รู้จัก ครอบครัว ‘เดอะ ไบเดน’ หมายเลข 1 แห่งสหรัฐอเมริกา

แฟ้มภาพโจ ไบเดน พร้อมครอบครัว เมื่อครั้งกล่าวขึ้นปราศรัยกับกลุ่มผู้สนับสนุนที่เมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ปี 2020 (เอเอฟพี)

คนของโลก : รู้จัก “เดอะ ไบเดน” ครอบครัวหมายเลข 1 แห่งสหรัฐอเมริกาโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ หลังเข้าพิธีสาบานตนอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 มกราคม ตามเวลาสหรัฐอเมริกา

หลังจากนั้น ไบเดนและสมาชิกครอบครัวจะย้ายเข้าอาศัยในทำเนียบขาวในฐานะ “ครอบครัวหมายเลข 1” เริ่มต้นทำหน้าที่ครอบครัวประธานาธิบดีสหรัฐที่เป็นที่จับตามองของคนทั้งโลกอย่างเป็นทางการ

นอกเหนือจากโจ ไบเดน สมาชิกพรรคเดโมแครตที่คว้าชัยชนะการเลือกตั้งเหนือประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมาแล้ว สมาชิก “ครอบครัวหมายเลข 1” ยังประกอบไปด้วยภรรยาวัย 69 ปีอย่าง “จิล ไบเดน”

จิลเป็นนักการศึกษา ประกอบอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียน และวิทยาลัยของรัฐ มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ก่อนที่จะก้าวสู่ตำแหน่ง “สตรีหมายเลข 1” ของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้

จิล หรือในชื่อที่นักศึกษาของเธอเรียกกันว่า “ดร.บี” เคยตั้งใจไว้ว่าจะยังคงสอนหนังสือต่อไปพร้อมๆ กับการปฏิบัติภารกิจสตรีหมายเลข 1

สานต่อโครงการหลายอย่างจากยุค “มิเชล โอบามา”

ไบเดนพบกับจิลในปี 1975 ไม่กี่ปีหลังจากไบเดนต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรม โดยภรรยาคนแรกและลูกสาวคนเล็กต้องเสียชีวิตลงในอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างน่าเศร้า

ไบเดนมักจะพูดถึง “จิล” เสมอว่าเธอ “ช่วยให้พวกเราลุกขึ้นได้อีกครั้ง”

จิลและไบเดนแต่งงานกันในปี 1977 ทำให้จิลก้าวเข้ามาทำหน้าที่ “แม่” ของ “โบ” และ “ฮันเตอร์” ลูกชายสองคนที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุ ก่อนที่สองสามี-ภรรยาจะมีลูกสาวอย่าง “แอชลีย์” เพิ่มอีกคน

แม้จะต้องดูแลครอบครัว จิลยังเรียนต่อจนจบปริญญาโทษและปริญญาเอกด้านศึกษาศาสตร์ และเป็นผู้สนับสนุนที่ทุ่มเทช่วยไบเดนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจนประสบความสำเร็จ

นอกจาก “สตรีหมายเลข 1” แล้วยังมีลูกชายทั้ง 2 คนที่ไบเดนระบุว่า เป็นคนสำคัญที่ช่วยให้ตนก้าวผ่านความโศกเศร้ามาได้

“โบ ไบเดน” ถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดของโจ ไบเดน ในการทำงานเพื่อสาธารณะด้วยมีทักษะทางการเมืองระดับสูง โดยโบเข้าร่วมรบในสงครามอิรัก ก่อนจะกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นอัยการสูงสุดของรัฐเดลาแวร์ รัฐบ้านเกิดของครอบครัวไบเดนในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม “โบ” ต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งในสมอง ด้วยอายุเพียง 46 ปี เมื่อปี 2015 หลังจากแพทย์วินิจฉัยพบโรคได้ไม่ถึง 2 ปี

นับเป็นความสูญเสียที่ไบเดนต้องเผชิญอีกครั้ง

“ฮันเตอร์” ลูกชายคนที่ 2 ของ “ไบเดน” ปัจจุบันในวัย 50 ปีเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวมากกว่าพี่ชาย เคยชีวิตตกต่ำด้วยการหันไปติดเหล้าและยาเสพติด ถึงขั้นถูกไล่ออกจากการประจำการใน “กองกำลังสำรอง” ของกองทัพเรือสหรัฐ เมื่อปี 2014 หลังจากเขาถูกตรวจพบว่าเสพ “โคเคน”

นั่นส่งผลให้ “ฮันเตอร์” ตกเป็นเป้าโจมตีจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องการทำธุรกิจในประเทศยูเครน และจีน ที่ทรัมป์โจมตีว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่มีข้อพิสูจน์แต่อย่างใด

ฮันเตอร์ ผู้ที่เวลานี้เป็น “ศิลปิน” ในลอสแองเจลิส ยอมรับว่าการดำเนินธุรกิจของตนบางกิจการเป็นการประเมินผิดพลาด แต่ก็ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด

ไบเดนเองทำหน้าที่พ่อที่สนับสนุนลูกชายอย่างมั่นคง โดยเฉพาะในการดีเบตครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ทรัมป์นำเรื่องการใช้ยาเสพติดของฮันเตอร์มาโจมตี

“ผมภูมิใจในตัวเขา ผมภูมิใจในตัวลูกชายผม” อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐตอบกลับแบบไม่หวั่นไหว

สมาชิกครอบครัวหมายเลข 1 ไม่ได้มีแต่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังมี “สุนัข” ด้วยอีก 2 ตัว หลังจากทำเนียบขาวว่างเว้นจากการมีสัตว์เลี้ยงตลอดวาระดำรงตำแหน่งของทรัมป์ โดยไบเดนเตรียมจะนำสุนัขสายพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด 2 ตัวที่มีชื่อว่า “แชมป์” และ “เมเจอร์” เข้าไปเป็นสมาชิกในทำเนียบขาว

นอกจากนี้ ครอบครัวหมายเลข 1 จะมีแมวร่วมเป็นสมาชิกด้วยอีก 1 ตัว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อและสายพันธุ์แต่อย่างใด

และนั่นก็คือสมาชิกครอบครัวที่จะขับเคลื่อนชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคมนี้เป็นต้นไป

บทความก่อนหน้านี้ม.112 : “คารม” ประกาศไม่เซ็นแก้ ชี้บังคับกันไม่ได้ แม้เป็นมติพรรค “DRG” ซัดหนุนกม.กดขี่ปชช.
บทความถัดไปโควิด-19 : ผลสำรวจชี้ นิวซีแลนด์ รับมือดีสุดในโลก ไทยติดอันดับ 4 ไร้จีนเหตุปกปิดข้อมูล