อาณาจักรใจ / การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์/ทวีปที่สาบสูญ ผู้ชายที่นั่งหลังโต๊ะตัวใหญ่

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

อาณาจักรใจ/การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ [email protected]

 

ทวีปที่สาบสูญ

ผู้ชายที่นั่งหลังโต๊ะตัวใหญ่

 

(1) นานกี่พันปีมาแล้ว ที่ไอหมอกคลุ้งกระจายขึ้นจากสายน้ำเล็กๆ เงียบสงบ

นานกี่พันปีล่วงเลย ที่เราไม่ได้กลับไปที่นั่นอีก

เช้าวันหนึ่ง

แดดอุ่นๆ สายหนึ่ง รอเวลาชำแรกผ่านท้องฟ้าสู่ผืนแผ่นดิน

ลานดินหน้าบ้าน ฝุ่นเนื้อละเอียดยังจมในคราบน้ำค้าง

หากเสียงฝีเท้าวิ่งผ่านตึกตัก

แม่จ๋า

แม่จ๋า

บ้านเรามีดอกไม้บานอีกแล้ว

นาน…แสนนาน แสนนานมาแล้ว มีผู้หญิงคนหนึ่ง

เธอดัดผมหยิกหยอง ดำขลับ สวมเสื้อสีแดงมีลวดลายดอกไม้พราวเกลื่อน

เธอสวมรองเท้าแตะแบบคีบ นุ่งผ้าซิ่นสีมอ

ในมือถือมีดด้ามเล็กๆ คอยตัดแต่งกิ่งไม้ ใบไม้

และในเช้าวันหนึ่ง นาน…แสนนาน แสนนานมาแล้ว

เธอเคยเดินขึ้นมาถึงหน้าห้องฉัน เคาะประตู ส่งเสียงเรียกปลุก

ลูก ลูก ดอกไม้บานแล้ว ตื่นขึ้นมาดูเร็วๆ

ยังจำได้ ยังอยู่ในความคำนึง ความคิดถึง ความทรงจำ

ความรัก รอยยิ้ม น้ำตา ยังอยู่ในชีวิตฉันไม่เคยห่างหาย

ภาพวันที่แดดใสๆ ค่อยทะลุแทงหมอกเมฆลงมา

มีดอกไม้สีแดงอมส้มดอกหนึ่ง ผลิบานบนลานบ้านเรา ใกล้ๆ พุ่มเทียนหยดสีขาว

ราชาวดีสีขาว มหาหงส์สีขาว มะลิสีขาว ดอกพุดสีขาว

มีดอกไม้ชนิดนั้น ดอกเดียวเท่านั้น เป็นสีแดงอมส้มอย่างนั้น

ในเช้าวันนั้น

เธอยิ้ม นัยน์ตาสุกใสเรืองรอง

สวย สุดสวย สวยกว่าดาวดวงใด

ในมือยังถือมีดเล็กๆ ไว้คอยตัดแต่งกิ่งไม้

เท้ายังขะมุกขะมอมอยู่ในรองเท้าแตะเก่าๆ

ปลายนิ้วเท้าของเธอยังเปื้อนฝุ่นเหมือนเคยเป็นเสมอมา

เธอพูดว่า

เห็นไหมลูก สวยไหมลูก ลูกดูไว้นะ เวลาดอกไม้บานครั้งแรก จะสวยที่สุด

นาน นานกี่พันปีมาแล้ว ที่เราไม่ได้กลับไปที่นั่น

ที่มีสายหมอกอ่อนหวาน ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำในลำคลองสายเล็กๆ

คลองเล็กๆ ที่ขนาบข้างบ้านไม้สีน้ำตาลหลังหนึ่ง

ที่ ณ อดีตช่วงชีวิตหนึ่ง

เคยมีแม่ และเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ

ตื่นเช้าไปชมดอกไม้ด้วยกัน

 

(2) ถนนบ้านนอกมีแต่ฝุ่นเพราะยังเป็นดินลูกรัง ลมแล้งพัดมาและหอบฝุ่นปลิวสูงขึ้นทาใบกล้วย ใบกล้วยฉีกแล่งตามแรงลมพัด ฉันเดินจูงมือเด็กหญิงผมเปีย เตาะแตะ เตาะแตะ มุ่งสู่บ้านใหญ่ที่มีกะละมังสังกะสีครอบเสาไม้ไผ่สูงพ้นหลังคา นั่นล่ะ เสาทีวีบ้านนอก

เสียงดนตรีคุ้นหูแว่วมา เป็นสัญญาณว่ารายการโปรดกำลังเริ่มแล้ว เด็กผมเปียจ้ำเท้าเร็วขึ้น มือป้อมๆ กระตุกชายเสื้อถี่ๆ

“เร็วพี่ เดี๋ยวไปไม่ทันตอนเริ่มเรื่อง”

ในบ้านใหญ่ บนไม้กระดานปูชิดเรียบลื่น เด็กเล็กหญิงชายนับสิบนั่งเรียงแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ตาวาวจ้องกล่องสี่เหลี่ยมอย่างตื่นเต้น

เด็กผมเปียนั่งลง ตาวาวไม่แพ้ใคร ฉันนั่งลงข้างๆ เบื่อเล็กน้อยที่ต้องมาเป็นเพื่อนน้องดูทีวีทุกวันอาทิตย์ แต่ทำไงได้ นี่เป็นสิ่งที่พ่อแม่มอบหมาย

อาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า พ่อแม่ยังไม่กลับจากธุระนอกบ้าน หมูหมากาไก่ส่งเสียงเซ็งแซ่ หมูก็หิว คนก็หิว ไก่ก็ร้อง หงุดหงิดรำคาญเหลือแสน แต่พอเหลียวมองเด็กผมเปียเสื้อแดง เห็นนั่งตาแดงๆ บนขั้นบันไดครัวก็อดใจอ่อนไม่ได้

“หิวหรือ” ฉันถามน้อง ทั้งที่ไม่ต้องถามก็แทบจะได้ยินเสียงท้องร้องลั่นโครกคราก

“ทำไมกินเก่งจังเรา” ฉันทำเสียงดุ เป็นพี่ก็ดีอย่างนี้แหละ เอกสิทธิ์เล็กๆ น้อยๆ

“รอเดี๋ยวก็แล้วกัน จะทำกับข้าวให้กิน”

ฉันเกลียดการก่อไฟที่สุด โดยเฉพาะการก่อด้วยฟืนในเตาอั้งโล่ ใครอยากชำนาญด้านนี้ก็เชิญเถอะ กว่าจะจุดสนน้ำมันวางเป็นเชื้อไฟ รอให้ไฟติด รอจนไฟลุก แต่ก็นั่นแหละ ขอพูดอีกที จะทำไงได้

ในที่สุดไฟก็ติด เอาละ ฉันเริ่มสนุก ลากกระทะลงมาจากฝา (บ้านนอกจะแขวนกระทะไว้) หยิบไข่จากรัง (สดน่าดู) มา 2 ฟอง ตอกไข่คนไว้ เทน้ำมันลงไป ได้ที่แล้วก็เทไข่ลง เสียงดังฉ่า!

“เอาฟูๆ เลยนะ”

ฉันหันไปบอกเด็กผมเปีย แต่เสี้ยววินาทีที่ตวัดตะหลิวพลิกไข่ อ้ายไข่ไม่รักดีก็กระเด็นออกนอกกระทะ สลบเหมือดบนพื้นที่มีแต่ฝุ่นและรอยตีนไก่

เด็กผมเปียหน้าเหยเก ฉันยืนถือตะหลิวค้าง หงุดหงิดอยากด่าทั้งกระทะทั้งไข่ แต่เห็นน้ำใสๆ คลอเบ้าตาก็ใจอ่อนอีกตามเคย

“เป็นไง” ฉันถามเด็กผมเปีย ที่ตอนนี้นั่งก้มหน้าสาวเส้นมาม่าแบบเอาเป็นเอาตาย

“อร่อย” เธอยังมีหน้าหันมายิ้ม แก้มแดงเพราะความเผ็ด เหงื่อออกท่วมหัว ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง คงไม่รู้หรอกว่าฉันใส่พริกไปเยอะเพราะหวังว่าเธอจะกินช้าๆ (ฉันกินเผ็ดได้มากกว่า)

ในชามตราไก่ใบโต มีเส้นมาม่าล่องลอยหยิบมือหนึ่ง (ก็มาม่า 1 ซอง) นอกจากนั้น คือก้านและใบเขียวอื๋อของผักบุ้งท้องนา ฉันอุตส่าห์ไปเด็ดมาตั้งกะละมัง หวังดีกลัวเธอกินไม่อิ่ม

แต่เธอยังไม่ทันอิ่ม ฉันก็เป็นฝ่ายอิ่มเสียก่อน เมื่อเห็นมือป้อมๆ พยายามใช้ช้อนควานหาเส้นหยักๆ ยาวๆ กลางทุ่งผักบุ้งต้ม

“เอามานี่มา”

ฉันคว้าชามตักผักบุ้งทิ้ง ตักพริกออก นึกในใจว่าถ้าพรุ่งนี้มีของอร่อยๆ กิน ฉันจะกินให้น้อยหน่อย

 

(3) มีวันหนึ่งแดดร้อนเปรี้ยงๆ เขาพาฉันซ้อนท้ายจักรยาน ปั่นออกจากบ้านไปตัวอำเภอ ธุระอะไรสักอย่างของเขา แต่แม่อนุญาตให้ฉันไปด้วย เราขี่จักรยานไปด้วยกันผ่านแดดร้อนระเบิดระเบ้อ ผ่านหมู่บ้านอื่นๆ ผ่านนา ผ่านเหมือง (ลำธาร) นึกถึงถนนลูกรังยาวหกกิโลเมตร รถถีบลมอ่อนยิ่งนั่งนานยิ่งเจ็บก้นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็อดทน

ฉันเฝ้ามองแผ่นหลังกว้างใหญ่ชุ่มเหงื่อ เหม็นเหงื่อชะมัด ทำไมเขาต้องใส่น้ำมันทาผมด้วย ทำให้ฉันยิ่งเหม็นขึ้นอีกเท่าตัว ว่าแล้วก็หันหน้าหนีไปมองทิวทัศน์รอบๆ

ไปสะดุดตาเข้ากับช่อดอกไม้เล็กๆ ริมทาง ต้นสูงจากดินประมาณฟุตครึ่ง แผ่ใบและก้านออกรอบช่อดอกสีส้ม ส้มอะไรซ้วย สวย! ตัดฉึบฉับกับดินสีแดงและฟ้าสีฟ้า มองอีกทีก็กลมกลืนกับตลิ่งลำเหมือง

ฉันกระตุกชายเสื้อเขา ชี้ชวนให้ดู ร้องบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยิ่งนัก “ดอกไม้ ดอกไม้ซ้วย สวย!” แต่เขาเพียงเหลือบตามองแล้วเมินไป ฉันใจเดือดเป็นน้ำในกา เออ ไม่สนใจเลยใช่ไหม เออ ต่อไปอย่าหวังเลยว่าฉันจะเป็นอย่างที่เขาต้องการ!!

เขาทำธุระของเขาเสร็จทุกอย่าง โดยมีฉันหน้างอง้ำอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา ถามอะไรไม่พูด จับมือก็สลัดออก!

ใกล้ถึงเวลากลับ เขาบ่นว่าหิวแล้วและชวนฉันเข้าร้านก๋วยเตี๋ยว ดูซิ เงินทองไม่มียังอยากนั่งเต๊ะกินอาหารชั้นสูง สมัยนั้นก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารชั้นสูงจริงนะ ใช่หากินได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีในงานวัด (ซึ่งนานๆ จะมีสักที เฉลี่ยปีละไม่เกิน 3 ครั้ง) ก็ต้องเดินทางไปกินยังถิ่นที่เจริญ บางบ้านซื้อก๋วยเตี๋ยวหนึ่งถุงกินได้ทั้งครอบครัว (จิ้มข้าวเหนียว เป็นกับข้าวอย่างหนึ่ง) ในเวลานั้นฉันจึงหมั่นไส้เขานัก

เขาจอดจักรยาน เดินสง่าผ่าเผยเข้าร้าน ร้องสั่งอย่างคุ้นเคย ทักทายใครต่อใครไม่เว้นแม้แต่คนขาย ดูสนิทสนมกันดี แต่ฉันซิ ฉันยืนตากแดดอยู่หน้าร้าน

“อ้าว นั่นเป็นอะไร ทำไมไม่เข้ามากินก๋วยเตี๋ยว”

คนขายถามเขา เขาก็รีบกวักมือเรียก

“มาสิ เข้ามากินก๋วยเตี๋ยวก่อน”

