ปิยบุตร แสงกนกกุล : มอง พ.ศ.2564 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง / สิ่งที่ยังทำไม่ได้ในการเมืองไทย

สัมภาษณ์พิเศษ โดยพิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

ปิยบุตร แสงกนกกุลมอง พ.ศ.2564ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

“ประสบการณ์ในการเป็น ส.ส. 10 เดือน 28 วัน ทำให้เห็นว่า ระบบการเมืองไทยมันทำให้นักการเมืองออกมาเป็นแบบนี้ คือถูกทำลายความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพราะเมื่อคุณเข้ามาคุณจะต้องปวดสมองกับกติกาบ้าๆ บอๆ เต็มไปหมด ไหนจะเจอนักร้องเรียนจนคุณก็ไม่กล้าทำอะไรเต็มไปหมด แค่ขยับก็ผิดแล้ว ความคิดสร้างสรรค์ของคุณมีแต่หายไป ยิ่งคนที่ฝันใหญ่โตอยากเปลี่ยนแปลงประเทศ พอคุณเข้ามาจะพบว่าติดนั่นติดนี่ทำไม่ได้เต็มไปหมด”

คือความเห็นของปิยบุตร แสงกนกกุล คณะก้าวหน้า ที่มองถึงระบบ-ระบอบที่ทำลายพลังของการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรในสถานการณ์ปัจจุบัน จน ส.ส.ไม่กล้าทำหลายเรื่อง

ปิยบุตรชี้ว่า นอกจาก ส.ส.จะถูกทำลายความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังจะต้องเจอความพยายามสร้างระบบมาครอบ ทำให้นักการเมืองต้องอยู่ในเส้นในกรอบที่ผู้มีอำนาจอยากให้อยู่ ถ้าอยากเป็น ส.ส.ต่อเนื่อง หากอยากเป็นรัฐบาล อยากเป็นรัฐมนตรี ต้องถนอมตัวเองไว้ เผื่อวันไหนจะได้เป็นรัฐบาล

คำสั่งที่ออกแบบมาหรือโครงสร้างที่วางไว้เขาจึงล็อกนักการเมืองไม่ให้ดื้อมาก ใครไม่เชื่อฟังจะโดนหวด ออกนอกเส้นทางนิดหนึ่งก็โดนหวดให้กลับเข้ามา แต่พวกที่ดื้อมากก็จะโดนยุบพรรคตัดสิทธิ์ถูกจัดการไป

มันคือโครงสร้างทางการเมืองไทย ที่ทำลายนักการเมืองด้วยวิธีแบบนี้

อดีตเลขาฯ พรรคอนาคตใหม่ มองถึงประเด็นข้อเรียกร้องทางการเมือง ว่านอกจากประชาชนส่วนหนึ่งต้องการเปลี่ยนรัฐบาล ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกไปหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วยังมีข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันซึ่งจะแผ่วหรือเสียแนวร่วมไปหรือไม่นั้น ข้อเรียกร้องเรื่องต่างๆ มันมีขึ้นมีลงเสมอ บางช่วงสูงบางช่วงกระแสลง แต่ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง เรื่องปฏิรูปสถาบันถูกทำให้เป็นเรื่องปกติเรียบร้อยแล้ว เป็นเรื่องที่ขึ้นมาอยู่บนโต๊ะแล้ว ในบางช่วงจังหวะเวลาอาจจะมีบางกระแสอื่นเข้ามาแทนที่ แต่อย่างไรไม่สามารถข้ามปัญหาเรื่องนี้ไปได้พ้นแล้ว ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ไม่ว่ากลุ่มการเมืองไหนเข้ามามีอำนาจ เรื่องนี้จะถูกทวงถาม และนำมาพูดบนโต๊ะ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ผลพวงผลลัพธ์ของปี 2563

ถามว่า ถ้าให้มองมาที่ปี 2564 ว่าเป็นอย่างไรต่อ ช่วงนี้อาจจะมีกระแส covid เกิดขึ้นมา แต่ปีนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทางการเมือง อาจจะมีการยุบสภา-ลาออกได้ตลอดเวลา ใครเป็นพรรคการเมืองต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งไว้ตลอดเวลา ปี 2564 จะเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะมันเป็นกุญแจหรือทางออก เมื่อคะแนนนิยมคุณไม่สามารถไปต่อได้ ความชอบธรรมคุณเริ่มหมด ยิ่งเจอปัญหาโควิด ทางออกง่ายที่สุดคือการยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปิยบุตรมองว่ายังอีกยาวไกลกว่า พอแก้เสร็จแล้วต้องทำประชามติ แล้วก็เลือก ส.ส.ร. แล้วก็ไปทำฉบับใหม่ จึงมีข้อเสนอว่า ระหว่างทางกว่าจะไปถึงวันนั้น ควรไปแก้บางมาตราที่เป็นอุปสรรค เช่น เรื่อง ส.ว., องค์กรอิสระก่อน กว่าคุณจะร่างฉบับใหม่ที่ต้องใช้เวลามาก ระหว่างนี้คุณควรแก้รายมาตราไป

