หลังเลนส์ในดงลึก : ‘หลุมยุบ’

ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ
ควายป่า - ควายป่านั้นค่อนข้างห้าวหาญ ไม่ค่อยกลัวสัตว์ผู้ล่า พวกมันพร้อมสู้ แต่หลายครั้งพวกมันก็เลือกที่จะหนี แม้เพียงได้กลิ่นกายสัตว์ผู้ล่าที่อยู่ในบริเวณนั้น

‘หลุมยุบ’

ในช่วงเวลาที่ต้อง “กักตัว” อย่างในเวลานี้ ผมคิดถึงการเดินทางบ่อยๆ

“ตัว” อยู่กับที่ แต่คล้ายได้เดินทางไปไกล

เหมือนกิจวัตรประจำของผม ที่อยู่นิ่งๆ ในซุ้มบังไพรแคบๆ เฝ้ารอสัตว์ป่า รอให้พวกมันอนุญาตให้พบ

ผมเรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็นการเดินทางอย่างหนึ่ง

ด้านนอกอยู่นิ่ง “ด้านใน” มีโอกาสเดินทางไปไกล

เมื่อต้องกักตัว ผมคิดถึงการเดินทาง ไม่ใช่การเดินทางไกลไปยังดินแดนไกลสุดขอบฟ้า

แต่มักนึกถึงการเดินทางในระยะทางสั้นๆ แค่ 10 กิโลเมตร 20-30 กิโลเมตร

การเดินทางสั้นๆ ซึ่งหลายครั้งใช้ระยะเวลายาวนาน มีบทเรียนให้เรียนรู้ มีเรื่องราวให้จดจำ เป็นการเดินทางที่ผมพูดถึงเสมอ

การเดินทางในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

เดือนกันยายน เป็นเรื่องปกติที่สายฝนจะครอบคลุมผืนป่าทุ่งใหญ่

ผมออกจากหน่วยพิทักษ์ป่าทิคองตั้งแต่เช้า จุดหมายอยู่ที่สำนักงานเขต ซึ่งไม่ไกล ระยะทางแค่ 12 กิโลเมตร

จากหน่วยมาราวสองกิโลเมตร สองข้างทางเป็นป่าเบญจพรรณ

ผมหักพวงมาลัยเจ้านิค พาหนะมอมแมม เปรอะเปื้อนโคลน หลบต้นไม้ที่หักล้มขวาง เบี่ยงไปทางซ้าย และกลับเข้าทางอีกครั้ง ข้างหน้ามีแอ่งเล็กๆ ก่อนเส้นทางจะไต่ขึ้นเนิน พ้นจากเนินจะเป็นป่าดิบ ทางช่วงนั้นจะยาก ร่องลึก ลื่นไถล

สายฝนเริ่มโปรยบางๆ ท้องฟ้าครึ้ม เมื่อคืนฝนตกตลอด สภาพอากาศเป็นเช่นนี้มาร่วมเดือนแล้ว

ผมพารถลงแอ่งเล็กๆ นั่นด้วยเกียร์โลว์เบา เกียร์หลักใช้เกียร์หนึ่ง

เพราะนี่เป็นแอ่งที่ไม่ลึกนักผ่านไปได้โดยไม่มีปัญหาทุกครั้ง

ช่วงหน้ารถยังไม่พ้นแอ่ง รถเอียงไปทางซ้าย ล้อหลังจมลึก ผมใส่เกียร์ถอย เหยียบคันเร่ง พยายามขยับ รถไม่เขยื้อน

ผมลงจากรถเพื่อดูสถานการณ์ ล้อและยางขนาด 32 นิ้ว ดอกชนิดลุยโคลน ด้านซ้ายจมโคลนมิด

สภาพเช่นนี้ ผมรู้ว่าพบกับหลุมยุบเข้าแล้ว น้ำใต้ดินทำให้แอ่งเล็กๆ ตื้นๆ เปลี่ยนสภาพ

เมื่อพบสถานการณ์เช่นนี้ การใช้วินช์ หรือรอกหน้ารถ คือวิธีการที่ดี

ผมลากสะลิงออกไปราว 15 เมตร ใช้เชือกคล้องต้นไม้ขนาดท่อนขา เกี่ยวรอกทดด้วยตัวยู สอดสะลิงเข้าไป และลากมาเกาะไว้ที่ห่วงที่อยู่ส่วนล่างของฐานวินช์ รอกทดจะช่วยให้วินช์ทำงานเบาขึ้น เชือกที่คล้องต้นไม้ ช่วยไม่ให้ต้นไม้มีบาดแผลจากสะลิง

ผมเสียบสายรีโมตเข้ากับแป้นควบคุม กดเพื่อกรอสะลิงเข้า เมื่อสะลิงตึง ผมจะขึ้นไปบนรถเพื่อจะเร่งเครื่องเบาๆ ช่วยให้รถขยับ

แต่ผมรู้ว่า จะเร่งมากไม่ได้ เพราะล้อจะยิ่งจม

ผมกดรีโมตเงียบสนิท ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไร้เสียง สะลิงไม่ขยับ วินช์ตัวนี้ไม่ใช่ตัวแรกที่ผมใช้ในการทำงานที่นี่ เพิ่งใช้มาไม่นาน แต่เพราะถูกใช้มาอย่างสมบุกสมบัน วันนี้มันไม่ทำงาน

สายฝนโปรยหนักขึ้น ผมขยับสายไฟ ไม่มีผล

รถติดหล่ม ฝนตก และวินช์เสีย ดูเหมือนจะมาพร้อมกันเสมอ

ฝนตกต่อเนื่องยาวนาน ระดับน้ำในลำห้วยสายหลักๆ อย่างห้วยดงวี่ ห้วยซ่งไท้ ห้วยแม่กะสะ ไหลเชี่ยวแรง เกินกว่าพาหนะจะข้ามได้

