อาณาจักรใจ/ การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์/ทวีปที่สาบสูญ เพียงสบตาตัวเองในกระจกเงา

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

อาณาจักรใจ/การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ [email protected]

ทวีปที่สาบสูญ

เพียงสบตาตัวเองในกระจกเงา

 

ว่าแต่ก่อนอายุ 19 ปี ฉันเคยเข้ากรุงเทพฯ มาแล้วครั้งหนึ่ง

แต่มันคือครั้งที่แทบไม่ได้บอกใคร

จะให้อ่านบันทึกก่อนนะ

 

ฉันนั่งรถไฟครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปี แต่บางทีฉันก็จะคิดว่าตัวเองอายุ 17 ปีแล้ว อ๋อ เพราะถ้าใครถาม ฉันก็จะโกงอายุมากขึ้นเสียสัก 3-4 ปี เพราะไม่เช่นนั้น พวกเขาก็จะคิดว่าฉันเป็นเด็กอยู่ร่ำไป

แต่ในความจริง ฉันก็เป็นเด็กนั่นแหละ แค่เด็กตัวผอมๆ คนหนึ่ง ตัดผมสั้น ผิวคล้ำ สวมเสื้อยืดลายแปลกๆ มรดกตกทอดจากใครสักคนที่บ้าน อาจเป็นแม่หรือพี่สาว หรือเป็นเสื้อผ้ามือสอง บรรจุมาในถุงกระสอบ ขายเลหลังตัวละไม่กี่บาท

ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอายุมากกว่าฉันถึง 11 ปี เป็นคนพาขึ้นรถไฟขบวนนั้น เธอมีหลานสาวมาด้วยคนหนึ่ง อายุมากกว่าฉันอยู่ดี ขอเรียกเธอทั้งสองว่ายี่สิบห้าและสิบเจ็ดก็แล้วกัน

ฉันรู้จักกับยี่สิบห้าผ่านทางจดหมายหลายฉบับ เราเขียนคุยกันอย่างมิตร จนกระทั่งวันหนึ่ง…เธอก็มาหา

ทว่า ตอนที่เราพบกันนั้น ฉันไม่ได้บอกเธอว่า ตัวเองยังเป็นเพียงลูกจ้างแรงงานในบ้านหลังหนึ่ง เมื่อเราต้องพบกัน ฉันจึงบอกว่า ไม่อาจไปหาเธอได้ และไม่เชื่อด้วยซ้ำไปว่า เธอจะมาหาจริงๆ

แต่ยี่สิบห้าไม่ยอม เธอเลือกเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง แล้วดึงดันให้ฉันไปหา

สุดท้าย ฉันบอกนายจ้างว่าจะต้องกลับบ้านกะทันหัน แล้วใช้เวลานั้นไปหาเธอ

…เมื่อพบกัน ฉันอดตะลึงตะลานไม่ได้ ยี่สิบห้าสวยเหลือเกิน สมกับที่บอกว่าเพิ่งกลับมาจากฝรั่งเศส เธอไปเรียนต่อที่โน่น ทำงานเล็กน้อย

ยี่สิบห้าตัวเล็กๆ แต่มีนม มีสะโพก เอวเล็ก ไหล่สวย ตาสวย และวิธีพูดกลั้วเสียงหัวเราะก็สวยเสียจนฉันหวั่นไหว

แต่สิ่งที่คิดไม่ถึง ก่อนจะพบหน้า ฉันแอบกลัวว่า ถ้าได้พบกัน…เธอจะรู้สึกกับฉันอย่างไร แต่กลายเป็นว่า เธอบอกว่าชอบฉัน

เธอพูดอีกว่า แน่ใจว่าเราชอบกัน

แล้วคำพูดหนึ่งก็หล่นออกมา

“ไปอยู่กับพี่ไหม หรือไปเที่ยวก็ได้ สักสองสามอาทิตย์”

เย็นของอีกวัน โดยที่ไม่มีแม้แต่กระเป๋าเดินทาง ฉันเดินตามเธอขึ้นโบกี้รถไฟ

จำได้ว่าเป็นตู้นอนปรับอากาศชั้นสอง เฝ้าดูการปูเตียงของพนักงานรถไฟอย่างประหลาดใจ อะไรจะมหัศจรรย์ขนาดนั้น ดึงนิด ผลักหน่อย ขยับมือสองสามที เตียงนอนขาวสะอาด ตอนนั้นรู้สึกมันสะอาดจริงๆ ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้า แถมยังมีม่าน มีไฟดวงเล็กๆ เหนือหัวนอนด้วย

ฉันได้นอนเตียงล่าง อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอ หลังการพูดคุยอีกสองสามคำก็แยกย้ายกันเข้านอน เธอปิดม่าน สิบเจ็ดปิดม่าน ฉันก็ปิดม่าน หลังจากนั้น ในห้องนอนน้อยที่เคลื่อนไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง ฉันนั่งหันหน้าหาหน้าต่าง รูดม่านฝั่งนั้นสุดทาง เพ่งมองทิวทัศน์ข้างนอก

ไม่เห็นอะไรหรอก ส่วนใหญ่สิ่งที่เห็นคือความมืด มืดมาก มืดน้อย มืดสลัว มืดเลือนราง มองไปนานๆ ยังอดนึกในใจไม่ได้ว่าความมืดนี้มีสีสันเหมือนกันนี่ ถึงคราวผ่านดวงไฟ แสงจากหลอดวิทยาศาสตร์ก็จะเติมความสว่างให้ พอผ่านช่วงป่าหรือขึ้นภูเขา ความมืดมนหนาหนักก็จะเททับลงมา ตรงไหนต้นไม้แออัดนักยิ่งมืดเข้าไปใหญ่

พักหนึ่งจึงปิดม่าน ล้มตัวลงนอนโดยไม่มีจินตนาการใดๆ ทั้งสิ้นว่าปลายทางจะมีหน้าตาอย่างไร

ฉันกำลังจะได้ไปกรุงเทพฯ แล้ว…เท่านั้นเอง ที่อยู่ในหัวของฉัน

 

[‘พี่ชายฉันก็เป็นคนดีมากๆ พี่ไปหางานทำที่กรุงเทพฯ พยายามจะเก็บเงินส่งมาให้ซื้อที่ดินใหม่ เราจะได้ปลูกบ้านกันใหม่ แต่พี่ไปตั้งหลายปีก็ยังเก็บไม่พอเสียที’

‘พี่ชายฉันก็เป็นคนดี พี่บอกว่า ถ้าฉันออกโรงเรียนจะหางานในกรุงเทพฯ ให้ด้วย เผื่อได้ไปอยู่ด้วยกัน’

‘ที่กรุงเทพฯ เพิ่งส่งข่าวมา พี่ชายฉันถูกไฟดูดตาย เราจะได้ค่าทำขวัญศพสองพัน ฉันคุยกับแม่แล้ว เราคงพอจะขยับขยายกันได้’]

 

[ลุงฌอวางถาดสังกะสีลง หยิบมีดมาเฉือนกริ๊บๆ ครู่เดียวก็ได้วงแว่นสีเหลืองลออ

‘คำไทเรียกอะไรนะ จำไม่ได้สักที’ ฉันถาม

‘สับปะรด’

ลุงฌอตอบ

‘สับปะรด’ ฉันทวนคำ ‘ชื่ออะไรจำยากจำเย็น’

ลุงฌอหัวเราะ

‘ก็จะจำไปทำไม เรียกบะเขือหนัดก็ดีแล้ว’

‘เผื่อไปสั่งกินที่กรุงเทพฯ’ ฉันยักคิ้ว

ลุงหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม

‘จะไปกรุงเทพฯ ด้วย’

‘ฮื่อ’

‘จะไปทำไม้’ ลุงว่า ‘รู้เหรอมันอยู่ไหน’

‘รู้ เคยอ่านในหนังสือ เลยไปก็เป็นทะเล’

‘ลุงไม่เห็นชอบเลยกรุงเทพฯ’]

 

[ชื่นใจ…เมื่อเย็นนี้อาโนงเล่าถึงกรุงเทพฯ ให้ฟังด้วยนะ อยู่เลยเชียงใหม่ไปอีก

ถึงค่าจ้างไม่มากเท่าเมืองนอก แต่อาว่าก็ได้ไม่น้อยเหมือนกัน หลานของอาไปทำงานเป็นคนใช้ในบ้านคนรวย ได้ตั้งเดือนละสี่ห้าร้อย ได้มากขนาดนั้น อาว่าเอาไว้ฉันออกโรงเรียนจริงๆ จะลองทาบทามถามให้

เธอจะดีใจไหม ถ้าสักวันเราได้ไปทำงานกรุงเทพฯ ไม่ต้องไปถึงเมืองนอกแบบอาก็ได้ ถ้าฉันมีเงินเดือนสักเจ็ดแปดร้อย (ไม่แน่หรอก ถ้าเราตั้งใจทำงาน ใครจะไปรู้) ฉันจะซื้อขนม ซื้อไอติม ซื้อตุ๊กตาตัวใหม่ให้เธอ

แหงนคางดูไหล่ดอย พ้นไปทางนั้น ทางนู้น ทางโน้น ไกลถึงเชียงใหม่และเมืองกรุงเทพฯ หน้าตาเป็นอย่างไรกันหนอ]

 

[‘คือแม่จะมาติดต่อ ว่าถ้ามึงจบหก จะพาไปทำงานเมืองใต้ ไปอยู่กรุงเทพฯ’

ฉันยังไม่เข้าใจ มองแม่

‘จะไปทำงานได้ยังไง เดี๋ยวต้องเรียนต่อแล้ว’

‘โอ้ย เรียนต่อเมื่อไหร่ก็ได้ มีเงินมีทองเข้าหมาหะลัยรวดเดียวไปเลย’ ยายคราญรีบแทรก ‘อายุยังน้อยทำงานเก็บเงินไว้ก่อน จะได้ไม่ลำบากตอนหลัง’

‘งานอะไรหรือ’

‘งานสบายๆ นั่งกินนอนกิน แต่งตัวงามๆ ก็พอ อยากได้อะไรกินอะไรมีคนหาให้โหม้ด ขนาดเตี่ยวลิงโยนใส่ตะกร้าก็มีคนซักให้’

เตี่ยวลิงคือกางเกงใน ยายคราญสาธยายต่อ

‘ก็งานอย่างว่าแล บ้านเราไปกันตั้งหลาย แม่พาไปส่งเองทุกปี รับรองได้ว่าไม่ลำบากแน่ บางคนไปถึงหาดใหญ่มาเลย์ กลับมาปลูกบ้านหลังคาเป็นลอน ปูกระเบื้องก็ยังมี’

‘ไปเป็นกะหรี่ขาย…นะหรือ’

‘โอ้ย อย่าไปเรียกให้เสื่อมคุณค่ายังงั้น เราไปทำความดี ถึงจะขาย…ขายหอยก็เอามาปรนนิบัติพ่อ-แม่ ลูกแม่ญิงเราจะนุ่งผ้าเหลืองให้พ่อ-แม่เกาะชายขึ้นสวรรค์ได้เสียที่ไหน มีโอกาสตอบแทนพระคุณต้องรีบทำเสีย’]

 

[‘ฉันอยากไปทำงานกรุงเทพฯ’ นายป๋องเป่าลมหายใจเบาๆ ‘เขาว่าเงินดี มีทางหาอยู่หากิน แต่พี่อ้ายกลัวไปแล้วไม่กลับ กลัวพ่อ-แม่จะคอยหา’

‘กลัวทำไม ลูกผู้ชายแท้ๆ’ ฉันเหยียดปาก อดนึกถึงรอยขึ้นมาไม่ได้…ป่านนี้ได้หัดรถหรือยัง กำลังติดอยู่ท้ายรถคันไหน

‘แต่มาเรียนซอก็ดีแล้วนี่ มีทางได้สตางค์เหมือนกัน’

ใช่ ทางสายนี้ก็ดี ฉันบอกกับตัวเองพร้อมคำพูดที่บอกคนอื่น

‘ฉันก็หวังอย่างนั้นล่ะ’ นายป๋องมีสีหน้าระรื่นขึ้นอีก ดูๆ ไป นายนี่ก็เหมือนคนมีใจสองแก่น หรือจะเหมือนอย่างฉัน ตกกระไดพลอยโจนก็ต้องโจนกันไปให้ถึงที่สุด

พอนึกอย่างนั้นค่อยมีใจถามไถ่

‘แล้วนายจะไปทำอะไร ถ้าได้ไปอยู่เมืองใต้’

‘ฉันอยากไปเป็นดารา’]

 

[‘เมื่อก่อนสามร้อย แต่หลังๆ มานี้ก็ทีละห้าร้อย’ อัมพรลงเสียง ‘กูได้อยู่หกร้อย เก็บเองร้อยห้าสิบ จะไว้ไปกรุงเทพฯ’

