อยากเห็นข้อมูลคุณภาพของ ‘ฝ่ายค้าน’ / หน้าพระลาน จัตวา กลิ่นสุนทร

จัตวา กลิ่นสุนทร

หน้าพระลาน

จัตวา กลิ่นสุนทร

 

อยากเห็นข้อมูลคุณภาพของ ‘ฝ่ายค้าน’

 

ถึงจะทราบกันดีว่ารัฐบาล (ผสม) คณะนี้มีจำนวนมือสนับสนุนในสภามากกว่าฝ่ายค้านจึงไม่กลัวเรื่องการลงมติ เรียกว่าลงมติกันทุกอาทิตย์ รัฐบาลก็สอบผ่านทุกครั้ง

เวลานี้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำบวก ผสมกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคเล็ก พรรคจิ๋ว มีจำนวน ส.ส. 277 คน ส่วนซีกฝ่ายค้านมีเพียง 212 คน แต่ต่างกลับกลัวว่าจะได้รับเสียงไม่ไว้วางใจมากน้อยไม่เท่ากัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี อีก 9 คนที่ถูกจับมาขึ้นแท่นเพื่อทำการตรวจสอบกล่าวหา วางท่าไม่สะทกสะท้าน

แต่ลึกๆ ตามที่ได้รับรายงานแบบลับๆ ว่ากันว่ามีคนหวังดีพยายามเที่ยวเจาะค้นหาข้อสอบกันให้วุ่นวาย โดยทุ่มเททรัพยากรเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านค่อนข้างจะรู้ทันจึงรอบคอบรัดกุม

ทีมงานป่วนกระจอกๆ จากฝ่ายรัฐบาลจึงทำได้แค่เพียงปล่อยข่าวต่างๆ นานาว่าพรรคฝ่ายค้านหลักๆ เช่น พรรคเพื่อไทยทะเลาะกันเอง พรรคก้าวไกลขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย

เป็นการปั่นกระแสก่อกวนขัดขวางการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 นี้ ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงไปถึงพวกนักร้องที่พยายามไปยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยุบพรรคก้าวไกล

 

แต่กลายเป็นว่าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ต่างหากที่เกิดอาการปีนเกลียวกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่โยนมารยาททางการเมืองทิ้ง เพื่อแย่งกันส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมเพื่อช่วงชิงตำแหน่ง ส.ส.ในเขต 3 จังหวัดนครศรีธรรมราช แทนนายเทพไท เสนพงศ์ ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่งผู้แทนราษฎร

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีซึ่งโดนกล่าวหาอย่างหนักเพราะต้องรับหน้าเสื่อทุกเรื่องเนื่องจากถ่างขาเป็นประธานไปทุกที่แบบรวบงานไว้คนเดียว ทั้งๆ ที่ไม่แตกฉานเชี่ยวชาญ พูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง

งานสำคัญๆ เร่งด่วนต่างๆ แทนที่จะรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องใน “ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 2019 (ศบค.)” ซึ่งเป็นการบริหารงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ต้องนั่งรอประธานเคาะก่อนเสมอๆ

ล่าช้าอย่างยิ่งสำหรับการจะตัดสินใจในเรื่องเร่งด่วนแต่ละครั้งไม่ค่อยทันกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่ต้องดำรงชีวิตในภาวะของไวรัสกำลังระบาด เช่น เรื่องการเปิดให้ทำมาหากินได้ในแต่ละอาชีพ รวมทั้งการช่วยเหลือเยียวยาซึ่งนอกจากจะล่าช้าสับสนแล้วยังไม่ทั่วถึงอีกต่างหาก

กระทั่งประชาชนทนไม่ไหวต้องตากหน้าไปร้องเรียนที่ทำเนียบรัฐบาลแทบทุกวัน มันจึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลทำงานไม่เป็น หรือว่าขี้เหนียวทั้งๆ ที่เงินในส่วนนี้เป็นของประชาชน

 

การจะตัดสินใจกันแต่ละเรื่องต้องรอแล้วรออีกจนเศรษฐกิจประเทศทรุดตกต่ำลงจนยับเยิน ประชาชนตกงานไร้อาชีพไม่มีเงิน ไม่มีจะกิน เกิดการโจรกรรมฉกชิงวิ่งราวเพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่นับคนที่ทนไม่ไหวตัดสินใจตัดช่องน้อยแต่พอตัวชิงลาโลกหนีครอบครัวไปคนเดียว เรื่องที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นจริงๆ ในสังคมประเทศของเราขณะนี้