คิดว่าเรื่องหนึ่งที่คุยกันรู้เรื่องคือเรื่องสมาชิกวุฒิสภา อย่างน้อยๆ ส.ว.หลายคนแสดงจุดยืน ว่าการแก้รายมาตราเขารับได้ ไม่ต้องให้เขาเลือกนายกฯ เขาก็ยอม ถอดสลักนี้ทิ้งไปก่อน รวมทั้งเรื่องอื่นๆ เช่น แผนปฏิรูปประเทศ แผนยุทธศาสตร์ชาติ ระบบเลือกตั้ง

ทีนี้ถ้าถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินทางไปสู่จุดไหน คิดว่ากว่าเราจะเห็นหน้าตาฉบับใหม่ คงใช้เวลาอีกนาน แต่เท่าที่ดูความต้องการของพรรคการเมือง ของนักการเมืองจำนวนมากดูเหมือนว่าพวกต้องการให้การเมืองกลับไปก่อน 19 กันยายน 2549 คือให้โมเดลรัฐธรรมนูญกลับไปเป็นเหมือนปี 2540 คือเอาเผด็จการทหารสืบทอดอำนาจออกไป ให้กลับไปเลี้ยงหลาน แล้วการเมืองกลับสู่สภาวะปกติ ให้นักการเมืองว่ากันเอง มีรัฐบาล มีฝ่ายค้าน มีองค์กรอิสระ สลับกันเป็นรัฐบาล/เป็นฝ่ายค้าน

ผมคิดว่านักการเมืองจำนวนมากอยากย้อนเวลากลับไปอยู่วันชื่นคืนสุขแบบนั้น

แต่ถ้าถามความคิดเห็นของผม ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ผมคิดว่าไม่เพียงพอแล้ว ผมคิดว่ากระแสการเรียกร้องมันไปไกลกว่านั้น เมื่อมีการพูดคุยกันเรื่องปฏิรูปสถาบัน มีการพูดคุยถึงเรื่องของรัฐสวัสดิการ การพูดถึงความไม่น่าเชื่อถือความไม่เป็นกลางขององค์กรอิสระของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ได้แตะเรื่องนี้เลย

แต่ความต้องการของประชาชนไปไกลกว่า

พูดถึงประเด็นเรื่องปฏิรูปสถาบันเมื่อถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ ปิยบุตรขยายความว่า สรุปสั้นๆ ว่าปี 2563 คือปีแห่งการทำให้ปฏิรูปเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนพูดคุยได้มากขึ้น อยู่บนโต๊ะแล้ว ปี 2564 ผมหวังว่าจะเป็นปีที่มีการทำงานตามความคิดเรื่องปฏิรูปมากขึ้น

พูดกันอย่างตรงไปตรงมาคือพลังยังไม่เพียงพอ ต้องมีการรวบรวมความคิดอีก คุณต้องเปลี่ยนความคิดจิตใจคนให้ได้มากกว่านี้

พูดกันแบบภาษาบ้านๆ ง่ายๆ คือคุณต้องหาพวกให้เยอะกว่านี้ พวกที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะปฏิรูปให้เป็นไปตามประชาธิปไตยได้ ในเมื่อปี 2563 คุณสามารถยกระดับให้เป็นเรื่องปกติได้แล้ว ปี 2564 ควรจะต้องทำงานเพิ่ม หาพวกเพิ่ม ทำงานความคิดเพิ่ม แม้ว่าใครเขาอาจจะไม่เห็นตรงกับเรา 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องเปิดประตูรับให้เขาเข้ามามากขึ้น

ส่วนวิธีการหาพวกเพิ่มจะทำอย่างไร ผมคิดว่ามีหลากหลายรูปแบบ เช่น การชุมนุมก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่การชุมนุมพอผ่านไปเรื่อยๆ มันจะไปถึงจุดที่ไปไกลกว่านี้ไม่ได้

