อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : ประชาธิปไตยกับอเมริกันชน

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์

ท่ามกลางคำคมของเหล่าผู้นำโลกต่อการบุกทำลายอาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกาโดยฝูงชนผู้บ้าคลั่งหลังจากอาคารรัฐสภาหลังนี้เคยถูกบุกรุกจากกองทหารอังกฤษเมื่อ 207 ปีก่อน (ค.ศ.1814 ) เช่น เป็นการโจมตีประชาธิปไตย ประชาธิปไตยเปราะบางและอ่อนแอ แล้วผู้นำท่านได้แสดงความเสียใจบ้างหรือออกมาช่วยกันปกป้องประชาธิปไตยอเมริกัน

ทว่า เราไม่ควรเพียงตกใจกับเหตุการณ์การเมืองซึ่งบอกว่า ไม่คาดฝัน จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้มานานแล้ว

หากเรามองเช่นนี้ เราจะเห็นทั้งอาคารรัฐสภาที่ถูกไฟไหม้พร้อมประชาธิปไตยและอเมริกันชนในอีกแง่หนึ่ง

 

ตลกร้าย

ณอาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ภาพพวกแก๊งมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบก์ คนใส่ชุดตัวแสดงละครสัตว์และพวกบ้าป่าเถื่อน รวมทั้งคนพ่นหน้าด้วยสี ใส่หัวกระทิงและสวมเสื้อโค้ตขนสัตว์หนากำลังปีนป่ายอาคารรัฐสภา บ้างก็ทำลายข้าวของทั้งภายในและภายนอกรัฐสภาอย่างบ้าคลั่งนั้น แท้จริงแล้ว อาการบ้าคลั่งนี้คือพวกผีทรัมป์ พวกเหยี่ยว (Hawkist) บ้าสงครามและพวกวัยรุ่นขวาจัดที่มีเป้าหมายเพื่อกระชากโซ่ตรวนพันธนาการลัทธิประธานาธิบดีออกไป

ประเด็นหลักหาใช่เสียงเรียกร้องของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ว่า “นำการประพฤติที่สุภาพถูกทำนองครองธรรมกลับมา”

รวมทั้งไม่ใช่การเคลื่อนไหวของพวกหลังทรัมป์ (Post-Trump party) ด้วยหาแอ็กเคาต์อีเมลใหม่ๆ เพื่อใช้ประดิษฐ์ถ้อยคำหยาบคายทำลายล้างการบริหารของทีมประธานาธิบดีคนใหม่ แล้วรอคอยการเลือกตั้งครั้งใหม่ในอีก 4 ปีหน้าพร้อมชัยชนะของคุณทรัมป์อีกครั้งหนึ่ง

เราควรเข้าใจสังคมวิทยาตลกร้าย นี้เราจะมองเห็นพัฒนาการการเมืองอเมริกันตั้งแต่การเลือกตั้งที่ทรัมป์ชนะเป็นประธานาธิบดีและหลังจากนั้นของระบอบทรัมป์ ที่ว่า กลุ่มผู้บริจาคเงินรายใหญ่และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ผู้สนับสนุนของพรรครีพับลิกัน เผาทำลายสะพานเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของพวกเขากับทำเนียบขาวมาต่อเนื่อง

โดยสถาบันการเมืองฝ่ายรีพับลิกันและ the National Association of Manufacturers-NAM ที่เสนอให้รองประธานาธิบดีเพน (pence) ใช้บทบัญญัติมาตรา 25 แห่งรัฐธรรมนูญอเมริกันปลดทรัมป์ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีเสีย

ปลดทรัมป์เสียแล้วจัดขั้วทางการเมืองใหม่เสีย

 

สงครามกลางเมืองในศตวรรษที่ 21

ก่อนหน้านี้ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่บริจาคเงินหนุนพรรคและทรัมป์เสวยสุขมานานกว่า 4 ปีใต้การบริหารของทรัมป์ด้วยการตัดลดภาษีอย่างมโหฬาร การหมุนกลับการกำกับดูแล (regulation) เรื่องแรงงานและสิ่งแวดล้อม และรายได้จากตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีต

แต่ว่าปีที่ผ่านมานี่เอง ทำเนียบขาวภายใต้ทรัมป์นี่เองยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ทำเนียบขาวไม่มีความสามารถทั้งการจัดการปัญหาวิกฤตการณ์ของชาติหลายอย่าง

ไม่สามารถรักษาเศรษฐกิจพื้นฐาน และรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศได้

ดังนั้น เป้าหมายในช่วงเวลานั้นของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของพรรคต้องการจัดความสัมพันธ์ใหม่ภายในพรรค ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มนายทุนเดิมคือ ที่พวกเขาเรียกว่า กลุ่มธุรกิจโต๊ะกลม (Business roundtable) และบางตระกูลใหญ่ที่เข้ากันไม่ได้กับพวกทรัมป์มานานแล้ว รวมทั้งพวกเขาคิดว่า ควรเลิกลุ่มหลงกับภาพลวงตาที่ว่า รีพับลิกันจะโตขึ้นได้จากป่าช้าการเมือง โครงการใหม่ๆ จะช่วยรักษาแกนกลางพันธมิตรระหว่างกลุ่มเชื่อคำสอนทางศาสนาคริสเตียน (Christian evangelical) และกลุ่มอนุรักษนิยมทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เพื่อปกป้องกฎหมายที่ออกในสมัยทรัมป์