“ไม่” ฉันปฏิเสธ และไม่ ไม่ ไม่ อีกหลายหนจนเขาเลิกชวน

ในที่สุด เขาก็นั่งกินก๋วยเตี๋ยวคนเดียว รีบร้อนไปทำไมไม่ทราบ อาจจะอายก็ได้ที่มีใครคนหนึ่งยืนรออยู่เพียงลำพังหน้าร้าน

นานแสนนานต่อมา เขาเคยถามอยู่ทีว่า “ทำไมตอนนั้นไม่เข้าไปกินด้วยกัน” แต่ต่อให้ความสัมพันธ์ของเรากลับมาดีเพียงไร ฉันก็ไม่มีวันบอกเขาหรอกว่า จริงๆ ตอนนั้นฉันไม่มั่นใจการใช้ตะเกียบของตัวเอง อ้าว อย่าหัวเราะนะ ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ และก็สะท้อนว่าฉันไม่มีความไว้วางใจในเขา ไม่สามารถนั่งกินข้าวโดยใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ (แหม ปกติใช้มือนี่) เกิดคีบหลุด คีบหลุด ถูกเขาหัวเราะเยาะขึ้นมาจะว่าไง

เขาจึงได้แต่มองหน้าแบบไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่ปกติเขาเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย

แล้วเราก็ขี่รถกลับด้วยกัน

ผ่านมายังทางเดิมอีกหน เหม็นเหงื่อ เหม็นน้ำมันแต่งผมตามเคย แต่ช่างเถอะ เขาได้กินแล้วดูมีแรงดีนี่ ปั่นจักรยานละมุนขึ้น ฉันจึงอารมณ์ดีอีกนิด เขาผิวปากเป็นเพลงแว่วๆ อือ ก็เพราะเหมือนกันนะ

ผ่านยังจุดเดิม ที่ที่ดอกไม้สีส้มออกดอกริมตลิ่ง ตรงนั้นเป็นลำเหมืองเล็กๆ มีดินลูกรังลามรุกเข้าไปใกล้กอหญ้าและดินดำ จู่ๆ เขาก็จอดจักรยานกึก

“ชอบดอกไม้หรือ”

“ฮื่อ” ฉันตอบ ไม่แน่ใจว่าเขาจะมาไม้ไหน แต่ก็ใจกล้าพูดออกไป

“เอาไปปลูกได้ไหม”

“ได้สิ” เขาตอบ…

 

ผู้ชายร่างสูง ผมสีน้ำตาลอ่อนบางๆ เหมือนเส้นซังข้าวโพด สวมเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อน วางปึกกระดาษลงบนโต๊ะ แล้วมองหน้าฉัน

“เขียนจากเรื่องจริงทั้งหมดเลยหรือนี่?”

ฉันสบตาคู่นั้น แล้วตอบชัดถ้อยชัดคำ

“เปล่าค่ะ”

“เหมือนเรื่องจริงมากเลยนะ เขียนได้สมจริงเป็นฉากๆ เลย”

“ก็…เอาฉากมาบ้าง”

ชายผมสีซังข้าวโพดหัวเราะ ยื่นกระดาษคืนให้กับฉัน

“ผมว่าเขียนดีแล้วนะ แต่จะเป็นเรื่องสั้นก็ยังไม่ใช่ ลำนำก็ไม่เชิง เอาไปแบ่งบทมาใหม่มั้ย แล้วจะลงให้เป็นตอนๆ…เออ หรือว่าจะเขียนเป็นคอลัมน์ประจำดี”

ฉันเกือบตกใจ คิดไม่ถึงขนาดนั้น

“…จะได้หรือคะ”

“ได้สิ ถ้าคุณขัดเกลามันอีกหน่อย คุณนี่มีพรสวรรค์นะ ผมว่าน่าจะไปได้อีกไกล เอาน่ะ มาลองดูกัน ผมให้โอกาสคุณแล้วนะ”

ฉันจ้องหน้าผู้ชายที่นั่งหลังโต๊ะตัวใหญ่ ใบหน้าที่มีริ้วรอยยับย่นของวัย แต่แววตาสุกใสเหมือนคนรุ่นราวคราวเดียวกัน และนั่นคือวันที่ฉันได้พบกับบรรณาธิการคนแรก ตอนอายุได้สิบเก้าปี