‘จะไปกรุงเทพฯ เชียว’ ฉันแกล้งว่า ก็มีหลายหนที่พูดกันดีๆ เวลาที่อัมพรไม่หาเรื่องฉันก่อน

‘เออ’ พอพูดเข้าทาง อัมพรก็จะลอยหน้าตอบ ‘กูจะไปทะเล มึงเคยเห็นทะเลหรือยังล่ะ’

‘จะเคยได้ยังไงเล่า’

‘กูก็ไม่เคย แต่แฟนกูเล่าให้ฟัง มันว่าคลื่นนะค้าวขาว ซู้งสูง’ อัมพรทำตาลอยเคลิ้มฝัน ‘ถ้ากูได้ไปทะเล จะกินปลาหมึกให้หนำเลยแหละ ปลาดาวกูก็จะกิน’

‘มันกินได้ด้วยรึ’ ฉันคุ้นว่าเคยอ่านในหนังสือ ปลาดาวไม่ใช่ของกินได้

‘กินได้’ อัมพรทำเสียงสั่งสอน ‘แฟนกูมันบอก จะพาไปกินปลาดาว ไปกินม้าน้ำ’

‘พี่นัยเขาเป็นทหาร โดนเกณฑ์ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ได้ไปอยู่ในบ้านที่กรุงเทพฯ เป็นทหารประจำบ้าน’

‘เป็นยังไง ทหารประจำบ้าน’

‘ก็เป็นทหารรับใช้ในบ้านไง อยู่บ้านนายพลเลยนะ พี่นัยเขาว่าอยู่สบาย นายใจดี แต่ก็ดุมาก เด็ดขาดมาก ระเบียบนี่เป๊ะๆ เลย แต่ได้เงินพิเศษบ่อย พี่นัยว่าส่งเพิ่มให้แม่ได้ทุกเดือน โอ้ย เขาเป็นคนดี รักแม่รักญาติพี่น้อง’

‘…แต่ถ้าแต่งกันแล้ว หากไม่ได้งานทางกรุงเทพฯ ก็ให้กูอยู่ทำงานแบบนี้ต่อไป พี่นัยเขาจะล่องใต้ไปหางานทำ ส่งเงินกลับมาให้ทางบ้านอีกที’]

 

[‘ครูลินนี่ช่างจัดช่างทำ’ นายดาบชมขึ้น ‘นี่ก็ความคิดเขาซี’

‘เจ้า’ ฉันตอบรับ อดจะภาคภูมิใจขึ้นมาไม่ได้…ครูลินของฉัน

ตอนที่จัดโต๊ะด้วยกันนั้น เธอยังพูดสอนฉันไว้อีกหลายอย่าง

‘คนกรุงเทพฯ ก็หยั่งนี้ละ เกิดมาก็นั่งโต๊ะนั่งตั่ง’ นายดาบพูดต่อ]

 

[พี่ฝนควักสตางค์อย่างว่องไว ส่งเหรียญให้คนขาย

‘เอาของจากไหนมาขายหรือพี่’ พี่ฝนไถ่ถามอย่างคนช่างคุย ‘ลดอีกหน่อยได้หรือเปล่า’

‘ของตัวเก่านี่ล่ะ’ ชายคนขายพูด ‘เซาะค่ารถไปกรุงเทพฯ’

พี่ฝนหัวเราะ

‘ไปทำไม้ กรุงเทพฯ อยู่เจียงใหม่บ้านเฮาดีกว่า’

‘เขาว่าทางโน้นมีงานนัก’ คนขายว่า ‘พอได้ตั๋วรถไฟก็จะไปแล้ว’]

 

กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ได้ยินคำว่ากรุงเทพฯ แต่ละครั้ง เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่รู้จักมากเหลือเกิน และจะว่ามันคือสิ่งหนึ่งที่อยู่ในความฝันก็ใช่ แต่จะว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้อยากเจออยากพบ…ก็อาจถูกอีกเหมือนกัน และนั่นคืออีกเสี้ยวของความเป็นฉัน ก่อนฉันจะเลิกโกงอายุกับใครๆ และเพียงสบตาตัวเองในกระจกเงาแล้วพูดว่า

“ต่อจากนี้ไป หวังว่าจะโชคดี…”