาจากที่ดินของใคร

เบซิล บราวน์ เริ่มทำงานขุดด้วยลูกมือเพียงสองสามคน และขุดตามหลักโบราณคดีด้วยความรับผิดชอบ รวมทั้งจดบันทึกไว้ตามหลักเกณฑ์ และไม่นานก็ขุดไปเจอซากเรือโบราณ ความยาว 90 ฟุตในสภาพเกือบจะสมบูรณ์ โดยที่ยังไม่มีโจรปล้นสมบัติคนไหนเคยขุดพบมาก่อน

ซากเรืออยู่ห่างจากแม่น้ำพอดู ซึ่งหมายความว่ามีคนลากจูงขึ้นมาไว้บนบก ซึ่งต้องไม่ใช่ใครที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ต้องเป็นกษัตริย์หรือคนใหญ่คนโต ต่อมา เขาก็ขุดพบห้องฝังศพที่ซากศพเน่าเปื่อยเป็นผุยผงไปแล้ว ทิ้งไว้แต่เครื่องประดับต่างๆ ที่เป็นทองและอัญมณี

ข่าวเรื่องการค้นพบนี้ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษส่งทีมนักโบราณคดีมารับช่วงต่อจากบราวน์ โดยอ้างว่าบราวน์ไม่มีคุณสมบัติพอ และเป็นการแย่งเครดิตกันซึ่งๆ หน้า

รวมทั้งอ้างกรรมสิทธิ์สมบัติของชาติ ทำให้เรื่องต้องไปขึ้นไปให้ศาลพิจารณาตัดสิน

ด้วยกฎหมายของอังกฤษสมัยนั้น ศาลตัดสินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน เนื่องจากหากว่ามิสซิสพริตตี้ไม่ได้ริเริ่มการขุดครั้งนี้ ก็จะไม่มีใครได้รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในที่ดินของเธอ

อย่างไรก็ตาม โบราณวัตถุที่ค้นพบเหล่านี้ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษ ซึ่งก็หมายความว่าที่สุดแล้ว เอดิธ พริตตี้ ก็ตัดสินใจอันน่าสรรเสริญยิ่ง โดยยกสมบัติของเธอให้เป็นสมบัติของชาติเพื่อให้อนุชนได้ชื่นชมต่อไป

เป็นเรื่องที่แสดงความมีจิตใจสาธารณะที่ประเสริฐยิ่งของคนอังกฤษที่นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยที่ถึงแม้ว่าหากเธอจะเรียกร้องราคาที่สมเหตุสมผล…ซึ่งก็คงสูงลิ่วพอดู…พิพิธภัณฑ์แห่งชาติก็คงต้องยอมจ่าย เพื่อให้ได้ไปเป็นกรรมสิทธิ์อยู่แล้ว

ทั้งหลายทั้งปวงนี้หนังนำเสนอโดยแฝงความหมายที่ลึกล้ำยิ่งไปกว่าเรื่องราวที่เล่าออกมา ทั้งในแง่ของปรัชญาและอภิปรัชญา ซึ่งเป็นคำถามที่มนุษย์เราต้องการคำตอบที่ลุ่มลึกเกี่ยวกับชีวิตและความตาย

อะไรคือสิ่งที่ยั่งยืน คงทนถาวร ไร้กาลเวลา

อดีตมีความหมายอย่างไรต่อปัจจุบันและอนาคต

ชีวิตมนุษย์ดับสิ้นไปในเพียงพริบตา แต่อะไรเล่าที่ยังคงอยู่

เรื่องราวหลากหลายของตัวละครที่แทรกเข้ามา ทำให้เราคิดถึงความหมายลึกๆ ของสิ่งเหล่านี้

ตัวละครที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเอดิธ คือ ลอรี่ (จอห์นนี่ ฟลินน์) เข้ามาช่วยงานโดยทำหน้าที่ช่างภาพ เขาบอกว่า เขาสนใจการถ่ายภาพเพราะเป็นการเก็บช่วงเวลาขณะปัจจุบันที่กำลังหมดไปในวินาทีนั้นให้คงอยู่ต่อไป

เราต้องไม่ลืมบริบทของเรื่องราวในช่วงเวลานั้นด้วยนะคะ ตอนนั้น การถ่ายภาพยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนเหมือนกับในยุคนี้

และเบซิล บราวน์ เป็นคนที่ใคร่รู้ในเรื่องอดีต ขณะเดียวกันเขาก็ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ง่ายๆ ขึ้นเอง เพื่อมองดูออกไปนอกโลกสู่ห้วงอวกาศ อันที่จริง ดูเหมือนว่าเรื่องราวในอวกาศนั้นเป็นเรื่องของโลกอนาคต แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ตาเราเห็นขณะเมื่อมองดูดวงดาวต่างๆ บนฟากฟ้านั้น ล้วนเป็นอดีตกาลที่เกิดขึ้นนานนมมาแล้วทั้งนั้น และที่เราเพิ่งเห็นเพิ่งรับรู้ ก็เพราะว่าแสงต้องใช้เวลาเดินทางข้ามอวกาศมา ดังนั้น เมื่อมองไปเบื้องบน เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ในอดีตทั้งนั้น

หนังยังใส่เรื่องราวเล็กๆ ของความรักเข้ามาพอไม่ให้แห้งแล้งจนเกินไป จึงมีโรแมนซ์ที่ดูเลี้ยวออกนอกเรื่องไปสักหน่อยระหว่างนักโบราณคดีสาวกับช่างภาพหนุ่ม อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ดูเหมือนแยกออกไปนี้ ก็ให้ความหมายแก่ “ปัจจุบัน” ขณะที่อนาคตเบื้องหน้ากำลังไม่แน่นอน เพ็กกี้ (ลิลี เจมส์) ตัดสินใจทำตามใจปรารถนา เพราะ “ปัจจุบัน” อาจไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว

ตอนที่เอดิธเล่านิทานอวกาศให้ลูกชายฟังเกี่ยวกับเจ้าหญิงที่ต้องเดินทางจากโลกไป ทิ้งลูกชายไว้บนโลก ก็เป็นอุทาหรณ์ที่ทำให้เรามองชีวิตและกาลเวลาเป็นเรื่องสัมพัทธ์ ซึ่งเป็นการปลอบใจสำหรับความเศร้าโศกในการจากพราก

ขอแนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้สำหรับคนที่ชอบดูหนังที่มีความหมายลึกเกินกว่าความหมายบนพื้นผิว แต่ไม่ขอแนะนำสำหรับคนดูที่ชอบอะไรโฉ่งฉ่างแบบหนังบู๊ล้างผลาญนะคะ

อ้อ การแสดงเนียนมากเลยค่ะ นักแสดงนำล้วนเจ้าฝีมือทั้งนั้น

บทความก่อนหน้านี้เครื่องเคียงข้างจอ : ภูมิใจไทยทำ / วัชระ แวววุฒินันท์
บทความถัดไป‘มูลนิธิสืบฯ’ ประณาม ‘พันจ่าเอก’ การกระทำน่าอัปยศ ลักลอบล่าสัตว์ป่า ที่อช.ไทรโยค