ผมคิดว่า การชุมนุมปีที่แล้วขึ้นถึงจุดพีกระดับหนึ่งแล้ว เหมือนว่าภารกิจของของการชุมนุมเขาได้ยกระดับประเด็นเรื่องนี้ และส่งมอบเอาไว้แล้ว พอคุณส่งมอบแล้วมันจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ มันจะต้องมี “อำนาจ” ทั้งหมดจะเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่คือจะต้องมีอำนาจ

แล้ววิธีที่จะได้อำนาจรัฐ มันมีแค่ 2 แบบ แบบที่ 1 คือผ่านสถาบันการเมืองที่มีอยู่ในระบบ นำเรื่องนี้ไปผลักดันทำต่อ หรือแบบที่ 2 คือหลากหลายประเทศเป็นกันคือคุณชุมนุมกันไปเรื่อยๆ จนไปสู่ Revolution

มันมีแค่ 2 ทาง นั่นหมายความว่าทางที่ 2 ที่ผลของมันไม่ได้การันตีว่าอะไรจะเกิดขึ้น แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่า จะมีความรุนแรงหรือไม่ จะมีบาดเจ็บล้มตายขึ้นอีกเท่าไหร่ ก็เห็นว่าแนวที่ 1 สถาบันการเมือง พรรคการเมือง ส.ส. ส.ว.ที่มีอำนาจอยู่ต้องมีความรับผิดชอบในการนำประเด็นไปทำต่อ จะช้าเร็ว จะมากน้อย ก็ว่ากัน แต่คือคุณต้องไปขยับ

อย่างน้อยที่สุดคือ ถ้าคุณเห็นว่าคนมาชุมนุม เขาเสียสละโดนคดีกันมาก ติดคุกทั้งชีวิต นับห้วงชีวิตอายุของคนคนหนึ่งอาจจะติดคุกยังไม่พอกับจำนวนคดีที่โดน อย่างน้อยๆ 3 ประเด็นข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นในปี 2563 หากคลี่คลายออกมาได้

ก็หวังว่าจะขยับไปในแนวทางนี้

แต่ปิยบุตรบอกว่า ถ้าพวกคุณ (ส.ส.) ไม่ขยับเลย คุณจะตอบเยาวชนประชาชน-อนาคตของประเทศ หรือคุณจะเป็นความหวังให้เขาได้อย่างไร ในขณะที่คนจำนวนมากไปเรียกร้อง แต่ถ้าวันหนึ่งเขาสิ้นหวังกับพรรคการเมือง นักการเมือง ผู้แทนราษฎร ของเขาแล้ว เขามองข้ามไป เขาจะทำกันเอง คราวนี้แหละ ระบบการเมืองจะปั่นป่วนโกลาหล เพราะเขามองข้ามพวกคุณไปแล้ว

ฉะนั้น ทุกๆ วินาทีที่อยู่ในสภา ทุกจังหวะโอกาสที่มี ควรจะต้องขับเคลื่อนได้มากขึ้นเรื่อยๆ มันอาจจะไม่สำเร็จ แต่มันคือเมล็ดพันธุ์ค่อยขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ภารกิจสำคัญของผู้แทนราษฎรคือเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่จะเป็นนักการเมืองเพียงแค่เป็นเพราะอยากเป็นต่อ อยากเล่นอีก อย่างนี้มันไม่ใช่ผู้แทนราษฎร มันไม่ใช่อาชีพที่คุณเป็นแล้วงวดหน้าต้องเป็นอีก

สรุปให้สั้นที่สุด เมื่อมีการระเบิดอารมณ์ของคนในปี 2563 ผสมเรื่องการจัดการ covid ที่เปลือยให้เห็นรัฐ-ระบบราชการห่วย ระบบมาเฟียเส้นสาย ที่เราเห็นว่าการแพร่กระจายของเชื้อโรคมาจากสนามมวย ชายแดนย่อหย่อน บ่อนพนัน มันเห็นความไม่แน่นอน ไม่ชัดเจนในการออกคำสั่ง เช้าออกเย็นเปลี่ยนเต็มไปหมด ถ้าปี 2563 คือห้วงเวลาของการระเบิดอารมณ์ คนที่ไม่พอใจกับระบบประยุทธ์แล้วนั้น

ปี 2564 คือเวลาในการเปลี่ยนแปลงแล้ว

แต่จะเปลี่ยนแปลงไปได้ไกลแค่ไหน ต้องดูกัน

ชมคลิป

บทความก่อนหน้านี้บราซิลสั่งเบรก! ไม่อนุมัติวัคซีน ‘สปุตนิค วี’ ของรัสเซีย ไม่ผ่านมาตรฐานขั้นต่ำ
บทความถัดไป‘พุทธะอิสระ’ ออกแถลงการณ์ กทปส. หนุนเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายทุกมาตรา