ปรุงในครัวทัวร์นอกบ้าน : รอดใน ‘กลียุค’

แม่หวาน ละมุนมัม

รอดใน ‘กลียุค’

ฤดูร้อนเมืองเพิร์ธไม่ต่างจากเมืองตากอากาศทั่วไปที่ผู้คนพากันหลั่งไหลไปนอนเล่นนั่งเล่นอยู่ริมทะเล บ้างไปโต้คลื่น บ้างแค่วิ่งเล่นกับคลื่นก็สุขใจ

แม่หวานกับอายากะมักไปนั่งปิกนิกดูพระอาทิตย์ยามเย็นกันบ่อยครั้งจากการที่บ้านอยู่ใกล้กับมหาสมุทรอินเดีย และมีหาดทรายขาวสวยใสน่าลงไปวิ่งเล่น เมฆน้อยใหญ่ที่เคลื่อนอย่างเบิกบานบนท้องฟ้ากว้างใหญ่สีน้ำเงิน

ทำให้แม่หวานนึกถึงคำว่า “กลียุค” ที่ได้ผุดขึ้นมาในสมอง หลังจากแม่หวานห่างเหินจากข่าวสารบ้านเมืองเพื่อหันหน้าไปตั้งใจฝึกตนปฏิบัติธรรมอยู่พักใหญ่ ความรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้คนรอบข้างได้สะกิดใจแม่หวานให้ผวาถึง “ยุคมืด” ที่เข้ามาเยือนแล้วอย่างเงียบๆ

คนไทยหลายคนโอ้อวดว่าเมืองไทยมีกระทรวงสาธารณสุขที่เก่งกล้ามากความสามารถทำให้ป้องกันโควิด-19 ได้ดีเยี่ยมจนติดอันดับ Top 10 ของโลก พี่ป้าน้าอาและเพื่อนต่างปรารถนาดีติดต่อให้แม่หวานพาอายากะกลับไปใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยแทนรัฐออสเตรเลียตะวันตก (WA)

–เมืองไทยดีที่สุดเรื่องการป้องกันโควิด-19 อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ กลับมาเถอะ อย่าอยู่ที่นั่นเลยมันน่ากลัวมาก

แม่หวานนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์พิจารณาร่วมกับข้อมูลของมุขมนตรีรัฐ WA ที่แม่หวานติดตามทางทวิตเตอร์มาหลายปีทำให้ทราบถึงมาตรการการป้องกันและแนวทางในอนาคต

ส่วนของทางเมืองไทยยังไม่เห็นมาตรการระยะยาวที่ชัดเจนเลยแม้แต่น้อย ทั้งราคาข้าวของรวมทั้งหน้ากากยังควบคุมไม่อยู่ แม้แต่การช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนก็แลดูวุ่นวายและไม่เท่าเทียมจนมีคนตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยความอึดอัดในการครองชีพ

สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้แม่หวานจึงเลือกข้อมูลที่มั่นใจ และเชื่อถือได้ในการตัดสิน
ค่ะ แม่หวานเลือกที่จะอยู่ที่เมืองเพิร์ธต่อไป ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์โควิด-19 ระบาดรอบแรกจนถึงบัดนี้เวลากว่า 9 เดือนแล้วที่ไม่มีการระบาดของเชื้อซึ่งกันและกันภายในรัฐ WA เลย

และค่าไฟฟ้า AUD 600 ดอลลาร์คือของขวัญวันคริสต์มาสที่ทางมุขมนตรีแมกโกแวน แห่งรัฐ WA มอบให้กับราษฎรทุกคน

ความเป็นระเบียบแบบแผน ความเป็นมืออาชีพในการบริหารประเทศทำให้ประชาชนที่อยู่ในแผ่นดินนี้สงบสุข และรอวันที่ทางรัฐจะแจกจ่ายวัคซีนให้ในเดือนมีนาคม

การจัดการด้วยความเมตตา ด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ที่ไม่ใช่ด้วยอำนาจหรือความเห็นแก่ตัวย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จและความสงบสุขของประเทศ ทั้งมุขมนตรีของรัฐ WA คุณแมกโกแวน และนายกรัฐมนตรี คุณ Scott Morrison ต่างทำงานกันอย่างเคร่งเครียดกว่าจะออกแถลงการณ์ให้ประชาชนได้รับทราบก็เตรียมงานกันมาอย่างดีและไม่มี “มั่ว” หรือ “พลาด” เพราะทุกอย่างอยู่บนความทุกข์ของประชาชน