รวมทั้งเรื่องวัคซีน (Vaccine) ที่ประชาชนไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่ต้องกลายเป็นชาติที่จะได้รับวัคซีนล่าช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในระนาบเดียวกันแถบถิ่นเอเชียที่ได้ลงมือฉีดกันไปบ้างแล้ว รวมทั้งประเทศอย่างพม่าที่เพิ่งยึดอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตยกลับได้วัคซีนฟรีจากประเทศอินเดีย แต่ประเทศไทยทำไมออกอาการอู้อี้เมื่อประชาชนสอบถาม ส่วนคนไทยโชคดีที่อาศัยอยู่ในสหรัฐไม่น้อยคนกลับได้รับวัคซีนกันแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีสาธารณสุข ยังใช้กฎหมายมาตรา 112 ดำเนินการฟ้องร้องอย่างทันทีทันใดกับผู้ที่ออกมาตั้งคำถามเรื่อง “การจัดหาวัคซีน” ล่าช้า ต้องการรู้เพื่อเข้าถึงเอกสารหลักฐาน และการเจรจากับบริษัทต่างๆ ว่าดำเนินการไปอย่างโปร่งใสหรือไม่?

ซึ่งประเด็นนี้คงถูกหยิบเอาไปตั้งคำถามในการอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกไม่กี่วันข้างหน้า ประชาชนคอการเมืองก็ใจจดใจจ่ออยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนจากบริษัทดังที่ตกเป็นข่าว (เสี่ยหนู) นายอนุทิน ชาญวีรกูล คงไม่ตอบแต่เพียงว่า “ไม่ต้องการให้คนไทยเป็นหนูทดลอง–”

 

พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้แสดงออกเรื่องการถูกฝ่ายค้านจับมาขึ้นแท่นเป็นตัวเอกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในฐานะผู้นำรัฐบาลซึ่งต้องรับผิดชอบในทุกๆ เรื่อง ซึ่งครั้งนี้ค่อนข้างจะเป็นเรื่องสำคัญใหญ่โตมากเอาการอยู่ จนทหารเลวต้องออกมาเที่ยวป่าวประกาศว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถอภิปรายได้เนื่องจากจะเป็นการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เพราะมีญัตติเกี่ยวข้องกับสถาบัน แต่ฝ่ายค้านบอกว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้อภิปรายที่จะกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ มิได้เป็นการก้าวล่วง

ทหารเลวยังไม่ยอมหยุดก่อกวนตีรวนต่อไปอีกว่า ให้ระวังการประท้วงในวันอภิปรายจนเป็นที่กังวลกันพอสมควร ซึ่งดูเหมือนท่าน (พี่) ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นธรรมดา แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้บานปลาย พอประท้วงก็ชี้แจงให้ฟังว่าประเด็นอะไรสามารถประท้วงได้ และประเด็นอะไรที่ประท้วงไม่ได้”

เชื่อกันว่าข้อกล่าวหาอันหนักหน่วงที่ฝ่ายค้านเขียนไว้ในญัตติย่อมต้องมีหลักฐานเหตุผลมากพอทีเดียว

ว่ากันว่าถึงขนาดอาจมีประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์อาจจำได้ไม่ทั้งหมดว่า ได้ทำอะไรผิดพลาดไว้บ้าง เพราะดูเหมือนมันมากมายหลายเรื่องที่ปรากฏต่อสังคม ซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกกลบ ถูกเก็บเงียบเชียบไป ไม่ได้มีการติดตามต่อลงไปให้ลึกๆ ถึงความผิดพลาดจำนวนมากจากการบริหารราชการแผ่นดิน 6-7 ปีแบบรวบอำนาจไว้แต่ผู้เดียว

เพียงแค่เรื่องของการระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ซึ่งค่อนข้างจะประมาทหละหลวม และทำท่าปลื้มเมื่อมีการชื่นชมว่าประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาเรื่องการระบาดของไวรัสได้เป็นอย่างดี จึงเกิดความชะล่าใจ ประมาทในการรีบจัดหาสั่งจองวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชน เพื่อที่จะได้รีบเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้ามา เพราะเป็นที่รู้กันว่าเป็นผู้นำเม็ดเงินเข้ามาใช้จ่ายในบ้านเราจำนวนมากๆ ในแต่ละปี

กลายเป็นว่าแอบปลื้มใจอยู่ได้เพียงแค่ไม่ครบปีก็เกิดการระบาดครั้งที่ 2 ซึ่งหนักหนากว่าครั้งแรก จึงพลิกกายกลับตัวไม่ทันเรื่องการจัดหาวัคซีน เมื่อมีบ่อนการพนัน แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย และ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านและคนใกล้ชิดรับผิดชอบโดยตรงเกิดขึ้นแทรกซ้อนมาอย่างเหนือความคาดหมาย

จึงเกิดอาการฉุนเฉียวน็อตหลุดเปรี้ยงปร้างอาละวาดฟาดงวงฟาดงา

 

พล.อ.ประยุทธ์เคยกล่าวกับนักข่าวที่ถามถึงเรื่องการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าไม่ได้วิตกกังวลอะไร ถามมาก็ตอบกลับไป

“–ผมไม่หวั่นไหว ผมไม่ใช่คนตกใจง่ายอยู่แล้ว ผมเป็นทหารมาก่อน เป็นผู้บังคับบัญชาคนจำนวนมาก อยู่ในสถานการณ์คับขันมาหลายครั้งด้วยกัน ผมไม่ใช่คนใจอ่อน หรือหวั่นไหวไปเสียทุกเรื่อง วันนี้ทุกคนเข้มแข็งดี โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลก็ร่วมมือกันอย่างดีในการเตรียมชี้แจงในส่วนที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

ความจริงการถูกยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ท่านเป็นทหารมาก่อน ขอเพียงท่านตอบคำถามให้ตรงประเด็น เนื่องจากเจ้าของประเทศกำลังตั้งใจฟังคำชี้แจงของท่านออยู่

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (พี่ใหญ่) รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งก่อนรอดพ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งๆ ที่มีชื่ออยู่ในญัตติถูกบรรจุไว้แล้ว แต่ฝ่ายค้านหมดเวลาเสียก่อน ว่ากันว่าเป็นการบริหารเวลาที่ผิดพลาด จนกลายเป็นที่กังขากันพอสมควรว่าท่านมีดีอะไร หรือมีดีลอะไร กระทั่งเกิดเสียงนินทาว่าพรรคก้าวไกลไม่ค่อยพอใจพรรคเพื่อไทย ซึ่งครั้งนี้ได้มีการเคลียร์กันลงตัวแล้ว (บิ๊กป้อม) จอมอู้อี้ที่มักตอบว่า “–ไม่รู้ๆ” คงต้องได้ตอบคำถามยาวๆ หนักๆ ในสภาแน่

มีคนสอบถามผู้อภิปรายระดับแนวหน้าของพรรคก้าวไกลว่า มีประเด็นอะไรที่จะกล่าวหาบิ๊กป้อม ได้รับคำตอบว่า แค่ท่านบอกว่า “ผมจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว ไม่ค่อยได้ทำอะไร— ยังจะไปมีอะไร–” แค่นี้ก็อภิปรายได้แล้วว่า– “แล้วมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีทำไม?”

 

เจ้าของประเทศกำลังใจจดจ่อรอผู้อภิปรายของฝ่ายค้านหยิบเอาข้อกล่าวหาที่ไปขุดค้นได้จากการบริหารราชการผิดพลาดมากมายของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลมาคลี่ขยายให้ได้รู้กันกลางสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ที่บริหารงานได้ประมาณ 2 ปี แต่ทำให้เศรษฐกิจประเทศตกต่ำล้มเหลว ยิ่งเมื่อเกิดการระบาดของไวรัสร้ายซ้ำขึ้นมาอีกดูเหมือนจะทำงานกันอย่างไร้ทิศทางไม่ค่อยมีเป้าหมาย?

อีกไม่เกิน 4 วัน–จึงเป็นวันที่รอคอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนซีกที่ต้องการให้ประเทศนี้ปกครองตามระบอบ “ประชาธิปไตย” ไม่อยากเห็นความเหลื่อมล้ำ ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยหวังความจริงจากฝ่ายค้านเป็นที่พึ่ง

ถึงรัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก สามารถหอบหิ้วลากถูกันต่อไปจนได้ แต่เชื่อว่าอย่างน้อยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะได้เห็นแผล เห็นความบกพร่องที่ปรากฏขึ้นโดยฝ่ายค้าน

ขอให้เป็นข้อมูลที่มีคุณภาพเท่านั้น อยู่ได้ให้มันรู้ไป