หมู่บ้านในเขตป่า คล้ายถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หากใครมีธุระจำเป็น ต้องใช้วิธีเดิน

“ช่วงกันยาฯ ตุลาฯ นี่แหละครับของจริง ฝนหนักแบบนี้มานานแล้ว ที่ผ่านมาน่ะแค่น้ำจิ้ม” จิตติ หัวหน้าหน่วยซ่งไท้พูดขำๆ เมื่อวานเขาแวะหน่วยทิคอง เขามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านจะแก 4-5 คน เขาจะไปส่งคนถึงห้วยดงวี่ จากนั้นคนจะเดินต่อ

การเดินวันละ 30 กิโลเมตรของคนในป่าทุ่งใหญ่คือเรื่องปกติ

โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ทุกคนรู้ดีว่า เดินใช้เวลาน้อยกว่าใช้พาหนะ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์

กระนั้นก็เถอะ เดินบนทางที่โครงสร้างเป็นดินเหนียว ฉ่ำฝนอย่างนี้ ใช่ว่าจะง่าย เพราะทั้งลื่น และจะจมถึงข้อเท้า

คนทุ่งใหญ่ใช้รองเท้าบู๊ตยาง ซึ่งช่วยได้มาก แต่ผมไม่ถนัด เคยชินกับรองเท้าเดินป่าที่ใช้ประจำมากกว่า

ความคุ้นชินบางประการก็เปลี่ยนไม่ง่ายนัก

ฝนตกหนัก แผนงานถ่ายรูปผมคลาดเคลื่อนไปมาก

ถึงเวลาที่ต้นไทรซึ่งทำห้างเป็นซุ้มบังไพรไว้บนต้นไม้ใกล้ๆ ในระดับความสูงพอๆ ต้นไทร ควรจะมีลูกสุก และคึกคักด้วยสัตว์มาใช้บริการ ก็มีเพียงลูกเขียวๆ

ในโป่งต่างๆ ก็เงียบเหงา ฝูงกระทิงเพลิดเพลินอยู่กับหน่อไม้ โดยเฉพาะไผ่รวกที่กำลังแทงหน่อโผล่พ้นดิน

ฝูงนกเงือกกรามช้างและนกกก ที่ช่วงเวลานี้จะมาชุมนุมในหุบหลังหน่วยทิคอง ก็ยังไม่มีวี่แวว

ในโป่งมีเพียงเก้งหน้าเดิมๆ กลางคืนมีเสียงฝูงหมาไนไล่กวาง ไม่นานเสียงกวางร้องโหยหวน หมาไนทำงานเสร็จไปอีกงาน

ตอนเช้าผมเดินไปดู พบซากกวางมีชิ้นส่วนเหลือนิดหน่อย

รอยตีนเสือโคร่งเดินผ่านป้อมยามหน้าหน่วย มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก กลิ่นฉี่ที่มันสเปรย์ไว้บนพุ่มไม้เขียว ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ

อุ้งตีนกว้าง 8.3 เซนติเมตร บอกให้รู้ว่า มันเป็นตัวผู้ที่กำลังเดินตรวจตราอาณาเขต

สำหรับสัตว์ป่า นี่คือช่วงเวลาอันอุดมสมบูรณ์ อาหารมีมาก

แต่สำหรับคนทำงานในป่า ความยุ่งยากในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น คือเรื่องธรรมดา

วันนั้นผมวิทยุแจ้งขอความช่วยเหลือ เพราะสภาพที่ล้อจม วินช์ใช้งานไม่ได้ มีวิธีเดียวที่จะนำรถขึ้นคือใช้ไม้งัดล้อให้ลอย เอาหินหรือไม้รองใต้ล้อ ค่อยๆ ขยับรถ เราเรียกวิธีนี้ว่ากระดี่

ไม่นานเจ้าหน้าที่จากหน่วยสองคนมาถึง

เราใช้เวลาไม่นานก็นำเจ้านิคขึ้นจากหล่มได้ ผมเดินทางต่อ ใช้เวลาอีกราวสองชั่วโมงถึงจุดหมาย

ในป่าช่วงฤดูฝน เส้นทางร่องลึก ลื่นไถลบนเนินชันๆ ผมกับเจ้านิคผ่านมาได้แม้จะไม่ง่ายนัก

เมื่อว่าจะลงในหล่มลึก หรือขึ้นเนินลื่นไถล ผมจะเตรียมตัวอย่างดี แต่หลายครั้งก็จะลงไปติดหล่มที่ดูเหมือนจะง่ายไม่มีอะไร

“หลุมยุบ” นั้นหลอกตา ดูเป็นแค่แอ่งน้ำตื้นๆ

เดินทางในป่า หล่ม หรือแอ่งสภาพเดิมๆ ที่ข้างล่างได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว นี่แหละที่น่ากลัว

ในช่วงเวลาที่ต้องกักตัว ผมนึกถึง “หลุมยุบ” นึกถึงการเดินทางที่ผ่านมา

นี่คือช่วงเวลาที่อยู่นิ่งๆ

อยู่นิ่งเพื่อให้เวลาพาข้างในเดินทางไปไกล…

บทความก่อนหน้านี้สิ่งแวดล้อม : ถึงเวลาคิดใหม่ ‘เรื่องกิน’
บทความถัดไปกวีกระวาด / ชาคริต โภชะเรือง : พัทยา : รักไร้พรมแดนไร้สัญชาติ