ทุกครั้งที่มีการสื่อสารออกสื่อจึงมีแต่สายตาแห่งความเมตตาและน้ำเสียงที่แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

ถึงแม้ “กลียุค” ได้ก้าวเข้ามาเหยียบลงบนพื้นโลกใบนี้แล้วก็ตามแต่ ต่างก็พยายามที่จะก้าวผ่านให้ได้ด้วยคุณธรรม ด้วยความสามารถที่ไม่เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนซึ่งนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้คนได้เห็นและปฏิบัติตาม แต่เมื่อตัดฉากมายังอีกแผ่นดินหนึ่งก็ทำให้แม่หวานนึกถึงบทความที่อ่านในเพจหนึ่งซึ่งสรุปใจความได้ว่า

“กลียุคคือยุคมืดจากบรรดาความเสื่อม ความชั่วช้า และเลวทรามทั้งหลาย แต่ถ้าหากยังไม่ ‘ถึงที่สุด’ ของมันแล้ว โอกาสที่มันยังคงเสื่อมต่อไป หรือชั่วต่อไปยังมีอยู่ซึ่งมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้”

“เมื่อโลกทั้งโลกเต็มไปด้วยพฤติกรรมแบบพวกมิลักขะ (พวกอนารยชนหรือคนชั้นต่ำ) ความรู้สึกนึกคิดอันเคยละเอียดอ่อน การให้ความสำคัญกับการประกอบพิธีกรรม การเฉลิมฉลองเพื่อแสดงออกถึงการให้และการเสียสละก็จะเป็นอันยุติโดยไม่มีใครคิดเข้าร่วมต่อไปอีกแล้ว ผู้คนจะหันมาเอารัดเอาเปรียบแย่งยื้อสิ่งของจากผู้ที่อ่อนแอกว่า จากเพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือแม้แต่จากผู้มีปัญญาก็ตาม เพราะใครก็แล้วแต่ที่เป็นผู้ซึ่งสามารถครอบครองอำนาจในแต่ละระดับ แม้ปราศจากความรู้และเต็มไปด้วยความละโมบโลภมาก ความโง่และความบาปเพียงใดก็ตาม กลับเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับได้รับการสรรเสริญเยินยอ โดยบรรดาปวงชนผู้เต็มไปด้วยบาปหนา ด้วยความเต็มอกเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง…”

พูดง่ายๆ ว่า…ยิ่ง “ชั่ว” หนักขึ้นเท่าไหร่ ก็อาจได้รับการยอมรับ หรือได้รับการสรรเสริญเยินยอจากบรรดาผู้ที่เต็มไปด้วยบาปหนาหนักขึ้นไปยิ่งขึ้นเท่านั้น

คล้ายๆ พวกที่ชอบ “กดไลก์” หรือ “กดแชร์” ให้กับอะไรที่บ้าบอชั่วช้าเลวทรามในสื่ออินเตอร์เน็ตทั้งหลายเป็นแสนๆ ล้านๆ ทำนองนั้น และด้วยแนวโน้มตามสภาพความเป็นไปเช่นนี้เอง

พระฤๅษีจึงต้องบอกต่อไปว่า

“โอ…บุตรแห่งกุนตีเอ๋ย!!! แม้บรรดาปวงกษัตริย์ (หรือผู้มีอำนาจ) ในโลกที่หัวใจเต็มไปด้วยบาป ปราศจากความรู้ ความเข้าใจใดๆ แม้แต่น้อย แต่กลับคุยโม้โอ้อวดถึงภูมิปัญญาตัวเองก็กลับจะกลายมาเป็นผู้ครองโลกทั้งโลก เป็นผู้ที่พร้อมท้าทายและเอาชนะผู้ที่ครอบครองผลประโยชน์ของอีกฝ่ายอย่างมิมีที่สิ้นสุด พวกเขาจะเต็มไปด้วยความโลภ ความอวดดี เย่อหยิ่งจองหอง และไร้สาระ พวกเขาปราศจากความสามารถและความมุ่งมั่นใดๆ ที่จะปกป้องผู้อื่น หรือวรรณะอื่น แต่กลับพึงพอใจเมื่อได้เห็นผู้คนตกอยู่ในทัณฑ์ทรมาน พวกเขาพร้อมที่จะโจมตีบรรดาคนดีและคนสัตย์ซื่อโดยปราศจากความเมตตา หรือสงสารใดๆ เลยแม้แต่น้อย หรือแม้พวกเขาจะเห็นหมู่ชนทั้งหลายกำลังคร่ำครวญ หวนไห้ อยู่ในความทุกข์ ความโศกเพียงใดก็ตามที เพราะความปรารถนาเพียงประการเดียวของปวงกษัตริย์เหล่านี้คือการได้มาซึ่งความมั่งคั่งที่ปล้นชิงเอามาจากผู้อื่นเท่านั้นเอง…”

ลองคิดดูนะคะว่าสิ่งเหล่านี้น่าเกลียดน่ากลัวแค่ไหน? เพราะไม่ใช่เพียงแค่พวกมีอำนาจทำกับปวงชนเท่านั้น แต่เพื่อนฝูง ญาติสนิทมิตรสหายของเราเองก็จะกระทำการเช่นเดียวกันกับเราเมื่อพวกเขามีโอกาส คุณธรรม ความดี หรือความซื่อสัตย์จงรักภักดีไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปแล้ว

“มนุษย์จะไม่สนใจเรียนรู้สิ่งใดๆ ต่อไป ความจริงจะถูกขจัด ผู้มีวัยมีประสบการณ์สูงกว่าจะทรยศพวกเด็กผู้ไร้ความคิด และไร้ประสบการณ์ ในขณะที่เด็กผู้หลงใหลตัวเองก็พร้อมที่จะทรยศต่อบรรดาผู้อาวุโสเช่นกัน ภายใต้สภาพเช่นนี้ ผู้ขี้ขลาดจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าหาญ ส่วนผู้กล้าหาญกลับได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยาม มนุษย์จะเลิกไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันอีกต่อไป ความโลภและความโง่จะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งโลกปานประดุจเป็นอาหารจานเดียวเท่าที่เหลืออยู่ บาปจะพูนเพิ่มไปพร้อมกับความปรารถนาต้องการที่จะให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่งและร่ำรวย ในขณะที่คุณธรรมได้หายสาบสูญไปอย่างแทบจะสิ้นเชิง และยุติการงอกเงย การเจริญเติบโต ได้อีกต่อไป…”

แต่หลังจากมีการเสื่อมสุด ชั่วสุดอย่างไม่มีอะไรจะสุดๆ ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว “วงรอบแห่งกาลเวลา” หรือด้วยความเป็นไปของยุคสมัยที่หมุนวนไปเป็นรอบไม่ต่างอะไรไปจาก “ล้อเกวียน” หรือ “ธรรมจักร” ทั้งหลายทั้งมวล เพราะล้วนแล้วแต่คือ “สัจธรรม”

แม่หวานไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องเกิดมาเจอกับช่วงแห่งกลียุค แต่เราก็มาถึงจุดนี้แล้วจริงๆ

ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกล แค่เปิด YouTube ดูก็จะเห็นคนพูดคำหยาบต่ำตมได้รับการสนับสนุนยกย่องสามารถค้าขายได้คล่องในโลกอินเตอร์เน็ต การค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ หรือบ่อน ทำให้คนตายอย่างต่อเนื่องรายวัน อุบัติเหตุบนท้องถนน ภายในบ้านที่ลูกฆ่าแม่ แม่ฆ่าลูกเพียงเพราะติดเกม และการตายที่เกิดขึ้นแค่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน ทำไมชีวิตคนเราช่างไร้ค่าและไร้ความหมายเช่นนี้หนอ?

บางคนที่ไต่เต้ามาจนอยู่ดีมีสุขในต่างแดน แทนที่จะสุขสงบทำตนให้เป็นประโยชน์ กลับทำเรื่องไร้สาระ เอาเวลามาติติงหาเรื่องอิจฉาริษยาคนได้ไม่เว้นแต่ละวัน

ทุกวงการเต็มไปด้วยคนชั่วช้าสามานย์อย่างนี้แล้วเราจะอยู่รอดกันได้อย่างไร? แม่หวานยังคงเชื่อเรื่อง “ธรรมะ” เชื่อเรื่องการฝึกตนให้มี “สติ”

และเชื่อว่าสองอย่างนี้จะทำให้คุณอยู่รอดได้ใน “กลียุค”

บทความก่อนหน้านี้‘อิตาเลียนไทย’ หนีตาย ‘ทวายโปรเจกต์’ ลุ้นรัฐเจรจาชดเชย 8 พันล้าน
บทความถัดไปสิ่งแวดล้อม : ถึงเวลาคิดใหม่ ‘เรื่องกิน’