มองในเชิงสถาบันทางการเมือง วุฒิสมาชิกสายรีพับลิกันที่สนับสนุนจากคนหนุ่มที่ฉลาดจะปกครองค่ายหลังทรัมป์ (Post-Trump) และวงล้อการแข่งขันแพ้คัดออก (Darwinian competition) จะนำความสำเร็จของพวกเขากลับมา บางทีอาจก่อนคณาธิปไตยพรรคเดโมแครตรุ่นอายุแปดสิบขึ้นไป (Democrat”s Octogenarian oligarchy) หลบฉากไปก่อน เชื่อกันว่า สงครามใหญ่ภายในพรรคหลังทรัมป์ (Post-Trump) ในปีหน้า บางทีศูนย์กลางอาจจะอยู่ที่สงครามเย็นใหม่ (New Cold War) ระหว่างสหรัฐกับจีน

ทั้งหมดนี้คือ การแตกตัว (spilt) ระหว่างพวกทรัมป์กับพวกไม่ใช่ รวมทั้งพวกอื่นๆ ในพรรครีพับลิกันซึ่งอาจกลายเป็นฝ่ายที่ 3 ไปเลย

ประเมินได้ว่า การสมานฉันท์กับอีกค่ายแทบเป็นไปไม่ได้ พวกเดิมยังคงเป็นฐานสนับสนุนทรัมป์ที่ตายไปแล้ว ที่ยังคงระดมพวกฮาร์ดคอร์ที่ประสงค์ทำการก่อกวนการบริหารประเทศของทีมพรรคเดโมแครตภายใต้การนำของโจ ไบเดน

 

อนาคตที่ร้ายยิ่งกว่า

เมื่อบทความนี้เผยแพร่แล้ว ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจริงๆ เช่น พลพรรครีพับลิกันอาจฆ่าตัวตายทางการเมืองเอง จนกระทั่งระบบทรัมป์จบสิ้นลง และพรรคเดโมแครตอ้างการครองอำนาจนำอีกครั้ง ทว่า ทั้งหมดนี้ได้ก่อตัวเป็นสงครามการเมืองสหรัฐ ทั้งแบ่งแยกประเทศเป็นสงครามระหว่างภายในพรรครีพับลิกันหนึ่งสมรภูมิ

กับอีกสมรภูมิ สงครามภายในพรรคเดโมแครตฝ่ายที่ต่อกรกันระหว่างฝ่ายโจ ไบเดน จากฝ่ายก้าวหน้าในพรรคเดโมแครตไม่สามารถแชร์ผลประโยชน์และอำนาจระหว่างกันได้

หรือสมรภูมิซ้อนสมรภูมิได้แก่ สงครามกลางเมืองซ้อนสงครามกลางเมืองอีกชั้นหนึ่ง หากเป็นสงครามทางการเมืองฝ่ายขวา (Right wing) และนายทุนและกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านสองพรรคการเมือง

ซึ่งทั้งสองฝ่ายร่วมระดม (mobilize) พวกฝ่ายขวามาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น พวกคลั่งชาติ บ้าสงคราม พวกขาวจัด พวกเหยียดสีผิว เหยียดชนชาติ กดขี่ทางเพศ นิยมความรุนแรง จึงบ้าคลั่งทั่วเมืองทั่วสหรัฐเหมือนกันทั่วโลก

ดังนั้น เมื่อมองที่รากฐานสังคมเศรษฐกิจอเมริกันที่ก่อรูปฝักฝ่ายภายใน (internal faction) ของพรรคการเมืองทั้งสองพรรค ฉากทัศน์ที่มองเห็นคือ อนาคตอันตรายของสังคมเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาอันสุดขั้วยังคงดำเนินต่อไป

แสดงว่า ลูกบอลแก้วทางการเมืองอเมริกัน ดังเช่น ระบบถ่วงดุลอำนาจ (check and balance of power) วัฒนธรรมการเมือง (political culture) ความโปร่งใส (transparency) สิทธิมนุษยชน (Human right) เป็นต้น ใช้การไม่ได้เลย

อย่าตกใจไปเลย พวกคลั่งก็มีถมไปที่บ้านเรา

บทความก่อนหน้านี้คณะแพทย์ฯ รพ.รามา-มหิดล ชี้วัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นา ประสิทธิภาพสูงสุด
บทความถัดไปไม่ทับซ้อน! ‘ณัฏฐพล’ แจงเมียลงผู้ว่าฯกทม. สามีนั่งรมต. ชี้ทำงานแยกกัน แค่บังเอิญอยู่ครอบครัวเดียวกัน